"มายาแห่งความจริง" (กลอน)

มายาพระอาทิตย์ขึ้น-ตก

๑) สายตาคน บนโลก ตลกเร้า

เห็นดวงดาว เช้า-เย็น เป็นเครื่องชี้

เห็นอาทิตย์ ขึ้น-ลง หลงทุกปี

ทุกนาที มีเคลื่อนคล้อย เลื่อนลอยไป

ตาที่เห็น เป็นจริง เหมือนลิงหลอก

สิ่งภายนอก หลอกลวง โน้มถ่วงไว้

อีกผีสิง ที่ลิงโลด คดข้างใน

รบเร้าให้ เข้าใจว่า ปรากฏจริง

ธรรมสัจ ศาสตร์ดารา ว่ามีกฎ

วัฏฏบท กฏแรงดึง ถึงสรรพสิ่ง

ระบบฟ้า ดาราศาสตร์ อำนาจจริง

ไม่หยุดนิ่ง อิงผู้ใด เว้นนายsun

มายาของโลก

๒) โลกใบใหญ่ ไม่นิ่ง วิ่งตลอด

ไม่เคยจอด รอใคร ไร้สงสาร

หมุนรอบตัว ทัวร์รอบทิศ ศิษย์ตะวัน

กลายเป็นกาล สังหารสัตว์ อำนาจโต

มวลมนุษย์ อยู่จุดใด ไม่รู้สึก

โลกลอยลึก ไปทางใด หรือไกลโข

ดินไม่พัง ร่างไม่เฉา เงายังโชว์

โลกไม่โย้ โซเซ หรือเพพัง

เพราะอะไร ไม่รู้สึก ให้นึกถึง

ว่าถูกดึง ถูกเหวี่ยง จนเอียงข้าง

ตาและตัว หัวสมอง ประคองทาง

(เห็น)ตะวันย่าง สว่าง-คืน ขึ้นและลง

มายากาล เวลา

๓) กาลเวลา นาที มีเสมอ

เราพบเจอ เอ่อล้น คนประสงค์

กาลก่อเกิด เปิดกลไก ให้มั่นคง

มันดำรง คงมั่น นิรันดร

เหมือนยักษา มีหน้าตา ปะสองข้าง

หน้าหนึ่งชั่ง มืดดำ บำบัดร้อน

กล่อมมวลสัตว์ หัดนิสัย ให้ง่วงนอน

เพื่อพักผ่อน นอนกลางคืน ตื่นกลางวัน

อีกหน้าหนึ่ง จึงเป็น หน้าเด่นแจ้ง

เกิดมีแสง แปลงโลก ปกคลุมฐาน

สัตว์และพืช มีพฤติพร้อม หลอมสัญชาญ

ในหนึ่งวัน กาลสองหน้า มายาปลอม

มายาตา สมอง

๔) กายมีตา มีหน้าที่ ชี้ทางเท้า

เห็นเรื่องราว ยาว-สั้น ผ่านการหลอม

สรรพสิ่ง อิงอาศัย ให้ตาตอม (มอง)

ว่าจะปลอม หรือแท้ ตาแลมอง

แต่ตัวตา มีหน้าที่ ชี้เท่านั้น

ผู้ที่สรรค์ ชันสูตร ให้ผุดผ่อง

คอยวิเคราะห์ เจาะสาร การกลั่นกรอง

คือสมอง สองข้าง ในร่างเรา

ตาอาจลวง เป็นกลวงใน ได้เสมอ

สิ่งที่เจอ อาจไม่ใช่ ในต้นเค้า

และสมอง อาจพร่องได้ ในยามเมา

ยามโง่เขลา เบาปัญญา ปัญหาบาน

มายาสุข ทุกข์

๕) สุขกับทุกข์ ซุกซ่อน ซ้อนกันสร้าง

อยู่ในร่าง พรางใจ ให้แปรผัน

สุขจากกาย ได้ลิ้มรส ซดสัมพันธ์

กินอาหาร ทานอร่อย พลอยยินดี

แต่กองกาย ก็ได้ทุกข์ มาผูกมัด

โรครุมกัด คอยปัดเป่า เศร้าหมองศรี

ต้องทนทุกข์ ถูกโรค รุมชกตี

แล้ว"สุขี" หนีไปไหน ไม่นำพา

ทุกข์และสุข ผูกคอ หลอกล่อหลอน

เป็นผู้จร ร่อนแล่น แกนปัญหา

ทุกข์และสุข ผูกมัด ผลัดกันมา

เหมือนเหรียญตรา หน้าหลัง สองข้างเคียง

มายาภาษา อารมณ์

๖) โลกทั้งใบ ใจทั้งหมด กำหนดได้

ด้วยการถ่าย เป็นสายพาน ผ่านเป็นเสียง

เป็นรูปลักษณ์ อักษร กรเรียบเรียง

เป็นสำเนียง เสียงสื่อ ถือความนัย

ภาษาคน ที่ชนพูด เป็นทูตจิต

จากความคิด เป็นภาษา อารมณ์ไข

คำของคน ล้นความ ท่วมเนื้อใจ

จึงหลากหลาย ในเจตน์ เลศมายา

จะพูดจา พาที ต้องมีชั้น

ยามพูดหวาน หว่านชม คารมจ๋า

จะจริงเท็จ เพ็ชรแท้ ไม่แน่นา

เพราะภาษา มียาย้อม ทั้งอ้อมตรง

มายาเป็น ไม่เป็น

๗) สิ่งที่เห็น เป็นจริง ยิ่งเห็นยาก

สิ่งที่อยาก มักไม่เห็น เช่นประสงค์

มีตาดู มีหูฟัง นั่งตัวตรง

ยังลุ่มหลง ดงกิเลส เหตุมายา

เราเป็นชน คนแท้ ไม่แน่นิ่ง

เป็นจริงๆ หรือสิงร่าง ยังกังขา

เป็นผู้หญิง สิงผู้ชาย ในพารา

ไม่รู้ว่า ข้าเป็นใคร ในดงคน

เป็นอย่างเป็น เช่นนั้น ไม่ฝันเฟื่อง

ไม่รู้เรื่อง เครื่องที่เป็น เห็นสับสน

เป็นอริยะ หรือเป็นพระใน เมืองคน

ก็ไม่พ้น เป็นคนเป็น ให้เห็นจริง

มายามี ไม่มี

๘) จิตอยากมี อยากรวย อยากสวยเริด

คิดเตลิด เกิดอยาก จนมากสิ่ง

สังคมคน ไม่พ้นแต่ง แข่งกันจริง

อยากทุกสิ่ง จะนิ่งไหม ใจของตน

เราขาดใจ ที่ไม่จริง และนิ่งแน่

จึงผันแปร แผ่กระจาย ไม่เป็นผล

มีไม่พอ ก่ออยาก มากจนล้น

อยากท่วมท้น หล่นทับใจ ให้ทรมา

มีหรือไม่ ใจเรา อย่าเร่าร้อน

จงรู้ก่อน ก่อนจะมี มีปัญหา

รู้ใจรู้ รู้ว่ามี มีที่มา

ย่อมมีค่า กว่าว่ามี มีไม่เป็น

มายาความเป็น ความตาย

๙) เพราะมีลม บ่มกาย ให้ชีพอยู่

ความเป็นอยู่ ดูความตาย ใจจักเห็น

แก่นแกนแท้ แม่จิต คิดเช้าเย็น

ท่านยังเป็น เป็นอยู่ ดูให้ตาย

ความเป็นตาย กายสื่อ คือของใกล้

เรามุ่งหมาย ใช้ชีวิต พิชิตไหม

เป็นในเป็น เห็นในตาย สลายใจ

กายก็ตาย สลายสูญ ค้ำจุนกัน

ครูอาจารย์ บ้านเรือน เหมือนบ้านแท้

จงมาแปร บ้านกาย ให้ตายสั้น (สิ้นวัฏฏ์)

มีดวงตา ปัญญาจิต พินิจพลัน

อย่าให้มาร มายา มาล่าลวง

มายาจิต กาย

๑๐) ผู้รู้ดี รู้ชั่ว รู้ตัวพร้อม

คือผู้ยอม ผู้ย่อย ในดอยหลวง

ชีพมีกาย ปลายทาง อย่างกลลวง

เพราะมีบ่วง ดวงรัก พิทักษ์ตน

กายมีกฏ เกาะกุม ห่อหุ้มหมด

จึงมีบท กฏเกณฑ์ เช่นถนน

กายเยื่องย่าง ตามทาง อย่างจำนน

เพื่อเดินชน กลกฏ หมดลมปราณ

ส่วนจิตสิง ที่อิงกาย มาหลายวรรษ

ย่อมรู้ชัด สลัดสลาย ในบาทฐาน

ขอบคุณกาย ที่ให้อู่ อยู่สำราญ

ฝึกจิตมั่น ปั้นปัญญา หาสัจธรรม

สิบสิ่งสร้าง รางมายา อย่าสับสน

มองให้พ้น กลมายา อย่าถลำ

โลกยุคใหม่ ยิ่งร้ายกาจ วาดงดงาม

อาจเพรี้ยงพร่ำ ถูกตามล่า มายาเอย

---------------------๖/๗/๕๘------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

People see the world with the glasses they wear -- from behind

Change the glasses -- change the mind

Some change so often -- try glasses, no matter what kind

Kaleidoscopic views appearing -- here and there, which to bind?

เขียนเมื่อ 

หนังญี่ปุ่นเรื่อง Little Forest : Winter & Spring เปรียบชีวิตว่าเหมือน "วงกลม" ที่หมุนวนมาซ้ำซาก

มนุษย์มักไม่เรียนรู้จากความซ้ำซาก (อันนี้พี่ว่านะอาจารย์)

ชอบหนังเรื่องนี้มาก