การควบคุมไฟฟ้าสถิต หรือการป้องกันความเสียหายอันจะเกิดขึ้นจากดิสชาร์จไฟฟ้าสถิตมีอยู่หลายวิธี ได้แก่การออกแบบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความทนทานต่อไฟฟ้าสถิตมากขึ้น การหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุหรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตสูง การป้องกันการรบกวนของสนามไฟฟ้า ( Shielding) โดยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และสำหรับวัสดุที่เป็นฉนวนหรือวัสดุที่เป็นตัวนำที่ไม่สามารถต่อลงกราวด์ได้ อาจใช้การแลกเปลี่ยนประจุให้วัสดุนั้นมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า โดยใช้พัดลม Ionized Air Blower

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันความเสียหายอันจะเกิดขึ้นจากไฟฟ้าสถิตต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็คือ การถ่ายเทไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นดังกล่าว ลงสู่ระบบกราวด์อย่างเหมาะสม ก่อนที่ไฟฟ้าสถิตจะดิสชาร์จไปยังชิ้นงาน หรือถ่ายเทลงสู่ระบบกราวด์เพื่อให้ระดับไฟฟ้าสถิตลดลงและไม่เป็นอันตรายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ถึงแม้จะเกิดการดิสชาร์จก็ตาม การศึกษาการถ่ายเทไฟฟ้าสถิตนี้ครอบคลุมถึง การถ่ายเทไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นบนร่างกายที่มีการใช้สายรัดข้อมือและรองเท้าควบคุมไฟฟ้าสถิตที่เหมาะสม การถ่ายเทไฟฟ้าสถิตสำหรับการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมากโดยพิจารณาถึงความต้านทานผิวสัมผัสและความสามารถในการถ่ายเทประจุขณะวางบนแผ่นปูโต๊ะแบบดิสซิเปทีฟ การต่อกราวด์ของเครื่องจักร เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ช่วยประกอบ (jig) และการทดสอบระบบกราวด์โดยคำนึงถึงความต้านทานไฟฟ้ากระแสสลับและแรงดันตกคร่อมในวงจรที่เกิดจากความต้านทานดังกล่าว

1. การถ่ายเทไฟฟ้าสถิตจากร่างกายด้วยสายรัดข้อมือหรือ Wrist Strap

จุดประสงค์ของการใช้สายรัดข้อมือและสายต่อกราวด์ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นบนร่างกายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่าง ๆ สะสมอยู่บนร่างกาย ค่ าความต้านทานซึ่งปกติจะถูกต่อร่วมอยู่กับสายรัดข้อมือนั้น เพื่อจำกัดกระแสไฟฟ้าในกรณีที่ผู้สวมใส่สัมผัสกับระบบไฟฟ้า หรือมีกระแสไฟฟ้ารั่วผ่านไปที่จุดต่อกราวด์ของสายรัดข้อมือ โดยทั่วไปจะใช้ค่าความต้านทานขนาด 0.25 วัตต์ 1 เมกโอห์ม ซึ่งค่าความต้านทานนี้ถูกเลือกมาจากปริมาณกระแสไฟฟ้าที่จะถูกจำกัดไม่ให้เป็นอันตรายต่อร่างกายผู้สวมใส่ ดังกระแสที่เกิดขึ้นจากแรงดัน 220 โวลต์ ตามสมการที่ 3.2 จะมีค่า 0.22 มิลลิแอมป์ ซึ่งอยู่ในบรรทัดแรกของตารางที่ 3.1 ซึ่งแสดงผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อร่างกายในระดับต่างๆ โดยในช่วง 0 – 0.5 มิลลิแอมป์ ร่างกายจะไม่รู้สึก หรือรู้สึกเพียงเล็กน้อย

ตารางแสดงผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อร่างกาย

ปริมาณกระแสไฟฟ้า

ผลกระทบต่อร่างกาย

0 – 0.5 มิลลิแอมป์

0.5 – 1 มิลลิแอมป์

1 – 5 มิลลิแอมป์

5 – 10 มิลลิแอมป์

มากกว่า 10 มิลลิแอมป์

100 มิลลิแอมป์ – 2 แอมป์

มากกว่า 2-3 แอมป์

ไม่รู้สึก / รู้สึกเพียงเล็กน้อย

รู้สึกเพียงเล็กน้อย

รู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย

รู้สึกเจ็บปวด

ไม่สามารถขยับตัวได้

กล้ามเนื้อเกร็งและอาจเสียชีวิต

ผิวหนังเป็นรอยไหม้

นอกจากคุณสมบัติทางไฟฟ้าของสายรัดข้อมือดังที่กล่าวมาแล้วจากข้างต้น สายรัดข้อมือควรสวมใส่สบาย ไม่รัดแน่นหรือหลวมเกินไป มีประสิทธิภาพในการสัมผัสผิวหนังได้ดีและต้องไม่ระคายเคืองกับผิวหนังของผู้สวมใส่ วัสดุที่นำมาทำเป็นสายรัดข้อมือควรทำจากผ้ายืดที่ถักทอด้วยใยตัวนำ หรืออาจทำจากโลหะหรือพลาสติกตัวนำ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการเป็นตัวนำและการสัมผัสกับผิวหนัง

ผู้สวมใส่ควรทดสอบความเป็นตัวนำทางไฟฟ้าของสายรัดข้อมืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสายรัดข้อมือยังอยู่ในสภาพดี สายตัวนำไม่ชำรุดและความต้านทานอยู่ในพิกัดที่กำหนด และสามารถถ่ายเทประจุจากร่างกายลงสู่กราวด์ได้อย่างเต็มที่ การตรวจสอบสายรัดข้อมือดังกล่าว ควรใช้ทุกครั้งก่อนเข้าทำงานในส่วนการผลิต โดยอาจมีการติดตั้งเครื่องทดสอบไว้บริเวณประตูทางเข้า พนักงานตรวจสอบแล้วว่าผ่านจึงจะสามารถเข้าไปทำงานในสายการผลิตได้ ในบางกรณีเครื่องตรวจสอบนี้อาจถูกต่อร่วมกับประตูปิดเปิดอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อตรวจสอบผ่าน พนักงานคนดังกล่าวจึงจะสามารถผ่านประตูเข้าไปทำงานได้ หรืออาจใช้ร่วมกับระบบบัตรประจำตัวของพนักงาน และต่อพ่วงไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บบันทึกข้อมูลของพนักงานแต่ละคน เป็นต้น

2. การถ่ายเทไฟฟ้าสถิตจากร่างกายผ่านสายรัดข้อมือชนิดตรวจสอบแบบต่อเนื่อง

ในส่วนการผลิตที่มีการควบคุมไฟฟ้าสถิตในระดับต่ำมากและชิ้นส่วนที่พนักงานต้องจับถือมีราคาสูง การตรวจสอบสายรัดข้อมือก่อนเข้าทำงานทุกครั้งอาจไม่เพียงพอ จึงมีความต้องการสายรัดข้อมือที่มีการตรวจสอบการต่อลงกราวด์แบบตลอดเวลา โดยใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาต่อร่วมกับสายรัดข้อมือ เมื่อใดที่สายรัดข้อมือชำรุดหรือจุดต่อลงกราวด์หลุด เครื่องจะแสดงความผิดปกติออกมาทันที โดยผ่านทางไฟแสดงสถานะหรือเสียงเตือน ซึ่งเรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ว่า สายรัดข้อมือชนิดตรวจสอบแบบต่อเนื่อง (Real Time Wrist Strap Monitor or Continuous Wrist Strap Monitor)