อ่านบทความนี้มานานพอสมควร นี่ก็สิบวันเข้าให้แล้ว คนร้ายยังลอยนวลอยู่เลย ผมจึงตัดสินใจแปลและเรียบเรียงบทความนี้ดู เพื่อเป็นการตรวจสอบนะครับ

การระเบิดที่เกิดขึ้นที่ศาลเอราวัน ในวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นโศกนาฏกรรม ภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นถึงขณะก่อนการระเบิด ปรากฏว่าผู้คนต่างให้ความเคารพพระพรหมอย่างแข็งขัน ผู้คนต่างถวายดอกไม้และเครื่องหอม เพื่ออธิษฐานให้พวกตนมั่งคั่งและโชคดี หลังจากที่ระเบิดแล้ว 2-3 วัน สิ่งที่ต้องทำที่เป็นพื้นฐานก็คือ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และปลอบขวัญเพื่อนๆและครอบครัวของคนที่ตาย

สำหรับคนไทยที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ด้วยตนเอง แต่ทุกคนก็ยังคงโศกเศร้า พูดง่ายๆก็คือทุกคนต่างตื่นตระหนักกับการระเบิดนั้น การโจมตีศาลทางศาสนา โดยเฉพาะในที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้คนไทยทุกคนยากที่จะเข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคนบางคนข่าวนี้จะหายไป เหมือนกับเป็นข่าวทั่วไป ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเกิดความขัดแย้งทางสังคมเกิดในกรุงเทพฯ และระหว่างศตวรรษ จะมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่บ่อย แต่ก็ได้ผล ในช่วงเวลานั้น คนไทยเคยชินกับการคืนสู่สภาพปกติ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เราเชื่อว่าไม่ดีนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหลายส่วนที่มิอาจคืนสู่สภาพปกติได้ เช่น หลายครอบครัวเอาแต่โหยหา, เฝ้ารอความยุติธรรมที่ไม่เคยมา, และการตระหนักรู้ทางสังคมก็ใช่ว่าจะมาโดยง่ายๆ

สำหรับศาลเอราวัณก็เปิดตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนก็ดูเหมือนว่าจะคืนสู่ความปกติ ถนนที่เต็มไปด้วยเลือดก็มีการทำความสะอาด ร้านค้าต่างๆที่อยู่รอบๆก็มีการเปิดการค้าขาย ในวันอังคารตอนบ่าย ก็มีการทำความสะอาดกันยกใหญ่ นายกฯก็แถลงการณ์ตอบรับเรื่องการระเบิกว่า “ฉันอยากจะขอให้คนไทยทุกๆภาคส่วน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งเพื่อการโฆษณาสิ่งต่างๆที่สวยงาม และสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างชาติ เพื่อที่ว่าประเทศของเรารวมทั้งสถาบันของเราจะได้อยู่อย่างมั่นคง”

สำหรับผู้สังเกตทั่วๆไป สารนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ชัด และดูไร้สาระมากเพียงใดก็ตาม อย่างไรก็ตามสำหรับคนไทยแล้ว สารนี้ตรงประเด็นและชัดเจนมากๆ ในเรื่องการตอบรับความสัมพันธ์เชิงสาธารณะที่มีต่อความรุนแรงที่อยู่ในจิตใจของคนไทย สารนี้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลไทยแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อชื่อเสียงของประเทศต่อนาๆชาติ โดยการบอกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องฉับพลันเท่านั้น พูดให้ง่ายก็คือตอนนี้ชาวไทยทุกคนต้องมีหน้าที่ในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของประชาคมนาๆชาติ

วิธีการนี้เป็นวิธีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ย้อนไปถึงสงครามเย็น เมื่อประเทศไทยอยู่ภายใต้คณะทหาร ที่สนับสนุนโดยวอชิงตัน ตลอดช่วงนั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆเกิดขึ้นทั่วไป และรัฐบาลออกกฎหมายในการใช้ความรุนแรงเพื่อทำให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ภายใต้การต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่ถือว่าเป็นภัยจากภายนอก ความรุนแรงนี้กระทำต่อคนภายในชาติ บางทีความมืดดำ ที่เกิดขึ้นในปี 1976 (พ.ศ. 2519) อาจกลับมาก็ได้ เมื่อประชาชนชาวไทยที่ต่อต้านระเบียบแบบทหารจำนวนมากถูกฆ่าหมู่ในการประท้วงเพื่อต้องการรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย

ในเวลาเดียวกัน มีการตั้งสถาบันต่างๆ เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีสันติสุข ในการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ที่จัดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศไทยก็ได้นำเสนอว่าประเทศเป็นสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวนาๆชาติสามารถมีประสบการณ์เหมือนกับได้ท่องเที่ยวในประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้ไม่ต้องกลัวกับการจราจลของคอมมิวนิสต์ หรือความรุนแรงที่ต่อต้านอาณานิคมที่ปรากฏในที่อื่นๆในทวีปนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ที่จัดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ประกาศในปี 1962 (พ.ศ. 2505) ว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองแห่งสันติ และความสันตินี้คือแก่นแท้ของประเทศไทย ไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวในประเทศไทยจะไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตะวันออกไกลเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมทางการทหารเป็นส่วนน้อยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างความเป็นไทยแบบประเพณี ที่เน้นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความโอบอ้อมด้วย

แปลและเรียบเรียงจาก

Matthew Phillip. Analysis: Transparency is essential in Bangkok bombings probe

http://asiancorrespondent.com/134992/analysis-transparency-essential-in-bangkok-bombings-probe/

…………………….