ตามรอยไผ่

ปลูกไผ่รุ่นแรกไว้ ๕ จุด ๑ จุดปลูกโดดๆพึ่งร่มหญ้าคาและสาบเสือ ๑ จุดปลูกใกล้น้ำใต้ร่มเงาสาบเสือ อีก ๓ จุดปลูกใต้ร่มมะเดื่อป่า ๒ ใน ๓ มีกล้วยเป็นเพื่อน หนึ่งเป็นกล้วยป่า หนึ่งเป็นกล้วยน้ำว้า การเติบโตของไผ่ต่างกันมากมาย ไผ่ที่ปลูกใต้ร่มคาและสาบเสือโตช้าสุด ไผ่ที่มีกล้วยปลูกไว้ใกล้ๆโตช้ากว่ากอที่ไม่มีกล้วย กล้วยป่ารอด กล้วยน้ำว้าตาย พืชคลุมดินที่เคยเห็นเริ่มหายไปๆจากใต้ร่มไผ่ จะปลูกพืชคลุมดินตามที่ผู้เชียวชาญแนะนำ มีมุมมองใหม่ให้ใคร่ครวญแล้วซิ

มีคำถามผุดขึ้นว่า จะปลูกไม้พันธุ์ไหน ต้องการอะไรจากมัน จะแค่ปลูกให้มีไม้ยืนต้นเพิ่มจำนวนต้นมากขึ้น หรืออย่างไร ได้คำตอบผุดมาว่า อยากได้ต้นไม้มาเพิ่มความชื้นให้พื้นที่ ลดความร้อนแล้งในหน้าแล้ง มีฝน ฝนก็ไม่ลอยหนีผ่านไปตกที่อื่นเหมือนดังที่เป็น จะมีทุ่งหญ้าคา ดงสาบเสือแทรกแซมอยู่ก็มิถือกัน ยิ่งมีต้นไม้พื้นถิ่นงอกขึ้นเองได้เรื่อยๆยิ่งดี ไม่หนีหลักการสร้างป่าละเมาะที่ดูดซับน้ำไว้ได้ ป้องกันไม่ให้เกิดการพังทลายของดินได้ เก็บกักตะกอนและถมร่องน้ำที่ไหลเซาะผืนดินจนเป็นเนินสูงๆต่ำๆให้ด้วยได้

ดูตามสองข้างถนนที่วิ่งรถผ่านมีดงไผ่อยู่แล้ว ถือได้ว่าไผ่เป็นพืชพื้นถิ่น คิดหามาปลูกเติมลงน่าจะรอดได้ แต่กิ่งไผ่ก็ไหวแกว่งกวัดไกวล้อลม เสียดสีกันจนเกิดประกายไฟลามกลายเป็นไฟป่าได้อยู่นะ ยิ่งร้อนแล้งยิ่งสามารถ แถบนี้ลมพัดจัดตลอดปีซะด้วยนา

ลองแบ่งพื้นที่ออกเป็นบล็อคๆ ใช้ความรู้ของทีมฟื้นฟูป่าที่ระบุว่าดินผืนใดมีไม้ยืนต้นไม่กี่ต้นขึ้นหรอมแหรมท่ามกลางหมู่หญ้า ในแถบนั้นโอกาสเกิดไฟป่าจะสูงถึงสูงมาก ดินที่มีไม้ใหญ่ยืนต้นปกคลุมพืชด้านล่าง มีโอกาสเกิดไฟป่าต่ำ วิเคราะห์ดูจุดเสี่ยงเกิดไฟป่าแล้ว ดงหญ้าคาเป็นจุดเสี่ยงที่สุดแถบนี้

เก็บสิ่งที่ได้มาเตือนสติไว้ ปลูกไผ่เติมลงในพื้นที่จำต้องรอบคอบกับจุดปลูกให้มากไว้ โดยเฉพาะใกล้ดงหญ้าคา ไผ่เป็นพืชที่ชอบร่มเงา การปลูกไม้ใหญ่ยืนต้นไว้ให้ร่มเงา เป็นทางออกที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นต้นตอไฟป่าได้

เมื่อนึกถึงไผ่ที่ลองปลูกไว้ ก็ดีใจกับจุดปลูกที่เลือก มีบางจุดที่ยังต้องปรับต่อไป ด้วยเรื่องลมๆมีหลายมุมเกี่ยวข้องกันไป ลมแรงไปแกว่งไกวมาก กิ่งไม้เสียดสีเกิดประกายไฟได้ ไม้แห้งกลายเป็นเชื้อไฟทำให้เกิดเป็นเปลวเพลิงลุกลาม ลมเยอะก็นำพาละอองน้ำในพื้นที่ปลิวหายไปด้วย

โดยหลักของผู้เชียวชาญด้านป่านิเวศ เขาแนะนำให้เปลี่ยนทุ่งหญ้าไปสู่พืชคลุมดินก่อนปลูกไม้พุ่ม ไผ่เป็นไม้พุ่ม ปลูกลงไปไว้ก่อนแล้ว ถ้าทำตามคำแนะนำนี้ก็ปรับปรุงต่อไป หาพืชคลุมดินมาปลูกเพิ่มลงไป หาไม้ใหญ่มาปลูกคลุมให้ร่มเงา ละอองน้ำจะได้มีเก็บไว้ช่วยให้ทุ่งหญ้าไม่ร้อนแล้งเกินไป เพิ่มความปลอดภัยเรื่องไฟป่าให้

ตามรอยความรู้พวกนี้มาแล้ว รู้สึกเหมือนตาแจ้งว่าทำไมจึงเห็นพืชพวกนี้ขึ้นคลุมดินแทรกตัวแย่งพื้นที่เติบโตของบรรดาหญ้าคา (สาบเสือ ขี้ไก่ย่าน ไมยราบ ถั่วลิสงนา หญ้าเกล็ดหอย หญ้าพันงูเขียว ต้อยติ่งไทย ผักปราบ หญ้าแพรก หญ้าเจ้าชู้ ) ทำไมแถบพื้นที่บางแห่งที่ว่างเปล่าจะเห็นไม้คลุมดินหลากหลายพันธุ์ (ซีรูเลียม จิงจ้อ ถั่วผี สาบแร้งสาบกา อ่อมแซบ ผักคราด ผักแครด ชุมเห็ดไทย ผักเบี้ยใหญ่ ตำแยแมว น้ำนมราชสีห์ ) ธรรมชาติต้องการจะพึ่งพาให้พืชคลุมดินกลุ่มนี้เก็บความชื้นไว้ให้นี่เอง ไม่อยากให้ดินเสื่อม ก็ถนอมพวกมันไว้เวลาเห็นนะจ้ะๆ

ปลูกไผ่รุ่นแรกไว้ ๕ จุด ๑ จุดปลูกโดดๆพึ่งร่มหญ้าคาและสาบเสือ ๑ จุดปลูกใกล้น้ำใต้ร่มเงาสาบเสือ อีก ๓ จุดปลูกใต้ร่มมะเดื่อป่า ๒ ใน ๓ มีกล้วยเป็นเพื่อน หนึ่งเป็นกล้วยป่า หนึ่งเป็นกล้วยน้ำว้า การเติบโตของไผ่ต่างกันมากมาย

ไผ่ที่ปลูกใต้ร่มคาและสาบเสือโตช้าสุด ไผ่ที่มีกล้วยปลูกไว้ใกล้ๆโตช้ากว่ากอที่ไม่มีกล้วย กล้วยป่ารอด กล้วยน้ำว้าตาย พืชคลุมดินที่เคยเห็นเริ่มหายไปๆจากใต้ร่มไผ่ จะปลูกพืชคลุมดินตามที่ผู้เชียวชาญแนะนำ มีมุมมองใหม่ให้ใคร่ครวญแล้วซิ

ไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาไผ่แค่มะเดื่อไหวมั๊ยควรไตร่ตรองต่อไปเรื่องเสี่ยงไฟป่าหรือเปล่า ด้วยว่าเวลาเจอแล้งมากๆ มะเดื่อหนีแล้งทิ้งใบแทบหมดต้นเชียวนะ จะอย่างไรไผ่ก็ได้พิสูจน์ว่าดินที่อยู่ใต้ร่มเงามะเดื่อเป็นพื้นที่ตาน้ำหน้าแล้งที่เกื้อหนุนให้มันเติบโตหละน่า ตรงนี้คิดว่าสามารถเก็บเกี่ยวเอาไปใช้เลือกปลูกไผ่เติมลงในพื้นที่ต่อไปได้โดยมิพักกังวลว่าไผ่ที่ปลูกทิ้งไว้จะไม่รอด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้โลกกว้าง



ความเห็น (2)

ไผ่กลางกอ สำนวนไทย หมายถึง คนที่เข้าไปทำร้ายอยาก" เหมือนไผ่กลางกอ"

บัง วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei-- สำนวนนี้เป็นของคนเมืองลุงใช้มั๊ยค่ะ นึกภาพการตัดไผ่ที่สูงและลำใหญ่ที่รายล้อมอยู่เป็นกอ แล้วคนตัดขอเลือกตัดลำที่อยู่ตรงกลางแล้วดูไม่จืดจริงๆ กว่าจะเอาตัวปีนแทรกเข้าไปตัด กว่าจะตัดให้ขาด ตัดขาดยังต้องริดกิ่งใบที่ไปเกาะเกี่ยวกับลำอื่นอยู่ออก ริดกิ่งออกพอให้ลากออกจากกอได้ก็ลากออกมาแต่งต่อนอกกอ ซูฮกคนตัดเลยเชียวละ เปรียบคนก็เหมือนได้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยจริงๆแหละค่ะ