"คุณของคุณคืออะไร"

"คุณธรรมของผู้ดี" (Qualities of a good man)


ในปัจจุบันมีผู้คนกล่าวกันทั่วไปว่า คนนั้น คนนี้ดี ซึ่งฟังดูแล้วหากไม่จับมาคิดพิจารณา เราก็จะปล่อยภาษาและเนื้อความนั้นไปตามลม ปราศจากการคิดสืบต่อต้นตอใดๆว่า เขาพูดจริงหรือคนนั้นเป็นจริง อย่างที่เขากล่าวหรือไม่ โดยทั่วไปเราอยู่ในสังคม จึงถูกวัฒนธรรมทางสังคมนั้นเสี้ยมสอนหรือกระตุ้นให้พูดหรือแสดงออกตามนั้น วัฒนธรรม ความเชื่อ กระแส ความรู้สึกนั้น ไม่เป็นมาตรฐานในการตัดสินได้ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะในสังคมนั้น มีกฏ มีอนุกฏหรืออนุวัฒนธรรมย่อยๆ แฝงอยู่มาก เช่น ความเชื่อ ความคิด ทัศนะส่วนบุคคล เป็นต้น


ทีนี้ หากจับเอาความรู้สึกในแง่บุคคลเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ก็ไม่ใช่มาตรฐานอีก เพราะอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อของบุคคลนั้น ไม่อาจยืนยันได้เต็มบริบูรณ์ เพราะอาจมีกิเลส ตัณหา นิสัย สันดาน อัตตา ความลำเอียง ความชอบ ไม่ชอบ สัญชญตญาณ ฯ เข้ามาแทรกระหว่างทัศนะและความถูกต้องได้ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องอาศัยหลักสากลหรือหลักทั่วไปในสังคมนั้นเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพื่อให้ส่วนรวมยอมรับในกฏกติกาของชุมชนนั้นว่า ดี ไม่ดี ถูก ไม่ถูก เป็นเครื่องรับรอง กระนั้น กฏเหล่านี้ก็มีจำนวนมาก ชาวบ้านนั้น ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเรื่องนิติศาสตร์ จึงอาจอ้างได้ว่า ไม่รู้ว่าผิด หรือจะลงโทษให้เต็มมาตราอักษรนิติว่าไว้ก็ดูกระไรอยู่

เราจึงมักจะได้รู้ ได้ยินบ่อยๆ ว่าผู้กระทำผิด หรือผู้ต้องหา มักจะกล่าวเสมอว่า "ไม่ได้ตั้งใจ" ซึ่งเป็นเรื่องที่อ้างลอยๆ หรือขาดรูปธรรม ในแต่ละคดี เราจึงมักได้ยินเสมอเช่นกันว่า ฝ่ายนี้ก็ว่ามีหลักฐาน อีกฝ่ายก็มีหลักฐานอ้าง จนเราไม่รู้ว่า ใครถูก ใครผิด?? จึงหาข้อสรุปในสังคมเหล่านี้ไม่ได้ว่า การกระทำของผู้คนปัจจุบันมีอะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการอ้างว่า ดีหรือถูก นั่นแสดงว่า ความดี ความถูก นั้นไม่ได้มีแค่"เอกลักษณ์หรือเอกฉันท์" ของความดีหรือความถูก อาจกล่าวได้ว่า มันมีสูตรที่คลุมเครือหรือมองเห็นเป็นสีเทาได้


ดังนั้น จึงต้องหาสูตรหรือหลักสากลที่เหนือกฎหมายหรืออัตทัศน์ของสังคมไว้ เพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งในเรื่อง การหาความชอบเข้าข้างตนเอง นี่คือ การมองที่จะต้องก้าวข้ามในด้านสังคมเหนือเหตุผลหรือเหนือทัศนะ ซึ่งอาจจะต้องกล่าวไปถึงอภิทัศน์ ที่อาศัยเครื่องมือของศาสนาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาด้วย แล้วศาสนาไหนละที่กล่าวอยู่เหนือกฏการ เหล่านี้ ในศาสนาส่วนใหญ่มักจะเข้าข้างตนเอง เพื่อให้ศาสนาของตนนั้นเป็นที่ยอมรับหรือมองในแง่สากลที่สามารถช่วยมนุษย์ ได้ เป็นเหตุให้สังคมโลกมนุษย์ที่มุ่งแต่ทำมาหากินในชีวิตน จนไม่รู้ว่าศาสนาสอนอะไร ศาสนามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตอย่างไร


หากย้อนกลับไปในระยะต้นของการก่อร่างสร้างสังคมมนุษย์ในป่า ในถ้ำในครั้งโบราณ มนุษย์ไม่มีศาสนาที่ชัดเจนเหมือนวันนี้ เขาอาศัยผี อาศัยป่า อาศัยธรรมชาติ ฯ เป็นที่นับถือ แล้วก็สร้างข้อห้ามต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้สมาชิกในถ้ำ ในป่านั้นปฏิบัติกัน กระนั้น ส่วนลึกของจิตในพวกเขาก็ยังหวาดหวั่นกลัวสิ่งลี้ลับอยู่ดี อีกอย่างพวกเขายังไม่สามารถพัฒนาความสามารถทางด้านจิตใจ ให้เจริญขึ้นในแง่ศักยภาพการสร้างความมั่นคง เข้มแข็ง อดทน ปัญญา จุดหมายจริงของชีวิต และเรื่องการเข้าถึงภพชาติ จนสิ้นภพที่เวียนวนของชีวิตได้ แต่เพราะความไม่รู้นี่เอง ที่กระตุ้นให้ลูกหลานของพวกเขา ได้สืบทอดแนวคิด การแสดงออก และอุดมคติของตน จนกลายเป็นหลักการ เป็นสูตรที่กล่าวเป็นตำรา คัมภีร์ ภายหลังเช่น ไบเบิ้ล พระเวท ไตรปิฎก ฯ เป็นต้น


หลักการหรือคัมภีร์เหล่านั้น คือ ข้อความหรือรหัสที่แนะนำให้ผู้คนได้ปฏิบัติแล้วจะกลายเป็นคนดี หรือไปอยู่ในแดนอุดมคติของศาสนานั้น ถามว่า ข้อความนั้น มาจากไหน? มีหลายศาสนามักจะอ้างว่ามาจากศาสนาของตน ซึ่งหากมองในแง่เหตุผลแล้ว คัมภีร์ทุกศาสนา ไม่มีศาสดาใดเขียนไว้โดยตรง นอกจากกกล่าวอ้างกันมาเป็นทอดๆ ฉะนั้น คำสอนที่ว่านี้ย่อม เติมหริอตัด หรือเสริม จนทำให้คำสอนนั้น อยู่ในรูปแบบที่กลมสวยในเหตุผลหรือสมเหตุสมผล ตามคติของตน จึงเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า ศาสนานั้น อยู่บนฐานอะไร มีหลักที่อิงธรรมชาติ (วิทยาศาสตร์) หรือเหนือธรรมชาติบนความจริงหรือไม่ (อภิปรัชญา)


ดังนั้น คำว่า "คุณ" (ธรรม) จึงต้องทำความเข้าใจในแต่ปัจเจกบุคคลก่อนว่า มันคืออะไร มีเป้าหมายอะไร จากนั้นจึงต้องถามต่อว่า มีขั้นตอนหรือหลักการปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่า เป็นคุณค่า เป็นผลดี เป็นคุณต่อวิถีชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหลักการดังกล่าวนั้น จะให้ผลทันทีหรือเห็นเป็นรูปธรรม หากแต่มันเป็นการสนับสนุนให้พฤติกรรมของบุคคล เป็นไปตามกรอบของอุดมคติของศาสนา อันสังคมพึงต้องการ นั่นจึงเป็นเหตุให้ผู้คนไม่ค่อยเชื่อหลักการศาสนาว่า มีผลจริง เพราะเอาหลักการที่เห็นผลทันทีเป็นเป้าหมายของการกระทำใดๆ มาอ้าง


หลักการของศาสนาเหมือนกับหลักการศึกษาของมนุษย์นั่นเอง ต้องมีรากฐาน (เรียนประถม มัธยม อุดม) มีปริมาณ (เรียนรู้สรรพวิชาการ) มีคุณภาพ (รู้จริง ทำจริง) และมีประสิทธิภาพ ตามมาเป็นลำดับ นั่นคือ หมุดหมายพฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออก ที่เราทั้งหลายตีค่า ประเมินค่าว่ามี "คุณ" (นำหน้าชื่อ) คือ ในชีวิตคนนั้น มีคุณสมบัติดี มีคุณค่าในตนเอง จึงน่ายกย่อง เคารพ บูชา กราบไหว้ จากคุณตัวนี้ อาจกลายเป็น "ดีเลิศ" หรือ "ประเสริฐ" เรียกว่า "พระ" (วร) ได้


เพราะฉะนั้น คำว่า คุณธรรม ในทางศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาถือเอาหลักการเป็นสำคัญ เนื่องจากว่า หลักการนี้เป็นมาตรฐานของพฤติกรรมมนุษย์ ที่จะไม่เปลี่ยนแปลง มีท่าทีมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่เข้าใคร ไม่เอาใจใคร เพียงแค่รู้ตามหลักการ ปฏิบัติตามหลักการได้ บุคคลนั้น ไม่ว่า จน รวย สูง ต่ำ ดำ ขาว ฯ อย่างไร ก็จะกลายเป็นผู้มีคุณสมบัติดีได้


หลักการที่ว่าคือ คุณสมบัติของผู้ดี ผู้เจริญ เป็นธรรมของสัตบุรุษ (ผู้ดีงาม) มี ๗ ประการคือ-

๑) รู้จักธรรมการ คือ การรู้ การเข้าใจในหลักการของธรรมชาติที่เราอาศัย (โลก) รู้จักกฏของชีวิต รู้จักวินัย ระเบียบ ของสังคมนั้นๆ เพื่อจะได้วางใจถูกต้องตามหลักสากลธรรมชาติได้ เข้าใจปรากฏการณ์ของชีวิต และเข้าถึงระบบ ระเบียบ กฏ กติกา มารยาท ได้ เหมือนนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกฏสรรพสิ่งได้

๒) รู้จักผลลัพธ์ คือ การรู้จักผลของการกระทำของตน ของสังคมว่า ถ้าทำเช่นนี้ ย่อมเกิดผลเช่นนี้ได้ หรืออาจคาดการณ์ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งรู้ไปถึงข้อความ เจตจำนงบุคคลว่ามีแนวโน้มไปอย่างไร เหมือนเป็นนักมองจิตคน รู้ใจคน หรือเป็นเหมือนหมอดู


๓) รู้จักตัวตนดี คือ การรู้จักตนนั้น เป็นเรื่องใหญ่ ที่มนุษย์ต้องมองตนให้ออก บอกตนให้ได้ ใช้ตนให้เป็น จนสามารถกราบตนเองได้ ซึ่งก็มีแค่ ๒ ฐานคือ ฐานกาย และฐานจิต ที่แสดงออกมา ที่จะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และบุคคลรอบข้างได้ การรู้ตนเอง ก็จะเข้าใจคนอื่นได้ว่า คนอื่นรู้สึกอย่างไร คนอื่นก็ไม่ต่างกัน เหมือนเรามองกระจกส่องตนเอง

๔) รู้จักความพอดี คือ การรู้จักบริโภค ใช้สอยทรัพย์สิน เงินทอง และปัจจัยสิ่งจำเป็นในชีวิตให้พอเหมาะสม พอดี ไม่มาก ไม่เกินความจำเป็นของชีวิต ในสังคมทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า เรากำลังดิ้นรนอยากได้ อยากมีสิ่งต่างๆ มากมาย จนเกินความจำเป็น ที่สุด ความอยากที่เติมไม่เต็มนี้ ไปกระตุ้นให้เกิดการผลิตสินค้า สิ่งบริโภคออกมา นั่นคือ ธรรมชาติไม่อาจตอบสนองได้ทัน จึงมีผลต่อระบบธรรมชาติ จนเสียความสมดุล เพราะความอยากของแต่ละคนนี้เอง เหมือนเรากำลังฆ่าหรือกินตัวเองฉันนั้น


๕) รู้จักกาลเวลา คือ การรู้จักเวลาของชีวิต เวลาการทำงาน เวลาที่เหมาะสมกับสถานที่ ที่ชุมชน การเข้า การออกให้ตรงเวลา ทุกเวลาของบุคคลมีค่าไม่เหมือนกัน นักธุรกิจย่อมเห็นเวลามีค่าเป็นเงินเป็นทอง ชาวนา ชาวไร่ จะเห็นเวลามีค่าในฤดูกาลเพาะปลูก การรู้จักเวลาได้ก็จะปฏิบัติต่อเวลาอย่างถูกต้องและให้คุณ ตรงข้ามหากไม่รู้จักเวลาในชีวิตจนกลายเป็นความประมาท ก็จะเกิดผลเสียต่อชีวิตได้ เพราะเวลาเดินไปทางตรง ไม่มีการเดินย้อน เหมือนสายน้ำที่ไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอ

๖) รู้จักชุมชนดี คือ การรู้จักสถานที่ของบุคคล ชุมชนหรือกลุ่มชน ผู้นำ ในสังคมต่างๆ ได้ ย่อมจะผลดีต่อการเข้าไปพบปะพูดคุยกันได้สะดวก ชุมชนที่ว่านี้ อาจหมายถึงสังคมประเทศต่างๆ ที่เราต้องศึกษาวัฒนธรรม ภาษา มารยาท กิริยาต่างๆ ที่แสดงออก ให้สอดคล้องกับสังคมนั้นๆ เหมือนชุมชนคนเอเชียที่จะรวมกันเป็นหนึ่ง AEC นั่นแล


๗) รู้จักบุคคลดี คือ การรู้จักที่จะสื่อสาร เพื่อเปิดทางไปสู่การสร้างมิตรภาพ สร้างสัมพันธ์กัน ในอันที่จะประสานกิจการ งานต่างๆ ให้ดำเนินไปด้วยดี การรู้จักที่ว่าต้องรู้จักหน้าตา นิสัย ใจคอ บุคคลิก ภาษา อารมณ์ของกลุ่มคนต่างๆ ให้พอเพียง ก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อการสร้างมิตรด้วย เช่น ผู้นำประเทศต่างๆ ประชุมหารือกัน ผู้นำต่างๆ ตลอดถึงผู้ร่วมงาน นั่นคือ การเข้าใจ เข้าถึงจิตใจของชุมชนได้ ก็จะเป็นเรื่องง่ายในการประสานให้สำเร็จได้ เหมือนรู้แผนที่เป็นนั่นเอง

หลักการทั้งหมดนี้ อาจไม่ครอบคลุมในความหมายของคำว่า "คุณธรรม" ที่เป็นหัวข้อกว้าง แต่เมื่อตีกรอบให้แคบลงในแง่ด้านพฤติกรรม การสื่อสาร การเข้าใจ การเข้าถึงหัวใจผู้คนได้ นั่นเป็นการสร้างความฉลาดในตนเองด้วย นี่คือคุณสมบัติที่ดีของผู้รู้ดี เหมือนพระพุทธองค์ที่เดินไปไหน พระองค์จะทรงรู้ขอบข่ายในชุมชน บุคคลนั้นว่า มีรัศมีเป็นอย่างไร ธรรมชาติเป็นอย่างไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร และรู้ไปถึงอดีตชาติด้วย


นอกจากนี้ คุณธรรม ที่จะสรา้งให้เป็นคนดีตามคติของสังคมคงต้องยึดเอาตามคติความเชื่อ อุดมคติของสังคมส่วนรวม กระแสความรู้สึกร่วมด้วยเช่น การรักษาศีล ๕ การมีความขยันอดทน ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และเป็นคนรู้จักทำมาหากิน อย่างสุจริต มีความสำนึกต่อสังคม ธรรมชาติ รู้จิตสำนึกผิดถูกได้เอง และมีความกตัญญูแผ่นดิน ผู้มีพระคุณ และสิ่งของต่างๆ รวมไปถึงโลก นั่นได้ชื่อ คุณมี "คุณ" (ค่า) ในจิตของคุณ ที่ถือว่ามีต้นทุนธรรมที่ดีของตนเอง

-------------๑๗/๗/๕๘--------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

คำว่า "คุณ" ... คุณธรรม ... คุณค่า...คุณภาพ ... ให้ความหมายหลากหลายเลย นะคะ ...

เอาขนม "กงเกวียน" ที่ตลาดนัดท่ายางมาฝากค่ะ ... ตลาดนี้อยู่หน้าคลินิก ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ดิฉนอ่านบันทึกนี้ ๓ รอบค่ะ เพราะเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ขอแสดงความเห็นแบบผู้ที่ห่างไกลธรรมะสักเล็กน้อยนะคะ

ดิฉันคิดว่านิยาม "ความดี" อาจมี ๒ ส่วนค่ะ ส่วนแรกคือ ความดีที่เป็นสากล คือ สำหรับชาติไหนๆ ในโลก สิ่งนั้ก็คือ "ความดี" เช่น ความมีจิตใจเมตตา เป็นสากล แต่ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ที่ไม่รวมมนุษยฺ) สำหรัยชาวพุทธนี่ใช่ แต่ ศาสนาอื่น ดิฉันไม่แน่ใจ (ดิฉันอาจคิดผิดก็ได้)

ความดีที่เป็นเฉพาะสังคม เช่น ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สังคมไทย จีน ถือเป็น "ความดี" ที่ยิ่งใหญ่ หากไม่มีคุณคือคนไม่ดีแน่

ดิฉันคิดว่า "ธรรมของสัตบุรุษ" นั้นครอบคลุม "ความดี" ทั้งหลายในทุกมิติ ทุกสังคมนะคะ

..........................

นิยาม "ความดี" มีความสำคัญ เพราะคนยุคใหม่มัก "ชี้นิ้ว" วินิจฉัย "คนดี" ไปที่ผู้อื่น แต่มักลืมชี้นิ้วมาที่ตนเอง

นิยาม "ความดี" ของสังคมไทย กับ "คนดี" จึงต้องไปด้วยกัน มิฉะนั้นเราจะเป็น สังคมหลายมาตรฐาน (เฮ้อออ.. นี่คือเสียงถอนหายใจนะคะ)

ป.ล. "คุณของคุณ" ในปกหนังสือ ?? นี่บางทีก็ตีความได้หลายแง่ หลายง่าม 5555 ดิฉันไม่เฉลยหรอกว่าดิฉันตีความอะไรบ้าง อิ..อิ..