การเมืองของความไม่เสมอภาค

รายได้ที่ค่อนข้างต่ำ, การเป็นเจ้าของ ที่ไม่สมมาตร, และการให้รายได้แก่คนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว แสดงให้เห็นถึงรูปแบบของการขูดรีด ที่มีมายาวนานแล้ว ในขณะที่มีการปฏิวัติล้มล้างการขูดรีดนี้จำนวนหลายครั้ง แต่ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบนี้ได้ พวกชนชั้นนำ จะโต้ตอบคนพวกนี้ว่ากบฏ และมักจะกดขี่อยู่เสมอ เมื่อการท้าทายส่งผลต่อการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้ว่าการประท้วงปี 1973, 1992, 2009 และ 2010 ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการเมืองแบบการอุปถัมภ์ ซึ่งส่งผลให้นักการเมืองที่เป็นชาวบ้าน จะถูกมองว่าชั่วร้ายและคดโกงอยู่เสมอ สิ่งนี้ทำให้การแทรกแซงของทหารและราชวงศ์ นำมาซึ่งการกดขี่, อำนาจนิยม, และการครอบงำของชนชั้นสูง เมื่อชนชั้นสูงเข้ามาปกครอง ก็จะนำสิทธิในการปกครองขึ้น โดยการสร้างระบบระเบียบ, อำนาจนิยม, และศีลธรรม ณ หัวใจของระบบนี้ ก็คือข้ออ้างที่ว่าราชวงศ์ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง และและชนชั้นนำปกครองด้วยสิทธิอำนาจเชิงศีลธรรมของกษัตริย์ บุคคลซึ่งสร้างอุดมการณ์นี้ขึ้นมา ย่อมปฏิเสธความเป็นตัวแทนทางการเมือง และนโยบายที่ท้าทายต่อการขูดรีดที่มาแต่เดิมได้ สิ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่งก็คือการสนับสนุนการเมืองแบบเลือกตั้ง ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2006 เมื่อไรก็ตามที่มีการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนจะมาออกเสียงเป็นจำนวนมากและเลือกรัฐบาลที่สนับสนุน Thaksin กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุน Thaksin เท่านั้น แต่ที่เลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากเป็นเพราะเลือกที่นโยบายทางการเมืองและระบบพรรคต่างๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นตัวแทนให้คนจน บรรดาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในชนบทและชนชั้นแรงงานแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับการเมืองในระบบอุปถัมภ์และต้องการสังคมที่มีการจัดการดีกว่านี้ กล่าวคือ มีลำดับชั้นน้อยลงและขูดรีดน้อยลง

สำหรับเสื้อแดงจำนวนมาก ประชาธิปไตยน่าจะหมายถึงการเมืองแบบการเลือกตั้ง แทนที่จะมีแต่การรัฐประหาร ส่วนที่เกี่ยวข้องกันนั่นก็คือ ความไม่เสมอภาค ก็คือการมีสองมาตรฐาน ในหลากหลายพื้นที่ ตั้งแต่ระบบศาล จนถึงอำนาจทางการเมือง พวกเสื้อแดงที่เป็นทางการต้องการให้รัฐ ที่อำนาจทางการเมืองเป็นของประชาชนไทยจริงๆ พวกเขาต้องการรัฐที่ยุติธรรม และเป็นธรรม (a fair and just state) ที่ประชาชนเป็นอิสระจากคณะอำมาตย์ และมี ศักดิ์ศรี, อิสรภาพและความเสมอภาค

ความต้องการในเรื่องอิสรภาพ, ความยุติธรรม, และความเท่าเทียมต้องต่อสู้กันอย่างข่มขืนกับการควบคุมระบบทางการเมือง ความต้องการเหล่านี้ จำเป็นต้องประสบกับระบบศาลของชนชั้นนำ, อำนาจของกองทัพ, และการประท้วงของกลุ่มรักเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐประหารของกองทัพ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2014 เป็นผลลัพธ์และเป็นหลักฐานที่จะตัดตอนนักการเมืองออกไปจากชนชั้นนำที่นิยมเจ้า และผลักการเมืองในระบบเลือกตั้งให้กลับไปเหมือนเมื่อก่อน

บทสรุป

หาก Alexis de Tocqueville เดินทางข้ามเวลามาที่ประเทศไทยในวันนี้ เขาคงไม่ได้พบ “ความเท่าเทียมของเงื่อนไขหรือเป็นสากลโดยรวม” ที่เป็นลักษณะเด่นของระบอบประชาธิปไตยยุคต้นและเป็นโครงสร้างของสังคมอเมริกัน จริงๆแล้วสิ่งที่เขาได้เห็นในประเทศไทยคงเป็นอิทธิพลอันล้นเหลือและร้ายกาจของระบบสังคม, การเมือง, และเศรษฐกิจที่วางโครงสร้างเพื่อดำรงความไม่เท่าเทียมเอาไว้

แปลและเรียบเรียงจาก

Kevin Hewison. Inequality and Politics in Thailand

http://kyotoreview.org/issue-17/inequality-and-politics-in-thailand-2/