โลก คือสิ่งปรากฏ ที่เป็นรูปธรรม สสาร วัตถุ ที่โดดเด่นต่อสายตาของสิ่งมีชีวิตเช่น สัตว์ แม้พืชก็มีตามองเห็นโลกในมิติของเขาได้ กระนั้น โลกก็มีอะไรมากกว่าที่ตาเราเห็น หากเราขาดทักษะการสังเกต การดู และขาดเครื่องมือ (ประสบการณ์) ที่จะวัดว่าโลกมีมิติด้านใดบ้าง ย่อมจะเห็นแค่โลกวัตถุสสารเท่านั้น
ชีวิต คือ สิ่งมีชีวะ ที่อาศัยบนโลก เรา (มนุษย์) คือ ผลผลิตของโลก หากมีทักษะชีวิตพร้อม จะเห็นชีวะเป็นชีวิตบนโลก เหมือนเห็นตัวเอง นั่นเราคงเห็นธรรมสัจ มีมากมายหลายล้านชีวะ ที่มีชีวิต แต่ไม่เห็นโลกและชีวิตตน การเห็นโลกและชีวิตในรูปกายย่อส่วนนี้ได้อย่างถ่องแท้นั่นคือ มุนีผู้มีตาที่สามในชีวิตนี้
ตาที่สาม คือ เครื่องมือที่จะวัดหาความจริงที่เป็นนามภาพ ที่ไม่ได้เห็นหรือรู้แค่ว่า ชีวิตมีแค่กายเนื้อ หรือมิติชีวิตนี้มีแค่ตาเนื้อเห็น ส่วนตาใน (จิต) จะเห็นอะไรบนโลกมากกว่าที่โลกและชีวิตเป็น เมื่อบุรุษเห็นเช่นนั้นได้ นั่นคือ เมธีแห่งชีวิตที่รู้แม้กระทั่งองคาพยพของชีวิตทั้งหมด แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงวิถีทิศทาง การบริหาร จัดการตัวตนอย่างไร?
คำตอบคือ-
๑) คิดเป็น เห็นผล หมายถึง จะเกิดกระบวนการคิดแบบกระสวน (Paradigm : โครงสร้างเชิงระบบ) เช่น เมื่อรู้ถึงแก่นชีวิตหรือมีประสบการณ์ เราจะมองเห็นจุดเริ่ม จุดดำเนินและจุดจบของสิ่งนั้น หรือกิจกรรมนั้นได้ หรือเห็นต้นเหตุ และปลายผลมันได้เรียกว่าประเมินผลได้
๒) คิดแผน ทำระบบ หมายถึง จะเกิดความคิดที่ทำอะไร จะต้องคิดหน้า คิดหลัง หรือวางแผน วางผล เพื่อสร้างข้อสมมุติฐานว่า จะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นอย่างไร ถ้าทำ พูด เช่นนั้น เช่น ทำธุรกิจ ทำธุรกรรมบางอย่าง ต้องสร้างฐาน สร้างระบบให้เป็นทิศทางนำก่อนลงมือปฏิบัติได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริง
๓) คิดกว้าง ทำแคบ หมายถึง จะเกิดความคิดที่เชื่อมโยง ประสานทัศน์ เห็นมุมมองกว้างหรือมองเห็นโลกทัศน์ก่อน จากนั้นเมื่อดำเนินการ ก็จะกระทำในกรอบที่ตนทำได้ก่อน เช่น การพูด การสร้างทฤษฎี หลักการมากมาย เมื่อลงมือกระทำ ต้องอาศัยมือสอง สมอง เท้า เป็นผู้พิสูจน์ก่อน เมื่อเห็นผลที่คิดไว้ ความคิดนั้นก็จะประเมินได้ชัดเจน
๔) รอบคอบ นอบน้อม หมายถึง จะเกิดการกลั่นกรอง มองอย่างรอบคอบ ในรายละเอียด จะไม่เชื่อใครง่าย นอกจากหลักธรรมชาติ ที่เราต้องเคารพเส้นทางของมัน อันเนื่องมาจาก พลังอำนาจ การไม่เชื่อใคร ความเที่ยงตรงของธรรมชาติ ย่อมจะดำเนินไปเส้นทางอันคงเส้นคงวา เราจึงต้องเคารพตามเส้นทางของมัน เช่น เกิด แก่ ตาย ป่วย ลม แดด อาทิตย์ น้ำ ฟ้า ป่า ไม้ ฯ เมื่อเราเข้าใจโลกธรรมชาติได้ นั่นคือ เราก็จะหาทางดำเนินไปอย่างรอบคอบและอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ
๕) คิดใหม่ วิจัยจิตหมายถึง เมื่อเราเกิดตื่นรู้โลกในตัวเอง การคิดก็จะปรุงให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไป จึงเกิดกระบวนการคิดแบบใหม่ขึ้นมา เราจะเริ่มหามุมนวทัศน์ใหม่ๆ เจาะอาณาเขตความจริงของธรรมชาติเพิ่มขึ้น เราจะไม่อยากเดินในเส้นทางที่ซ้ำซากอีกต่อไป เรียกว่า พัฒนาปฏิวัติความคิดแบบใหม่ ในขณะเดียวกัน จิตของเราก็จะเกิดการทบทวนวิถีจิต ชีวิต โลก สังคม และสิ่งแวดล้อม ว่าดำเนินไปตามหลักการหรือทางของธรรมชาติหรือไม่ โดยเฉพาะกระบวนการทางจิต ก็จะพัฒนาไปสู่ความหยั่งลึกในวิถีจิตว่า ทำงาน สะสม แสดง และรับผลอย่างไรตามมา
ดังนั้น นี่คือ ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการตื่นรู้ข้างใน แล้วมีผลต่อข้างนอก ซึ่งจะเห็นตามความจริงที่ด้านใจ (จิต สมอง) และด้านกายภาพ คือ โลก สังคม ธรรมชาติ ป่า น้ำ ลม แดด และสิ่งมีชีวิตนั้นได้ และนี่คือ ความจริงที่ฝังอยู่ในชีวิตจิต อยู่ที่ว่า เราจะไหวตัวทั่วพร้อม หรือรู้ทันตามที่ตาเห็นโดยตรง แล้วสะท้อนเข้าไปข้างใน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร
------------------------๒๒/๖/๕๘-------------------------
Another beauty! Salute!
ขอบคุณที่แบ่งปันสิ่งดี ๆ จ้ะ
ทางเลือกหนึ่งในชีวิต..เริ่มได้..ที่ตัวตนแลใจ...(สบายดีนะเจ้าคะ..)..บุญรักษา..เจ้าค่ะ..