แนวทางในการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

แนวทางในการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

16 กรกฎาคม 2558

สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ [1]

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 [2] เรื่อง ยุทธศาสตร์การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานครว่า “.... ไหน ๆ ปฏิวัติแล้ว ก็อย่าให้เสียของเปล่า อะไรที่เป็นปัญหาในรัฐบาล ประชาธิปไตยที่แก้ไม่ได้ ก็ปฏิรูป อะไร จะทำให้ประเทศมีความก้าวหน้า และสามารถแข่งขันกับชาติอื่นได้ก็ต้องทำ อย่าให้เสียไป ...” ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะมีในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ตามมาตรา 279 [3] และกำหนดองค์ประกอบไว้อย่างชัดเจนแล้ว หมายความว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเจตนา ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะมีหลายประเด็นที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำเป็นผลสำเร็จแล้ว แต่การนำพาประเทศชาติ ไปสู่เป้าหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้ประชาชนพ้นจากความยากจน ปราศจากทุจริตคอร์รัปชัน มีการบริหารบ้านเมืองที่มีธรรมาภิบาล ลดการเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพการณ์ร้าวฉานของสังคมไทยที่ต้องการ “ความสมานฉันท์ ปรองดอง และการปฏิรูป” [4]

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ องค์กรบริหารท้องถิ่น (อบท.) ถือเป็นองค์กรหนึ่งในระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน คือ “การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น” ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศด้วยส่วนหนึ่ง ที่ถือเป็นส่วนที่สำคัญด้วยเป็น “องค์กรพื้นฐานของประชาชน” ที่มีกระจายอยู่ตามพื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ ครอบคลุมทุกพื้นที่

ฉะนั้น ผู้เขียนในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ/คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น/คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน/ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ....ของคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน สภาปฏิรูปแห่งชาติ จึงขอสนับสนุนแนวทางของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยขอสรุปข้อเสนอแนะ พอสังเขป ดังนี้

1. เพื่อให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กำหนดเป็น วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย ของหน่วยงาน

2. ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดทำโครงการของตนเองให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่ได้กำหนดไว้ เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีหน้าที่เพียงประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ปรากฏว่าไม่มีองค์กรใด หรือหน่วยงานใดที่คอยกำกับและบังคับให้ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ต่าง ๆ ได้นำเอาแผนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าว ไปจัดทำโครงการให้สอดคล้องกับแผนชาติ ผลที่ปรากฏจึงเป็นลักษณะที่ส่วนราชการดังกล่าวต่างคนต่างทำ ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ (Unity) ให้แผน และยุทธศาสตร์ของชาติที่ส่วนกลางได้กำหนดไว้มีสภาพบังคับ ที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องจัดทำยุทธศาสตร์ของตนเองให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กลางของชาติ กล่าวคือ เพื่อให้หน่วยงานที่ทำยุทธศาสตร์ระดับล่าง ได้ทำยุทธศาสตร์โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติเป็นสำคัญ ซึ่งจะทำให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันในทุกระดับ อีกทั้งเป็นการลดการซ้ำซ้อนของโครงการ ไม่เป็นการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง และขาดการบูรณาการ อย่างเช่นที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นในปัจจุบัน

3. ที่ผ่านมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อได้รับการเลือกตั้ง ก็จะทำตามที่สัญญากับประชาชน ในระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่เกิน 4 ปี โดยลืมคิดไปถึงความก้าวหน้าในระยะยาวของประเทศ ฉะนั้นโครงการของรัฐบาลมักเป็น “โครงการประชานิยม” (populist projects or populism) [5] ที่เห็นผลในระยะสั้น เช่น โครงการ SML โครงการรับจำนำข้าว โครงการรถคันแรก เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีรัฐบาลใดจัดทำโครงการในระยะยาว ในลักษณะที่เป็นการ “สร้างความเข็มแข็งให้กับประชาชน และเศรษฐกิจสังคมโดยรวมของชาติ” หากมีสิ่งใดที่ต้องตัดสินใจแต่ไปกระทบกับฐานเสียงในคะแนนความนิยมของประชาชน แทนที่จะเป็นโครงการที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศก็ตาม อาทิ โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โครงการสร้างเขื่อน โครงการปรับปรุงระบบภาษีอากรต่างๆ เช่น ภาษีมรดก โครงการน้ำท่วมครบวงจร โครงการขนส่งมวลชนครบวงจร โครงการจัดการขยะมูลฝอยแบบบูรณาการ เป็นต้น กล่าวโดยสรุป กฎหมายที่คั่งค้างอยู่ในรัฐสภามาหลายยุคสมัย จนมาถึงปัจจุบันที่จำเป็นต่อการพัฒนาต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่เพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งไม่นำยุทธศาสตร์ชาติมาเป็นแนวทางพัฒนา กล่าวคือ การทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาจึงเสมือนพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงนโยบายของพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปีแต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า รัฐบาลบริหารประเทศเพียงเพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติพัฒนายั่งยืนในระยาว ฉะนั้น การบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมาจึงมีลักษณะที่ยิ่งบริหารก็ยิ่งล้าหลัง เพราะห่วงคะแนนนิยมของรัฐบาลจะลดลง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงมีความจำเป็นเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งในการกำกับ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดจะเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม ก็จะได้มาสานต่อ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ในระยะยาวได้ เหมือนดังเช่นการประกาศของประเทศมาเลเซียในวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว ว่ามาเลเซียจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2020 (“Wawasan 2020”) [6] เป็นต้น

4. ตามหลักของการบริหารงานที่มีลักษณะเป็นวงกลมหรือเป็นวงรอบ (พิจารณาจากทรัพยากรในการบริหาร input output outcome) กล่าวโดยสรุปคือ เมื่อมีปัญหา ก็ต้องแก้ไข ต่อไปให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ ซึ่งในทางปฏิบัติมันก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นหรือตามเข้ามาตลอด หากเป็นรัฐบาลชุดเดียว ก็จะวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ใส่ปัจจัยหรือตัวแปร (variable) ได้เพียงแค่ครั้งเดียว แต่หากมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปก็จะมีความต่อเนื่อง และแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายปลายทางได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน ในความหมายปัญหาความยากจนคืออะไร แต่ละรัฐบาลก็นิยามความหมายไว้แตกต่างกันไม่เหมือนกัน และมีเป้าหมายแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันไป สุดท้ายก็ไม่มีความต่อเนื่องในรัฐบาลชุดต่อไป จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ เป็นต้น ดังนั้น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปจึงเป็นองค์กรที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ของประเทศเพื่อการแก้ไขอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ต่อเนื่อง เพื่อเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหมือนดังเช่นการบริหารงานของรัฐบาลในทุกชุดที่ผ่านมาในอดีต

5. การปฏิรูปประเทศต้องมีผลกระทบต่อหลายหน่วยงาน หากไม่มียุทธศาสตร์ชาติกำหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจน อาจเกิดการปฏิบัติงานต่าง ๆ ที่ใช้หลักการต่อรอง (Compromise & Bargaining) เพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรตนเองเป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏิรูปประเทศที่ออกมาไม่เกิดผลดีต่อส่วนรวม เพราะทุกองค์กรมุ่งปกป้องผลประโยชน์หรือรักษาผลประโยชน์ขององค์กรตนเองเป็นที่ตั้ง ยิ่งจะทำให้ผลการปฏิรูปยิ่งแย่ลง ฉะนั้น การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงต้องหา “คนกลาง” หรือ “องค์กรกลาง” ที่มีศักยภาพขึ้นมาหนึ่งองค์กร เพื่อดูเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศว่า จะปฏิรูปสิ่งใด ทำอย่างไร เพื่อประเทศชาติจะดียิ่งขึ้น หากปล่อยให้การปฏิรูปประเทศตกอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจเดิมก็ย่อมไม่สำเร็จ ตัวอย่างเช่น มีความพยายามปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย ผลสุดท้ายสหภาพการรถไฟไม่ยอม และไม่ให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงจำเป็นต้อง “มีองค์กรที่เป็นกลาง” เข้ามาดูถึงปัญหา และออกแบบองค์กร ตลอดจนประสานกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งเป็นองค์กรกลางที่ดำรงอยู่จนกว่าจะตรากฎหมายลูกเพื่อการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ตลอดจนการออกกฎระเบียบ แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ และหากมีปัญหา ก็สามารถกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ไข ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปประเทศได้อย่างชัดเจนถูกต้อง เพราะเป็นองค์กรกลางที่เป็นหลักที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

6. การปฏิรูปประเทศมีมากหลายด้าน ไม่น้อยกว่า 18 ด้าน [7] 37 วาระการปฏิรูป (Reform Agenda) และ 6 วาระการพัฒนา (Development Agenda) [8] เป็นต้น ซึ่งอาจจะไม่แล้วเสร็จในเวลา 5 ปี หากขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ผลของความพยายามจะเสียไป เพราะปัญหาที่จะปฏิรูป เป็นปัญหาเทคนิคในการพัฒนาองค์กรที่ต้องปรับโครงสร้างองค์กร (4’ re – reengineering rethinking redesign reorganization) [9] ตลอดจนถึงการปรับทัศนคติ มันมีขั้นตอนในแต่ละขั้นตอนที่มีระยะเวลา เพื่อให้เกิดพฤติกรรมองค์กรในสังคม (behavior) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปต้องทำหน้าที่เป็น “ส่วนนำของสังคม” ในสองประการคือ (1) ชี้เป้าหมาย กำหนด วิธีการ ขั้นตอน ตามหลักการออกแบบองค์กรหลังจากการวิเคราะห์ปัญหา (2) การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ทุกส่วนราชการฯ ในสังคมได้ขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางของการปฏิรูปประเทศ จนถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “จุดคานงัดสำคัญ” ที่สามารถงัดประเทศให้ขยับขับเคลื่อนได้ตามทิศทางที่ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปกำหนด” โดยเฉพาะ “การลดความเหลื่อมล้ำ” [10] ถือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น เป็นจุดคานงัดสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิรูปประเทศไทยประสบผลสำเร็จได้เป็นต้น

7. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงจะต้องทำหน้าที่สนองต่อนโยบายการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อดำรงคงอยู่ร่วมทำงานกับรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระยะเวลา 3 - 5 ปี เป็นอย่างน้อย เพื่อนำสู่เป้าหมายและเดินหน้าการปฏิรูปเพื่อเป็นหลักชัยของบ้านเมืองต่อไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางข้อเสนอแนะของผู้เขียนเบื้องต้นทั้ง 7 ประการดังกล่าว คงได้รับการพิจารณาและนำไปเป็นแนวทางในการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อสอดคล้องกับแนวทางในการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนพ้นจากความยากจน ปราศจากทุจริตคอร์รัปชัน มีการบริหารบ้านเมืองที่มีธรรมาภิบาล ลดการเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพของสังคมไทยที่ต้องการ “ความสมานฉันท์ ปรองดอง และการปฏิรูป” ซึ่งผู้เขียนถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปทั้งปวงให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ ผู้เขียนขอสนับสนุนแนวทางนี้อย่างเต็มที่และเต็มกำลังความรู้ความสามารถที่มี และผู้เขียนยังมีความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ” เพื่อข้าฯพระบาทในองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และองค์พระสยามเทวาธิราช จนตราบเท่าชีวิตของผู้เขียนจะหาไม่...



[1] สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ/คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น/คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน/ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ....ของคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน สภาปฏิรูปแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2558ปีที่ 65 ฉบับที่ 22727 หน้า 10 <การเมืองท้องถิ่น>

[2] โครงการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย และสัมมนาเชิงวิชาการประจำปี 2558 เรื่อง “ยุทธศาสตร์ การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่” ระหว่างวันที่ 25 - 27 มีนาคม 2558 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพมหานคร จัดโดย สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ สำนักงานเทศบาลตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

[3] มาตรา 279 เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบและที่มา ดังต่อไปนี้

(1) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

(ก) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จำนวนหกสิบคน

(ข) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จำนวนสามสิบคน

(ค) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ จำนวนสามสิบคน

(2) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ประกอบด้วย กรรมการซึ่งปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เกินสิบห้าคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามมติสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกตาม วรรคหนึ่ง (1) และกรรมการตาม (2) อำนาจหน้าที่อื่น การดำเนินงาน รวมทั้งการอื่นที่จำเป็น ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) ขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในด้านต่างๆ ตามที่กำหนดในหมวดนี้ ส่วนการปฏิรูปในด้านอื่นซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้กระทำได้ตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติโดยความเห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

(2) นำแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งแผนงานและยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนมาบูรณาการเพื่อให้สามารถลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง

(3) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูป

(4) เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของประชาชนเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดี รวมทั้งสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคมด้วยกระบวนการสมัชชาเพื่อการปฏิรูป

(5) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปฏิรูปที่สอดคล้องและเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ

เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอตามวรรคสี่ (1) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอและให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการอย่างเพียงพอ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการตามข้อเสนอใดได้ให้ชี้แจงเหตุผลต่อรัฐสภาและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อทราบ ในกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่าการปฏิรูปเรื่องใดที่คณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนั้นหรือไม่ ผลการออกเสียงประชามติดังกล่าวให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้ต้องปฏิบัติตาม

ให้มีหน่วยธุรการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเป็นประจำทุกปีโดยคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แล้วแจ้งให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติทราบ และประกาศผลการประเมินดังกล่าวให้ทราบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

[4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า “ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม”, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/055/1.PDF

[5] ดู วินัย ผลเจริญ , ผลกระทบของนโยบายประชานิยมที่มีตอเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย, สวนหนึ่งของรายงานประจําภาคในวิชาสัมมนาการเมืองการปกครองไทย ภาค 1/2546 นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร เสนอตอ อ.ดร.เสกสรรค ประเสริฐกุล, http://www.fringer.org/wp-content/writings/populist.pdf

[6] “มาเลเซียประกาศจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ในปี 2020”, เวบพันธุ์ทิพย์, 23 มีนาคม 2558, http://pantip.com/topic/30285594

[7] ลม เปลี่ยนทิศ, “อนาคตประเทศไทยอีก 20 ปี”, 18 ธันวาคม 2557, http://www.thairath.co.th/content/469539

[8] วาระการปฏิรูปที่สำคัญและแนวทางการบริหารจัดการของ สปช. โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ, 20 กุมภาพันธ์ 2558, http://www.reform.or.th/2014/wp-content/uploads/วาระการปฏิรูปของสปช-master.pdf & เปิด32ประเด็นปฏิรูป-7ประเด็นพัฒนาก่อน‘สปช.’ก่อนเดินหน้าลุย, คมชัดลึก, 25 มกราคม 2558, http://www.komchadluek.net/detail/20150125/200120/เปิด32ประเด็นปฏิรูป-7ประเด็นพัฒนาก่อน‘สปช.’ก่อนเดินหน้าลุย.html & “ประธาน สปช. ยืนยัน หารือนอกรอบ คงกรอบ 37 วาระปฏิรูป และ 6 วาระการพัฒนา”, 16 มิถุนายน 2558, http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=4479#.VZwFtbXl-fE

[9] รศ.น.ท.ดร.สุมิตร สุวรรณ, “กระบวนทัศน์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และชุมชนในองค์กร รหัสวิชา 02190551” (HCRD Paradigm in Organization), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, http://pirun.ku.ac.th/~fedusmsw/teaching/HRD551_3.ppt.pptx

[10] ปฏิรูป “สภาองค์กรชุมชน” ก่อนกระแทกจุดคานงัดปฏิรูปประเทศ, 7 มิถุนายน 2553, http://www.isranews.org/community/comm-scoop-documentary/item/1137-2010-07-23-13-41-55.html

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)