บุตรสามประเภท

ไฉน
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

บุตรสามประเภท


มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงาม คนที่แต่งงานครองคู่แล้วไม่มีลูกท่านว่าขาดโซ่ทองคล้องใจของสองคน การมีลูกจึงเป็นความปรารถนาของชีวิตคู่หลังการแต่งงาน ชีวิตคู่ที่จะสมบูรณ์ควรมีพยานแห่งความรักของสองคน ลูกจึงเป็นผู้ยังหทัยแห่งบิดามารดาให้เต็ม ลูกจำแนกไว้ ๓ ประเภท ดังนี้

  1. อวชาตบุตร ลูกที่เลวที่ชั่วทำแต่เรื่องปวดหัวให้พ่อแม่ เห็นหน้าก็มาพร้อมปัญหา ไม่เห็นหน้าก็ไม่รู้ว่าไปสร้างปัญหาที่ไหนให้ใคร ไปอยู่กับใครก็เป็นปัญหา นอนตื่นสาย ใช้แต่เงิน งานไม่สนใจทำ ใช้งานอะไรก็ไม่ทำ อยู่กับสังคมก้มหน้าโทรศัพท์ เล่นแต่เกมส์คอมพิวเตอร์ คนดีๆ เอือมระอา ลูกเช่นนี้เสมือนโจรที่ปล้นพ่อแม่ ด้วยการโกหก หลอกลวง ลักขโมยสิ่งของเงินทองของพ่อแม่ เป็นลูกที่เกิดมาทำให้พ่อแม่ตกต่ำ ทำลายชื่อเสียงของวงศ์สกุล พ่อแม่น้ำตานองหน้า เหมือนตกนรกอยู่เนืองๆ ลูกประเภทนี้ไม่มีใครปรารถนาอยากได้ อยากมี
  2. อนุชาตบุตร ลูกที่เสมอเหมือนพ่อแม่ ไม่ทำให้พ่อแม่วงศ์สกุลตกต่ำหรือดีขึ้น รักษาทรัพย์สมบัติวงศ์สกุลให้คงอยู่ หรือดำรงคุณความดีของพ่อแม่วงศ์สกุลเอาไว้ได้แบบเสมอตัว พ่อแม่ใช้งานอะไรก็ทำ แต่ไม่มีการพัฒนามากไปกว่าพ่อแม่
  3. อติชาตบุตร/อภิชาตบุตร ลูกที่ดี เหมาะสมกับความเป็นลูกที่ยังหัวใจของพ่อแม่ให้บริบูรณ์ เอิบอิ่ม สร้างคุณความดีให้กับตน พ่อแม่ และวงศ์สกุล มีชื่อเสียงดี เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทองเพิ่มขึ้น คนอื่นรัก ชอบ อยู่ด้วยแล้วมีความสุขเย็นใจ สบายใจ ลูกเช่นนี้เป็นเสมือนเทวดาที่มาเป็นแสงสว่างให้พ่อแม่เอิบอิ่มมีความสุขเหมือนอยู่ในสวรรค์ ลูกประเภทนี้เป็นที่ปรารถนาของพ่อแม่ทุกคน

พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทะภิกขุ) กล่าวว่า “ลูกที่ประเสริฐที่สุด คือลูกที่เชื่อฟังพ่อแม่” และ “ไม่ดื้ออย่างเดียวทุกอย่างดีหมด” เพราะพ่อแม่มีจิตดุจพระอรหันต์ ที่ปรารถนาดีต่อลูกเสมอ ต้องการเห็นลูกเจริญเติบโตเป็นคนดีของสังคม

ในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน ปุตตสูตร ข้อ ๒๕๒ หน้า ๒๕๗ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเกี่ยวกับลูกว่ามีอยู่สามประเภท คือ อติชาตบุตร อนุชาตบุตร และอวชาตบุตร ดังนี้“[๒๕๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตร ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก๓ จำพวกเป็นไฉน คือ อติชาตบุตร ๑ อนุชาตบุตร ๑ อวชาตบุตร ๑ ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อติชาตบุตร เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ไม่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ไม่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ส่วนบุตรของมารดาและบิดาเหล่านั้น เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามพูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีศีล มีธรรมอันงาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อติชาตบุตรเป็นอย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุชาตบุตรเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีศีล มีธรรมอันงาม ส่วนบุตรของมารดาบิดาเหล่านั้น ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุชาตบุตรเป็นอย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อวชาตบุตรเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ส่วนบุตรของมารดาบิดาเหล่านั้น ไม่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ไม่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวชาตบุตรเป็นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตร ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนาอติชาตบุตร และอนุชาตบุตร
ไม่ปรารถนาอวชาตบุตร ซึ่งเป็นผู้ทำลายตระกูล ส่วนบุตร
เหล่าใดเป็นอุบาสก บุตรเหล่านั้นแลชื่อว่าเป็นบุตรในโลก
บุตรเหล่านั้นมีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ผู้ (โอบอ้อมอารี)
รู้ความประสงค์ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมรุ่งเรืองใน
บริษัททั้งหลาย เปรียบเหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ
ฉะนั้น ฯ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เพิงชุมพวง



ความเห็น (0)