​นิทานเรื่องสิงโตต่อหาง

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ณ ดินแดนป่าใหญ่ในชื่อ "สยามพนา" เป็นที่อยู่ของนานาสารพัดสัตว์ ยังมีสิงโตตัวหนึ่งตั้งตนเป็นหัวหน้าภายใต้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากเหล่าสัตว์อื่นๆ 5 จำพวกที่เรียกว่า "ปัญจมหาสิงขร" หรือ "ขุนเขา 5 ลูก" เนื่องด้วยแต่ละเหล่าแม้จะแยกกันอยู่ดูแลคนละภูเขา แต่ก็มีที่มาที่เดียวกันและเชื่อมโยงเป็นเทือกเขาเดียวกันที่ชื่อว่า "เทือกเขาคอสิงห์ช้าง" (เทือกเขานี้มองรวมๆ เหมือนจะเป็นลายพรางหลากสี ถ้ามองจากทิศตะวันออกจะเห็นเป็นคอสิงห์ แต่ถ้ามองจากทิศตะวันตกจะมองเห็นเป็นคอช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อแห่งเทือกเขานี้)

ที่สยามพนานี้เมื่อสองปีก่อนประสบปัญหาไฟไหม้ป่ารุนแรงมาก สัตว์บางพวกเรียกว่า "ไฟสามานย์" ฝูงสัตว์อพยพหลบวิ่งกันแตกตื่น ถึงขั้นประสาทเสียทำท่าจะประหารล้างผลาญกันไปหมดทั้งป่า สิงตู่ เอ๊ย สิงโตผู้หัวหน้าท่านนี้แต่เดิมก็มีทีท่าสงบเสงี่ยม ตลอดเวลานั้นก็รักษาอาการไม่มีทีท่าว่าจะกระเหี้ยนกระหือรือออกมาจัดการในปัญหาไฟป่าและบรรดาสัตว์ๆ กำลังจะฆ่ากันนั้นแต่อย่างใด ได้แต่แนะนำว่าให้ "ไปคุยกันก่อน" จนวันหนึ่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมาขณะที่ไฟสามานย์ยังลุกไหม้อย่างน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ท่านก็คำรามออกมาแล้วเรียกบรรดาสัตว์ที่ไม่ยอมคุยกันนั้นให้เข้ามาที่ถ้ำสิง วันแรกผ่านไปก็ไม่เป็นที่ตกลงอะไร ต่อมาวันที่สองครั้นเวลาล่วงเลยถึงตอนแดดร่มลมตก สิงโตผู้หัวหน้าจึงชวนหัวหน้าฝูงสัตว์ที่ทะเลาะกันนั้นเข้าไปหลังพุ่มไม้ นัยว่าจะหาที่ปลดทุกข์ให้เหมาะๆ แต่แล้วก็ไล่ต้อนฝูงสัตว์ที่มาร่วมประชุมนั้นเข้าคอกกักกัน ที่เรียกว่า "ปรับน้ำใจ" ระหว่างนั้นก็ประกาศยึดป่าทั้งป่าอย่างเบ็ดเสร็จ

ความต้องการแต่แรกก็เพียงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสยามพนาแห่งนี้ และเพื่อปลอบขวัญไม่ให้มีสัตว์ใดๆ ตื่นตระหนกตกใจ จะได้ช่วยกันดับไฟสามานย์ โดยเรียกแผนการครั้งนี้ว่า "การปฏิรูปป่า" และเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายเข้าใจได้ชัดเจนจึงเขียนเป็นแผนที่กำหนดจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดหมายปลายทางของการปฏิรูป เรียกว่า "บันไดป่า" มี 3 ขั้นคือ หนึ่ง สร้าง "ป่าแห่งสมานฉันท์" คือดับไฟแตกแยกในฝูงสัตว์ทั้งหลายก่อน สอง สร้าง "ไพรธรรมนูญ" คืออุปกรณ์ผูกคอเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายเดินไปในทิศทางเดียวกัน และสาม ให้มี "วันคัดสรร" เพื่อเลือกเฟ้นตัวแทนสรรพสัตว์ให้มาบริหารดูแลป่านี้แทนสิงโตผู้หัวหน้านี้ต่อไป แล้วประกาศเป็น "สัตวะวาจา"ว่าจะทำให้ได้ตาม "บันไดป่า" นี้

เพื่อให้สำเร็จตามแผนการนี้จึงได้จัดแบ่งเหล่าสัตว์ออกเป็น 5จำพวกเพื่อมาช่วยกันทำงาน พวกแรกมี 15 ท่าน (ต้องขอใช้คำว่าท่านเนื่องจากเป็นสัตว์พิเศษจึงต้องมีลักษณะนามเรียกแตกต่างเป็นพิเศษ) เป็นเหล่าที่คอยกำกับควบคุมอีก 4 เหล่าที่เหลือ และเนื่องจากอาศัยอยู่บนจุดสูงสุดของเทือกเขาจึงมีชื่อว่า "คณะคอสิงห์ช้าง" พวกต่อมามี 240 ท่าน มีหน้าที่คอยกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมฝูงสัตว์ พวกนี้มาจากภูเขาที่ชื่อว่า "สิงห์หนังช้าง" จึงเรียกว่า "คณะสิงห์หนังช้าง" พวกที่สามมีจำนวน 36 ท่านล้วนแต่ท่าทางขึงขัง เพราะท่านต้องมาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งปวง พวกนี้มาจากภูเขาชื่ออ่านยากจึงขอเรียกง่ายๆ ว่า "รัฐบาลป่า" พวกที่สี่ชื่อว่า "เทวดาป่า" เพราะไม่ได้อยู่บนยอดเขาประจำ แต่ลอยไปลอยมาเหมือนเทวดา มีหน้าที่ในการสร้างกฎเพื่อการปฏิรูปป่าที่เรียกว่า "พนาธรรมนูญ" พวกสุดท้ายชื่อว่า "คณะสิงห์ปากช้าง" มาจากภูเขาชื่อเดียวกัน มีจำนวน250 ท่าน มีหน้าที่คอยเสนอความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปป่า และก็เป็นพวกที่มีปัญหามากที่สุด อันเนื่องมาจากความ "สุด" ในสติปัญญาที่มาจากทุกซอกมุมของป่า

มาถึงวันนี้การปฏิรูปป่าก็ยังไปไม่ถึงไหน ความปรองดองสมานฉันท์ที่คณะคอสิงห์ช้างคิดว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่สุดตามที่ได้จัดไว้เป็นบันไดป่าในขั้นแรกนั้น ก็กลายเป็นว่าเป็นถ่วงรั้งการปฏิรูปทั้งหมดทั้งมวลของป่าแห่งนี้ เพราะไม่มีสัตว์ใดๆ หันหัวมาคุยกัน ที่แย่ไปกว่านั้นกลับหันปากมาบริภาษกันและกันรวมถึงปัญจมหาสิงขรนั้นอยู่เป็นระยะๆ สถานการณ์นี้แย่ถึงขนาดว่าเมื่อรัฐบาลป่าคิดจะทำ "สัตวามติ" เพื่อรับร่างพนาธรรมนูญ ฝูงสัตว์ในฟากฝ่ายนี้(ทั้งที่รักและเกลียดคณะผู้ปกครองสัตว์ทุกกลุ่มนั่นแหละ)ก็พร้อมกันออกมาข่มขู่ว่าจะไม่ผ่านสัตวามตินี้ให้

ขณะที่ท่านสิงโตผู้เป็นหัวหน้ากำลังกลัดกลุ้มจนไม่เป็นอันออกโทรทัศน์ เอ๊ย ออกจากถ้ำ ก็มีผู้บริหารของรัฐบาลป่าที่สังคมป่ารู้จักท่านดีในฉายา "นิติมุสิกกร" ที่หมายถึงหนูหัวหมอและมีความรู้พร้อมประสบการณ์ด้านกฎหมายและการให้บริการแก่สัตว์ผู้นำผู้ปกครองมาหลายยุคหลายสมัย ชื่อว่า "วิดหนู" แอบนัดมาพบในเช้าวันหนึ่ง พร้อมกับให้ม้าลากขนเอาห่อเสื่อกระจูดม้วนพับเหมือนจะห่ออะไรไว้ข้างในมาอีก 7 ห่อ เมื่อคารวะทักทายท่านสิงโตผู้เป็นหัวหน้าเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยปากให้ไปชมห่อเสื่อทั้ง 7 นั้น

สิงโตผู้เป็นหัวหน้ากำลังเบื่อโลก คิดว่าถ้าพนาธรรมนูญนี้ผ่านสัตวามติไปได้ก็จะได้ลงจากหลังเสือเสียทีเมื่อมีรัฐบาลป่าชุดใหม่หลังวันคัดสรรผู้แทนสัตว์ในกลางปีหน้าตามบันไดป่าขั้นที่สามที่กำหนดไว้แต่แรก แต่ทันทีที่มีเสียงสัตว์2-3ท่านในปัญจมหาสิงขรแสดงความเห็นออกมาเชลียร์ว่า การปฏิรูปป่ายังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น อนึ่งมวลมหาประชาสัตว์จำนวนมาก(ตามคำแอบอ้างของสัตว์ 2-3ท่านนี้)ก็สนับสนุนให้สิงโตผู้เป็นหัวหน้าอยู่คุ้มครองป่านี้ต่อไปอีกสักระยะ ไม่น่าจะเกิน2ปี เพื่อให้เป็นไปตามเสียงคำรามก้องป่าก่อนการยึดอำนาจป่าเมื่อปีก่อนนี้ที่สรรพสัตว์ซึ่งกำลังต่อสู้กับไฟสามานย์ออกมากู่ร้องพร้อมกันว่า "ปฏิรูปป่าก่อนคัดสรรผู้แทนสัตว์"

พลันที่วิดหนูเปิดห่อเสื่อออกทีละห่อนั้น สิงโตผู้เป็นหัวหน้าก็เบิกตาค้างเป็นจังหวะๆ ไปทีละห่อจนค้างแข็งเมื่อครบ 7 ห่อ แต่ปากนั้นพอขยับได้และระล่ำระลักถามออกมาว่า "หนะๆๆ นี่มันอะไรหือ วิดหนู?" จากนั้นได้ก็ได้ยินเสียงวิดหนูบรรยายอีกเกือบครึ่งวันถึงสรรพคุณวิเศษและวิธีใช้สิ่งของที่อยู่ในแต่ละห่อนั้น ซึ่งแต่ละห่อก็คือ "หางวิเศษ" ที่เมื่อนำเอามาต่อเข้ากับตัวแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างวิเศษ โดยเฉพาะหางที่ชื่อว่า "เทวดาป่าต้องยุบ ทุบคณะสิงห์ปากช้าง ตั้งสภาขับเคลื่อนปฏิรูปพงไพร" สิ่งนี้จะทำให้ทั้งหมดของปัญจมหาสิงขรอยู่ได้อีกหลายปี โดยปรับสภาพหรือกลายร่างสัตว์บางคณะให้พรางๆ ไว้ในรูปขององค์กรสัตว์อื่นๆ ที่สอดไส้ไว้

สิงโตผู้เป็นหัวหน้าโยนหางทั้งหมดทิ้ง แล้วจับวิดหนูเคี้ยวกินอย่างรวดเร็ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าประโยชน์ซึ่งหน้าคือเนื้อหนูสดๆ ย่อมดีกว่า "หาง" แห้งๆ ลมๆ แล้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีพิษอะไรแอบแฝงอยู่ ดังนั้นถ้าฉลาดจริงๆ จงอย่าเข้าใกล้สัตว์เสพเนื้อขณะที่สัตว์นั้นกำลังอยู่ในอารมณ์ดุร้ายและกำลัง "ไปไม่เป็น"

ที่มา นสพ.สยามรัฐ ทวี สุรฤทธิกุล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ไม่หยุดยั้ง



ความเห็น (0)