ศิลปะเบ่งบานที่ภูพานน้อย (2)

เพลิง วัตสาร เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมอันทรงคุณค่าอีกคนหนึ่งของเมืองไทย เขาสร้าง “หอศิลป์” ขึ้นในบ้านของตนเองที่อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ

ศิลปะเบ่งบานที่ภูพานน้อย (2)

ในค่ายศิลปินสัญจร มีอยู่ 4 ฐานการเรียนรู้ คือวรรณกรรม, เพลง, จิตรกรรม และถ่ายภาพ เด็กๆ ได้มีโอกาสเลือกที่จะเข้าฐานใดก็ได้ตามความสนใจและความใฝ่ฝันของตนเอง แต่เขาจะต้องอยู่ในฐานนั้นตลอดสามวัน เพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะกับวิทยากรที่มี Profile ยาวเหยียด เช่นวสุ ห้าวหาญ และ นิด ลายสือ กับฐานเพลง, อังคาร จันทาทิพย์ ฐานวรรณกรรม, เพลิง วัตสาร ฐานจิตรกรรมหรือภาพวาด และ รศ.สุวัฒน์ จิตต์ปราณีชัย กับฐานการถ่ายภาพ เป็นต้น

วิทยากรทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในวงการศิลปะแต่ละแขนง หลายคนอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” แต่พวกเขาก็พร้อมใจกันสละเวลามาช่วย “ปั้นฝัน” ให้กับเด็ก ๆ และเยาวชนคนที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองใหญ่ที่แทบไม่มีกระทั่ง “ครูสอนศิลปะ” ในโรงเรียน มิพักต้องพูดถึงโรงเรียนเอกชนที่สอนเสริมทักษะการร้อง เล่น เต้น แสดง แบบแพงแสนแพง

“ผมเองก็เติบโตมาจากค่ายวรรณกรรมในโรงเรียน คือเราชอบการขีดเขียนอยู่แล้ว ค่ายวรรณกรรมมันตอบโจทย์นะ มันเป็นเวทีที่เราได้พบนักเขียน ให้เขาได้มีโอกาสวิจารณ์งานเรา มันได้เรียนรู้ แต่เราต้องฝึกต่อนะ” อังคาร จันทาทิพย์ กวีซีไรต์ เจ้าของผลงาน “หัวใจห้องที่ห้า” ทบทวนถึงชีวิตในค่ายวรรณกรรมของตนเอง และด้วยเหตุนี้เอง หากไม่ติดภารกิจใดๆ เขาก็จะมาด้วยทุกครั้ง

“การได้เข้ามาเรียนรู้ศิลปะ อาจไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องก้าวเข้ามาสู่การเป็นศิลปินอาชีพ แต่อย่างน้อยที่สุด ศิลปะก็เป็นเครื่องมือของการขัดเกลาจิตใจ” นิด ลายสือ ช่วยต่อเติม ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง ศิลปะคลายทุกข์ สร้างสุข และในอีกมุมหนึ่งของความงดงามของค่ายนี้ที่ฉันเห็นคือ นอกจากจะเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอด ต่อยอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งแล้ว ยังเป็นการสร้าง “พื้นที่” ให้กับศิลปินในท้องถิ่นอีกด้วย

เพลิง วัตสาร เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เพลิงเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมอันทรงคุณค่าอีกคนหนึ่งของเมืองไทย เขาสร้าง “หอศิลป์” ขึ้นในบ้านของตนเองที่อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ


กว่า 15 ปีแล้วที่เพลิงได้ต่อสู้และหยัดยืนทำงานศิลปะในฐานะที่เป็น “อาชีพ” เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ด้วยความรักและความมุ่งมั่นร่วมกับอุดมการณ์ “ลมๆ แล้งๆ” ที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ แต่จนถึงวันนี้ เขาได้พิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวและชุมชนประจักษ์แล้วว่า การทำงานอย่างมุ่งมั่นและหมั่นฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ สามารถทำให้เขามี “ที่ยืน” บนผืนผ้าใบเป็นไอดอลให้กับรุ่นน้องๆ คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นอาจารย์และเป็นแบบอย่างให้กับใครๆ อีกหลายคน

นอกจากเพลิงแล้ว ฉันก็ได้มีโอกาสรู้จักกับ พ่อบงกช เมืองสนธิ์ เจ้าของนามปากกา “ฮอยล้อ” อดีตพ่อค้าขายผลไม้อยู่ข้างร้านสะดวกซื้อ ฮอยล้อ ไม่ใช่แค่ชายขายผลไม้ แต่เป็นปราชญ์พื้นบ้านด้านวรรณกรรม เป็นนักคิด นักอ่าน นักเขียนที่มีผลงานเรื่องสั้นและบทกวีตีพิมพ์นับร้อยชิ้นอยู่ในสวนอักษรและฉันก็ได้รู้จัก แม่กรมศิลป์ ดวงจันทร์ หญิงสูงวัย ภูมิปัญญาแห่งหนองบัวลำภูที่มีรางวัลระดับชาติหลายรางวัลเป็นเครื่องรับประกันความรู้ ความสามารถในยามสอนเด็ก ดวงตาและรอยยิ้มของเธอเปี่ยมล้นด้วยความรักและความเมตตาต่อเด็กน้อยวาจาที่พรั่งพรูออกมา คือ ภาษากวีชัดๆยิ่งในยามที่เอื้อนเอ่ยเป็นท่วงทำนองสรภัญญะ ฉันก็ได้เห็นกระทั่งความสุขที่มันกระโดดออกมาจากดวงตา

นายแพทย์ศราวุธ สันตินันตรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู หนึ่งในภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการ กล่าวว่า

“ในฐานะที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น เราได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า เราจะเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ผู้คนจะต้องมีวิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีแบบพอเพียง ซึ่งการจัดค่ายแบบนี้เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของตนเอง และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพในปีหน้าเราได้วางแผนด้านงบประมาณแล้ว อาจจะจัดเป็นค่ายศิลปะรวมหลายๆ แขนงด้วยกันแบบนี้ หรืออาจจัดแยกเป็นค่ายเฉพาะก็ได้”

ประกายไฟได้ถูกจุดขึ้นแล้ว ทั้งชุมขนและท้องถิ่นต่างก็เห็นความสำคัญพร้อมร่วมมือร่วมใจกันเพื่ออนาคตของเด็กๆ ของพวกเขาที่จะเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยจากสื่อร้าย ภายใต้พื้นที่สร้างสรรค์

“... เราต่างคนก็มีจุดหมายเดียวกัน อุปสรรคผลักดันให้ฝันเป็นจริง”

เสียงเพลงลอยลมหายไปแล้ว แต่ฉันก็หวังว่า ความฝันและแรงบันดาลใจจะอยู่กับพวกเธอตลอดไป... นะเด็กน้อย


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เก็บตกจากชุมชน



ความเห็น (0)