วันวานรำลึก (๓)..บอกกล่าว…ไม่ใช่สอน

ใช่เลยว่าเมื่อรับฟังอะไรจากใคร ผลการรับฟังจะแปลว่า "บอกกล่าว" หรือ "สอน" อยู่ที่ผู้รับฟัง

ในชีวิตไม่กี่ปีมานี้ มีโอกาสได้เจอกับคนวัยลูกหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะยกคำพูดที่ออกจากปากไปจับคู่กับคำไหนไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยให้เป็นไปตามแต่ใจและการรับฟัง รับรู้ของคนวัยลูก

โดยส่วนตัวเมื่อเอ่ยปากพูดให้ใครฟัง ในหัวคิดนึกอยู่เพียงว่าขอทำตัวเป็นคนที่ช่วยผลักดันให้คนวัยลูกได้ทำในสิ่งที่ฝันให้กลายเป็นความจริง ไม่ได้ชอบให้คนฟังติดกับและฝัง "ฟังแล้วเชื่อ" ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์พระศาสดาตรัสเตือนสติไว้ จึงมักฝึกให้คนฟังขบคิดไปด้วย

เพื่อจะได้เข้าใจและสรุปตัวเองได้ว่าเป็นใคร เชื่ออะไร ชอบอะไร

เพื่อจะชวนให้เห็นในสิ่งที่เป็นอยู่นั้นว่าสวยงามและเชื่อมั่นที่จะเลือกเดินต่อไปกับเส้นทางสร้างฝันให้เป็นจริง

"เดิน" ในแบบที่ผู้ฟังอยากเดิน บนทางที่ผู้ฟังอยากเดิน เพื่อให้การเดินไปจนสุดทางที่เลือกเดินนั้น สิ้นสุดลงที่เส้นทางแบบพิมพ์ที่สังคมให้การยอมรับว่าเป็นแม่พิมพ์แห่งเส้นทางสร้างฝันที่ดี โดยผู้ฟังไม่ติดกับกับการเลือกทางเดินที่ดีแบบเดียว

ตั้งหลักกับการพูดให้ฟังแบบ "นักปั้น" ปั้นผู้ฟังนั้นๆตามสภาพดินตามศักยภาพของดินซึ่งแน่นอนย่อมแตกต่างกัน

ด้วยความแตกต่างดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกที่จะได้ผลลัพธ์ของการปั้นออกมาไม่เหมือนกัน แต่ละแบบมีเสน่ห์แบบที่แต่ละคนเป็น

ผลงานที่ได้ปั้นไว้หลายชิ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่ถูกใจคนปั้นเสมอไป ถ้าเมื่อไรต่างมีเหตุผลของตน และสามารถเล่าสู่กันฟังได้ บอกกล่าวให้ได้รู้จักเส้นทางเดินสู่ฝันได้

คนทุกคนไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน ความไม่เหมือนย่อมทำให้แลกเปลี่ยนกันได้

ความสำคัญอยู่ที่ได้ลองทำในสิ่งที่ตนเชื่อ เห็นความเปลี่ยนไปจากที่เคย เห็นชัดเจนกับตนว่าไม่เสียดายเวลาที่ได้เลือกเดินผ่านมาบนเส้นทางสร้างฝัน อย่างที่เลือกไปแล้ว

ขอเพียงแต่ผู้ฟังได้พยายามบอกกล่าวตัวเองให้รู้จัก "สอนตัวเอง" สอนให้ตัวเองคิด สอนให้ทบทวนตัวเอง สอนให้ทำความเข้าใจตัวเองอยู่เสมอ และสอนตัวเองด้วยบทเรียนแห่งความล้มเหลวและผิดพลาด ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะนั่นคือการเติบโตที่ผู้ฟังได้จากบทเรียนที่ตนเป็นคนผลิตตำราขึ้นเรียน

และจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า หากตำราที่ตนผลิตขึ้นนั้นทำให้เข้าใจคนอื่นด้วย

ที่เปิดโอกาสให้กับการบอกกล่าวแบบให้ผู้ฟังเป็นตัวของตัวเองได้อย่างไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ก็เพราะไม่มีใครสามารถเหมือนกันได้ทุกอย่าง ด้วยนิสัย รสนิยม ความคิด และความเชื่อที่หลากหลายและแตกต่างกันไป ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นในแบบของตัวเอง

เป็นคนละแบบ แบบเป็นคนละคอก แบบเป็นคนนอกคอกของแต่ละคน ที่มีสิ่งสำคัญกำกับการก้าวเดินไปบนเส้นทางสร้างฝันให้เป็นจริง คือ การทำความเข้าใจคอกอื่น และมองเห็นความสวยงามของคนในคอกอื่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน

รู้จักกฎระเบียบของการอยู่ร่วมกันอย่างไม่กดดัน ไม่ติดข้องว่าโดนจับผิดเมื่อเริ่มพบกับความไม่เหมือนของตนในบางสถานการณ์ แล้วพบปะจำนวนคนบอกกล่าวมากขึ้น

แม้ว่าในบางคราจะรู้สึกเหมือนดังอยู่ในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและเรื่องราวที่คาดเดาไม่ได้ ในระหว่างอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะมีความเศร้าหมองของตัว มีเรื่องทุกข์ใจ ก็มิได้ละเลยที่จะบอกกล่าวสิ่งที่จะช่วยสานฝันของคนรุ่นลูกที่คลุกคลีให้เข้าใกล้ความจริง

วันนี้ที่สามารถบังคับนาวาแห่งชีวิตลำนี้ได้ในแบบที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเป็นไปในทิศทางที่อยากไป ฉวยวันเวลาทุกวันเอาไว้ทำชีวิตให้พิเศษสุด การได้อยู่ร่วมกับคนรุ่นลูกทุกคน จึงถือเป็นโอกาสดีๆที่คนรุ่นลูกได้มอบให้ ขอบคุณทุกๆคน

.........................................................................................................................................................................................

ช่วงนี้มีแต่คนป้อนคำถามว่า จบอายุราชการลงแล้วจะไปทำอะไร คนถามก็จะได้รับคำตอบว่า ยังไม่ตัดสินใจ

เป็นคำตอบที่ทำให้คนถามอึ้งหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ถ้าได้ทำให้เกิดไปแล้ว ก็ขออภัย

เมื่อได้เวลาแห่งความอิสระคืนมา มีสิ่งที่จะเลือกทำเพื่อบ่มเพาะความสุขในหัวใจ

บางเรื่องตัดสินใจยากอยู่นะ ข้อไหนยากมั่ง ชวนมารับรู้ด้วยกัน

"เลือกคนที่จะคุยด้วย".......ก็มีคนอยากคุยด้วยเต็มไปหมดนี่นา

"เลือกสถานที่ที่อยากอยู่"....ก็มีคนที่อยากไปอยู่ด้วยมากหลาย ไปอยู่ด้วยแค่แป๊บๆก็กังวลว่าจะงอนนิ

"เลือกหนังสือที่ควรอ่าน"...อืม ตรงนี้ง่ายกว่า 2 ข้อข้างบนเยอะเลย

"เลือกรายการที่จะดู"....เขาว่าควรเพิ่มอารมณ์ขัน....เรื่องนี้ไม่ยาก

เรื่องราวที่คุยกัน ณ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน MJ learn



ความเห็น (0)