ตอนที่ 6 เบิกโรง งานโลกกว้าง

ราวๆ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ พี่บุญล้อมโทรศัพท์ มาบอกว่า หลวงปู่กลับมาแล้ว แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอบอกว่ามาตั้งแต่วันที่ ๑๗ เพื่อเตรียมรับเทียนพรรษาของวัดอ้อน้อยที่จะนำมาถวายวันที่ ๑๘ กรกฎาคม เธอบอกว่า หลวงปู่ถามถึงอีบอด และไอ้เพชรด้วยแหละ ครอบครัวเราดีใจกันยกใหญ่ นึกไม่ถึงว่า ท่านจะกลับเร็วอย่างนี้ เพราะก่อนไปธิเบต หลวงปู่ส่งข่าวว่าจะกลับราวๆ ต้นเดือนสิงหาคม

ทราบต่อมาว่าหลวงปู่ไม่ได้ไปธิเบตแต่ไประยอง ท่านเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน ถึงรู้ว่าท่านกลับมาแล้ว เราก็ยังไปที่ถ้ำทันทีไม่ได้ เพราะติดธุระ ในที่สุดวันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม เราจึงมีโอกาสขึ้นถ้ำ ไปถึงถ้ำรู้สึกแปลกตาไปมาก บันไดใหม่เสร็จแล้ว นี่แหละสมกับได้ชื่อว่า เป็นนักพัฒนาจริงๆ ท่านมีคาถาของนักพัฒนาอยู่ว่า

"ริเริ่ม เร่งรีบ รวดเร็ว และต้องเรียบร้อยในที่สุด"

คณะกรรมการกำลังเตรียมสถานที่เพื่อทำพิธีวันปลูกต้นไม้ ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม หลวงปู่แต่งตั้งให้ฉันเป็นประชาสัมพันธ์ ฉันก็รับปากไปอย่างนั้น สมัยนั้นหาโฆษกยาก ไม่มีใครขันอาสาเหมือนเดี๋ยวนี้ ท่านคงเห็นฉันพูดจาฉะฉานกระมัง หารู้ไม่ว่าฉันเป็นโรคกลัวไมค์ที่สุด ใจคิดว่าคงไม่ได้มาร่วมงานเพราะไม่ตรงกับวันหยุด ไม่อยากลาโรงเรียน แต่พอถึงวันจันทร์ที่ ๒๖ ไม่รู้เป็นอย่างไร เราสองคนเผ่นขึ้นถ้ำราวกับต้องมนต์สะกด หัวใจมันร่ำร้องจะมาถ้ำ ถึงบริเวณเชิงเขาเห็นคณะทำงานจัดปะรำพิธีเรียบร้อยแล้ว มีไม้ดอกไม้ประดับวางเรียงรายหน้าปะรำสวยงามดี ภายในปะรำมีป้ายนิเทศแสดงรายชื่อกรรมการ คณะแม่ครัวประกอบ ด้วย แพว(อีแหมบ) พี่นิด พี่เล็ก ฯลฯ เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้พร้อม สำหรับพี่ยูรประธานชมรมของเรารู้สึกจะเครียด หน้าเป็นมันเชียว คงกลัวว่างานจะออกมาไม่ดี เพราะนี่เป็นงานใหญ่ชิ้นแรก แต่สุดท้ายงานออกมาดีเกินคาด เป็นเพราะบารมีและความสามารถ ของหลวงปู่แท้ๆ

หลวงปู่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่มีความกังวลใดๆ องอาจเสมอ แต่ไม่หยิ่งผยอง ป่าไม้และปลัดอำเภอหัวหินมาด้วย นายอำเภอคงให้มาสำรวจตรวจสอบดูลาดเลา ธรรมดาของนักปกครองที่รอบรู้และรอบคอบ ทหาร ๔ นายช่วยกันยกรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลขึ้นถ้ำ ลักษณะเป็นหินแท่งแบบศิลาจารึก ทำจากหินแกรนิต สูงประมาณ ศอกกว่าๆ มีฐานรองรับ แกะสลักองค์ท่านท้าวนูนออกมา ๔ ด้าน ลงสีสวยงามมาก นานวันทุกคนเริ่มรู้ถึงฤทธานุภาพของท่านท้าวฯ แต่เป็นเรื่องราวของศิษย์ที่มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย มีกิจการใหญ่โต หลวงปู่จะให้ยืมไปบูชา ถ้ามีปัญหาเรื่องการค้า (ท่านทำไว้มากกว่าหนึ่งแท่น) ต่อมาภายหลังถึงจะมีคนคิดทำเป็นกิจลักษณะให้พวกเราได้บูชากันถ้วนทั่ว ของอย่างนี้ต้องแล้วแต่ศรัทธา ถ้าไม่ศรัทธาก็จะไม่รู้คุณค่า ความจริงหลวงปู่ให้คนที่มีธุรกิจใหญ่ๆ บูชา คนทั่วไปนั้น ท่านไม่สนับสนุน ฉันพอจะเห็นเหตุผลตรงที่ว่า ต้องใช้เครื่องบูชามากมายพอสมควร เช่น หมูเห็ดเป็ดไก่ ขนมนมเนย ผลไม้ ฯลฯ ตั้ง ๔ ด้าน บูชาเสร็จห้ามเก็บไว้กินเองคนเดียว ต้องแจกจ่ายเป็นทาน รายจ่ายตรงนี้สูงทีเดียว ไม่เหมาะกับคนฐานะธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ถึงกระนั้นสุดท้ายก็มีบูชาเกือบทุกคน

จุดประสงค์ของหลวงปู่มิใช่จะให้พวกเรายึดติดการบูชาเทวดา เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องนอกศาสนา แต่ท่านท้าวฯ มิใช่เทวดาธรรมดา ท่านมีอุปการคุณกับพุทธศาสนามาก จึงสมควรที่เราจะบูชาท่านในเรื่องนั้น และการนำอาหารที่บูชาแล้วมาแจกจ่ายผู้คนก็ถือว่าเป็น การสะสมบารมี แต่ก็มีหลายคนที่พบกับสิ่งมหัศจรรย์ของท่านท้าวฯ แล้วมาเล่าสู่กันฟัง ก็ว่ากันไป

เราเดินขึ้นถ้ำ ขณะนั้นเย็นมากแล้ว ขอเล่าแทรกนิดหนึ่ง หลวงปู่ให้พี่บุญล้อมติดต่อช่างปูนปั้นกับช่างแกะสลักไม้ เพื่อนำไปตกแต่งโบสถ์ที่วัดอ้อน้อย นอกจากนั้นยังให้หาช่างมาลงรักปิดทอง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ในถ้ำด้วย ช่างจากเพชรบุรีมาดูแล้วเสนอราคาค่อนข้างสูง แต่พอเขารู้ว่าจะปิดทองเฉพาะที่ผิวเนื้อ ไม่ได้ปิด ทั้งองค์ เขาบอกว่าคงรับงานไม่ได้ เพราะไม่คุ้มกับที่เขาต้องเดินทาง มาไกล สุดท้ายพี่เล็กหัวหินรับอาสาพาช่างหนุ่มซึ่งรู้จักกันดีมารับงานนี้ เขาใช้วิธีทาสีแล้วปิดทอง เพราะงานลงรักเป็นงานที่ทำได้ยาก เนื่องด้วยยางรักเป็นของมีพิษ หาช่างสมัยนี้ทำได้ยาก เมื่อได้ช่างมาปิดทองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หลวงปู่ถือโอกาสให้เขาเหมารับจ้าง ทำงานอื่นอีก เช่น ปิดทอง "พระเครื่องสังกัจจายน์" (รุ่นเสาร์ ๕) ปิดทองทาสีรูปแกะสลัก "ท้าวจตุโลกบาล" กับทาสีปิดทอง "พระโพธิสัตว์วัชรปัญญา" ซึ่งหลวงปู่ได้มาจากธิเบต ช่างพอใจที่มีรายได้เพิ่ม แต่หลวงปู่ฉลาดมาก ท่านจ้างในราคารับเหมา จึงค่อนข้างถูก และในขณะเดียวกันช่างก็พอใจ เพราะหลวงปู่สอนงานศิลปะบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เลยแลกเปลี่ยนกัน เท่านั้นยังไม่พอ หลวงปู่ยังคิดค่าวิชากับเขาอีก เช่นจ้างวันละ ๔๐๐ บาท แต่ขอหักค่าวิชาวันละ ๑๐๐ บาท เหลือเงินที่จะต้องจ่ายให้ช่างวันละ ๓๐๐ บาท เท่านั้น

หลวงปู่มีหัวคิดทันสมัย และฉลาดเหนือผู้อื่นเสมอ ท่านยังเคยสอนให้คนในวัดอ้อน้อยค้าขายจนร่ำรวยไปแล้วคือ ลงทุนซื้อ ทุเรียนไปขาย แต่หลวงปู่เองไม่เคยมีเงินเก็บเลย ท่านไม่ใช่พระที่นั่งหลับตาเทศน์บนธรรมาสน์ แต่เป็นครูทางวิญญาณของโลกมนุษย์ ก็ว่าได้

วกกลับมาเรื่องเดิม หลวงปู่กำลังลงสี "พระสังกัจจายน์" ต่อไปเรื่อยๆ ปากก็พูดไป มีพวกเราที่เพิ่งขึ้นมานั่งร่วมวงสนทนา คุยเรื่องตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับป่า ทางป่าไม้เกรงว่าหลวงปู่จะมีปัญหาแบบพระประจักษ์ ซึ่งปรากฏว่า หลวงปู่รู้ดีกว่าที่เขาคิด หลวงปู่เล่าว่า ครั้งหนึ่งนายแพทย์ประสพ รัตนากร นิมนต์ท่านให้ไปร่วมอภิปรายกรณีพระประจักษ์ ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มีคนถามท่านว่า พระประจักษ์ผิดไหม หลวงปู่ตอบว่าผิดในแง่ไหน ถ้าพูดถึงแง่นักอนุรักษ์ธรรมชาติก็ไม่ผิด ถ้าในแง่กฎหมายก็ผิด และในแง่ทางสงฆ์ก็ผิด เพราะไม่สำรวม ไปมี เรื่องกับฆราวาส และมิใช่กิจของสงฆ์

สนทนาไปได้สักครู่ ป่าไม้กับปลัดอำเภอรู้สึกพอใจมาก เริ่ม เข้าใจว่า ชมรมของเรามิใช่ขี้ไก่อย่างที่เขาคิดเลย (ไม่ใช่ขี้ขาว หรือ ขี้ไก่หล่น) มืดแล้วเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็ลากลับ

ตลอดเวลาการสนทนา หลวงปู่ใช้คำว่า "ฉัน" แทนตัว พูดไพเราะนิ่มนวล แต่พวกเราฟังแล้วรู้สึกว่าท่านช่างห่างเหินกับเขาทั้งสองเสียนีกระไร

พี่ยูร พี่เดช พี่เดิม กับอีกสองสามคน (ไม่รู้จัก) มารวมตัวกันในถ้ำ หลวงปู่สั่งให้ไปจัดขนม นม เนย ผลไม้ พร้อมทั้งดอกไม้ ธูป เทียน มาตั้งบูชา และอัญเชิญท้าวจตุโลกบาล ตั้งกระถางธูป ๔ ด้าน ปักธูปกระถางละ ๘ ดอก ตั้งเทียนไว้ ๔ มุม รอเวลาบวงสรวงตอน ๓ ทุ่มตรงเป๊ะ อย่าให้ขาดให้เกิน หลวงปู่ย้ำว่า เวลาจุดธูปบูชา ให้จุดพร้อมกัน ๔ ด้าน ให้แต่ละคนจองว่าจะจุดด้านไหน ห้ามจุดคนละทีสองที จะกลายเป็นว่าลำเอียงต่อเทพทั้ง ๔ รายการนี้ เห็นชัดๆ ว่า การบูชาท่านท้าวฯ ทำให้กิจการการทำธูปเจริญก้าวหน้า เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมในครัวเรือนได้ดีอีกทางหนึ่ง

ถามหลวงปู่ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือ ถึงได้จัดทำพิธีแบบนี้ เพราะหลวงปู่เคยบอกว่า ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนสวดมนต์อ้อนวอนขอพรพระเจ้า

ท่านตอบว่า มันมีจริง มันเป็นพลังชนิดหนึ่ง (พลังอนันต์ พลังอมตะ ทำนองนั้นหรือเปล่าไม่รู้) แต่ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะมีวันหมด

โดยเฉพาะท่านท้าวฯ ทั้ง ๔ เป็นเทพระดับมหาราช เป็นอริยเทวดา (เทวดาที่ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้น) มีหน้าที่ปกปักรักษาโลก และสวรรค์ทั้ง ๔ ทิศ เรากราบไหว้อริยบุคคลไม่น่าจะเสียหายตรงไหน ฉันเลือกด้านท้าวเวส-สุวรรณ เพราะรู้จักดี

หลวงปู่เอ็ดว่า "มึงเป็นผู้หญิง เลือกยักษ์ทำไม ไปเลือกด้านอื่นเถอะไป๊" ฉันจึงขยับมาอีกด้านหนึ่ง สามีนั่งอีกด้านหนึ่ง หลวงปู่สั่งให้พี่เดิมตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวดชุมนุมเทวดา ใครคนหนึ่งบอกหลวงปู่ว่านำสวดให้ลูกหลานมิดีกว่าหรือ

ท่านตอบว่า ไม่ได้ ท่านเป็นพระจะไปสวดมนต์กราบไหว้ พวกพรหม พวกเทวดาไม่ได้ เพราะ "พระมีศักดิ์สูงกว่าเทวดา" พระหมายถึง ประเสริฐ ดี เลิศ งามพร้อม ดูเอาเถิดว่าเป็นพระนี่สูงส่งขนาดไหน น่าจะภูมิใจสำหรับผู้ครองผ้าเหลือง แต่ทำไมถึงได้ทำอะไรให้เป็นข่าวลงหน้าหนึ่งมิว่างเว้น มีดีอยู่กับตัวแล้วยังไม่รู้คุณค่า

ครั้นได้เวลา ๓ ทุ่มตรง ทุกคนก็ลงมือจุดเทียน พี่เดชไม่ฟังอีร้าค่าอีรม คว้าธูปจุดทันที ใครทักท้วงว่าอย่าเพิ่ง พี่แกไม่ได้ยิน ไม่ฟัง น่าโมโห กำธูปก้มหน้าทำปากขมุบขมิบไปตามเรื่อง น่าตีด้วยไม้หน้าสามจริงๆ ดูๆ ไปก็น่าขำ ส่วนพี่เดิม (มหาเปรียญเก่า) นำสวดนะโม ๓ จบ แล้วสวดชุมนุมเทวดาทำเสียงลงลูกคอ หลวงปู่ ล้อว่า สวดชุมนุมเทวดาสำเนียงลาว

เสร็จพิธีก็แยกย้ายออกจากถ้ำ เราเดินลงใต้ถุนศาลาเข้าห้องเก็บของ กางมุ้งนอนตามระเบียบ ได้ยินเสียงใครพูดว่า หลวงปู่ลงข้างล่าง (บันไดเก่า) เพื่อจะไปดูแลให้กำลังใจแก่แม่ครัว ซึ่งกำลัง ต้มไข่อยู่ที่ตีนบันได

นี่แหละหลวงปู่ของเรา ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนหรือเหนื่อยอ่อนเพียงไรก็ตาม หลวงปู่ไม่เคยเกี่ยงงอน ท่านจะอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ ท่านจึงอยู่ในดวงใจของศิษย์ทุกคน ความจริงท่านกำลังสอนพวกเราให้รู้จักเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เราก็รู้ แต่มันง่วงนี่นา ขอนอนก่อนนะ ก่อนจะหลับไปยังได้ยินเสียงหัวเราะของแม่ครัวดังมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะอีแหมบ ถูกหลวงปู่ล้อเลียนมากกว่าเพื่อน พรรคพวกก็คอยส่งเสียงเชียร์ดังเฮฮา หลวงปู่กำลังสร้างบรรยากาศอันครื้นเครงให้พวกหล่อนเป็นการคลายเครียด และจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป

ท่านเป็นพ่อแม่ของลูกหลานทุกคน ไม่มีอคติใดๆ ไม่ว่าลูกคนนั้นจะเป็นอย่างไร ขยัน เกียจคร้าน ซื่อสัตย์ หรือ เหลวไหล ท่านจะให้ความรักความเมตตาเสมอกันหมด คนไหนทำตัวไม่เหมาะสม ท่านจะรีบดุด่าว่ากล่าวด้วยใจอารี ซึ่งเราจะสัมผัสได้ ฉะนั้นสังคมของหลวงปู่จึงมีความหลากหลายน่าลองอย่างนี้แหละ

สิ่งที่น่าทึ่งคือ ท่านสามารถนำพวกเขาเหล่านั้นมาอยู่รวมผนึกกำลังสร้างสรรค์สังคมได้อย่างไร? ถ้าจะเปรียบไปแล้ว หลวงปู่ ก็เป็นนักจัดแจกันดอกไม้ชั้นเยี่ยม ที่จะรวมดอกไม้นานาชนิดตั้งแต่ ดอกหญ้ายันดอกกล้วยไม้ราคาแพง ให้ลงตัวได้อย่างเหมาะเจาะสวยงามชวนเพ่งพิศในแจกันลายครามใบโต

ฉันตื่นแต่เช้ามืดรีบเข้าห้องน้ำ พบพี่นิดกับพี่เล็กซึ่งนอนในถ้ำรออยู่หน้าห้องน้ำก่อนแล้ว พอเสร็จธุระ พี่นิดบอกว่าอาหารว่างมื้อเช้านี้ให้ทำบนถ้ำในครัวหน้ากุฏิหลวงปู่เพื่อถวายพระซึ่งมี ๕ รูป มื้อเพลแม่ครัวข้างล่างจะทำถวาย เราเข้าครัวก่อไฟฟืน ต้มน้ำชา กาแฟ โอวัลติน สมัยคุณปราณีอยู่เธอใช้เตาแก๊ส พอเธอไปไม่มีใครซื้อแก๊ส ถึงมีหลวงปู่ก็ไม่อนุญาต ท่านให้ใช้ฟืน มิฉะนั้นจะบ่นด่าไม่เลิกถ้าใครใช้แก๊ส พอคุณปราณีไม่อยู่ ครัวเริ่มสกปรก เพราะแม่ครัวมาจากหลายที่ แต่ละคนประณีตไม่เท่ากัน นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะคุณปราณีเริ่มถอย มาเห็นครัวแล้วคงทำใจไม่ได้ เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน คุณปราณีกับคุณวันเพ็ญจะทำประณีต อร่อย พอมาเจอแม่ครัวรวมมิตร อาหารเริ่มไม่เป็นรส จนหลวงปู่ ถึงกับออกปากว่า สมัยอยู่กับคุณปราณีมีแต่ของดีๆ กิน พวกเรานี่แย่มาก อาหารสุกเกิน ดิบเกิน ข้าวไหม้ ข้าวแฉะ กับข้าวเค็มไป จืดไป เผ็ดไป ฯลฯ โดยเฉพาะข้าว หุงทีไรเป็นสามกษัตริย์ทุกครั้ง บางครั้งท่านถึงกับต้องเลิกฉันกลางคัน ท่านบ่นดังๆ ว่า "นี่พวกมึงไม่ถูกผัวเตะหรือกระทืบบ้างหรือ ทำอาหารอย่างนี้น่ะ"

ไม่ใช่ว่าหลวงปู่เห็นแก่กิน แท้จริงท่านกำลังให้บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายได้รู้ว่า ผู้หญิงกับการปรุงอาหารเป็นของคู่กัน ถ้าอาหารแค่นี้ยังทำให้ดีไม่ได้ ถือว่ายอดแย่! เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติธรรมทีเดียวสำหรับผู้ครองเรือน ถ้าเช่นนั้นแล้วจะพัฒนาตนไปสู่นักปฏิบัติขั้นสูงได้อย่างไรกัน ของหยาบๆ อย่างนี้ยังทำให้ดีไม่ได้ จะไปรับรู้ธรรมะขั้นละเอียดได้อย่างไร รู้สึกว่าแม่ครัวชุดนี้ รวมไปถึงแม่ครัววัดจะสอบไม่ค่อยผ่านตราบเท่าทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องของพรสวรรค์บวกกับสามัญสำนึก

พอพวกเราแสดงความน้อยใจว่าแม่ครัวจนๆ จะไปสู้อะไรกับแม่ครัวร่ำรวยได้ล่ะ ไม่มีเงินจะซื้อรังนก โสม เห็ดหอม ฯลฯ ให้หรอก ท่านก็ใจอ่อน "เออ! กูรู้ กูก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เพื่อให้พวกมึงตั้งใจทำอาหารให้ดีกว่านี้ กูพอใจจะกินปลาร้ามากกว่าหมูแฮม ไข่ดาวของอีณีมัน" พวกเราได้ยาหอมอมยิ้มแก้มตุ่ยเป็นแถว

พูดวกวนนอกเรื่องเสียนาน กาแฟเย็นหมด รีบจัดขนมปังและผลไม้ถวายพระ หลวงปู่ลงข้างล่างไปตรวจความเรียบร้อยของการเตรียมงาน และเป็นกำลังใจให้กับกลุ่มที่ทำงานทุกกลุ่ม ว่าไปแล้วนึกแปลกใจ ทำไมหลวงปู่ถึงขึ้นลงบันไดถ้ำเป็นว่าเล่น วันหนึ่งๆ หลายเที่ยว ทำราวกับขึ้นบันไดบ้าน ท่านเดินช้าๆ แต่ถึงที่หมายเร็ว ใช้วิชาลม ๗ ฐานแน่นอน ไม่มีอาการเหนื่อยหอบเลย เสียงคนข้างล่างตะโกนขึ้นมาให้คนข้างบนเอาบัวรดน้ำ ผ้าขี้ริ้ว ค้อนตะปู ฝาโอ่ง ลงไปให้ที เราเป็นคนนำลงไปพร้อมอาหารถวายหลวงปู่

หลวงปู่นั่งอยู่ที่กองหินตีนบันไดใกล้โรงครัวชั่วคราว ท่านกำลังบัญชางานในครัว มีพี่นิดกับพี่เดิม ๒ คน อีแหมบไปตลาดซื้อของ เราไปช่วยพี่นิดหุงข้าว ความจริงฉันมีหน้าที่เป็นโฆษก แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี เลยทำไม่รู้ไม่ชี้ กรรมการเห็นช่างพูด เลยแต่งตั้งให้ทำหน้าที่นี้ หารู้ไม่ว่า ท่าดีทีเหลว พี่เฉลิมชัย น่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าแต่ก็ต้องปลุกปล้ำเครื่องปั๊มน้ำทุกครั้งที่ขึ้นถ้ำ ไม่เป็นอันทำอะไร

เครื่องปั๊มน้ำตัวนี้มีเรื่องยาว แต่จะเล่าสั้นๆ คือ ตั้งแต่ซื้อมา ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้จนทุกวันนี้ กว่าจะทำหน้าที่ได้ต้องงอแง เสียก่อน สำหรับเราๆ ท่านๆ อาจจะรู้สึกเครียดหรือรำคาญกับมัน แต่หลวงปู่ถือว่านั่นเป็นงานท้าทาย ท่านพูดเสมอว่า

"ลูกรัก... ชีวิตคือการต่อสู้ ปัญหาคือการเรียนรู้ ศัตรูคือครูของเรา"

ตอนนี้นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ที่อยู่ใกล้แถวนั้นเริ่มทยอย มาบ้างแล้ว บ้างก็เข้ามาในครัวช่วยปอกไข่

หลวงปู่ต่อว่าฉัน "อีบอดนี่พิลึก มันพูดเป็นต่อยหอยอย่างนี้ พอเอาเข้าจริงๆ เขาให้ไปเป็นประชาสัมพันธ์ มันดันไม่เป็น"

ฉันได้ยินหลวงปู่พูดเช่นนั้น ฮึดขึ้นมาในใจว่า เอาแหละวันนี้เห็นทีจะต้องแสดงฝีมือเสียบ้าง ว่าแล้วก็เดินอาดๆ ออกไปยังหน้าปะรำพิธี ขณะนั้นยังไม่ค่อยมีบุคคลภายนอกเท่าไรนัก มีแต่พวกเราซึ่งเป็นคณะกรรมการ บรรยากาศยังเงียบเหงา รู้สึกใจกล้า คว้าไมค์ไปยืนหลบแดดที่โคนต้นไทรหน้าปะรำ พูดจ้อ แรกๆ ก็สั่น พูดถูกพูดผิด เพราะไม่เคยเวที ผู้คนเริ่มทยอยมา สักพักใหญ่ๆ จ่าเวียงถือฝาโอ่งเดินมาหา บนฝามีพวงมาลัยพลาสติกสีแสบตา พวงยาวใหญ่ ซึ่งใช้คล้องฐานพระในถ้ำ ๑ พวง ไข่ไก่ดิบ ๑ ฟอง น้ำเย็น ๑ แก้ว ยาหม่องตราลิง ๑ ตลับ จ่าบอกว่า หลวงปู่สั่งให้เอามาให้เพื่อเป็นกำลังใจ

หลวงปู่มีอารมณ์ขันมาก บรรยากาศเริ่มครื้นเครง ผู้คนเห็นฉันแล้วพากันหัวเราะคิกคัก นักเรียนโรงเรียนหนองพลับวิทยา หนองกระทุ่ม หนองซอมากันแล้ว ขาดโรงเรียนโรตารี่เพราะติดกิจกรรมที่โรงเรียน แต่อาจารย์ใหญ่ของเขามาร่วมด้วย ทหารค่ายธนรัชต์ ปราณบุรี ตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร หัวหิน ผู้กำกับฯ รองผู้กำกับฯ ผู้พันฯ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านก็มากัน ฉันหยิบพวงมาลัยคล้องคอ ไข่ไก่ใส่กระเป๋า ยาหม่องทาจมูกแล้วใส่กระเป๋า ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม คืนแก้วให้จ่าเวียง ไม่ขัดบัญชาหลวงปู่อยู่แล้ว

ผู้คนบริเวณนั้นคงแปลกใจว่า ยายนี่บ้าหรือเปล่า แต่เขาเป็น ผู้ดีพอ ไม่แสดงออก ใกล้เวลา ๙.๐๐ น. ท่านนายอำเภอ คุณนาย พร้อมทั้งคณะติดตามมาถึง นายอำเภอเป็นคนร่างสูงสมส่วน ผิวขาวอมชมพู หน้าตาหล่อเหลาแบบพระเอกหนังตะวันตก คะเนว่าอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปแล้ว ท่านเคยเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภรรยาท่านรูปร่างบอบบางหน้าตาแบบสาวชาวเหนือ งานนี้มิใช่งานธรรมดาเสียแล้ว จำต้องทำหน้าที่โฆษกจำเป็นต่อไป พี่ประยูรคอยเวียนมาให้กำลังใจเป็นระยะๆ พี่เดิมกับพี่เดชก็มาพูดเย้าแหย่บ้าง ถ้ารู้ว่าจะมีเจ้านายมา คงไม่กล้ารับอาสาหรอก คิดถึงพี่เฉลิมชัย ป่านนี้คงซ่อมเครื่องปั๊มน้ำสบายใจเฉิบไปแล้ว

หลวงปู่พูดขันๆ ว่า "เครื่องสูบน้ำเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ท่อส่งน้ำก็เปลี่ยนแล้ว ยังเหลือแต่คนซ่อมไม่ได้เปลี่ยนสักที"

ขอถือโอกาสแทรกเรื่องพี่เฉลิมชัยสักหน่อย พี่เฉลิมชัยเป็นลูกพี่ลูก-น้องกับพี่เดช นามสกุล "ไชยสิงห์" เหมือนกัน เขาเป็นศิษย์ ของหลวงปู่หลุย ครั้นสิ้นหลวงปู่หลุย พี่เฉลิมชัยอธิษฐานขอให้ได้พบกับอาจารย์คนใหม่ วันหนึ่งพี่เฉลิมชัยมานั่งทำสมาธิที่ถ้ำไก่หล่น หลวงปู่นั่งอยู่อีกที่หนึ่ง มือทำงานไปเรื่อยๆ ปากก็พูดว่า

"คนมันโง่ เห็นงูนึกว่าพญานาค เห็นพญานาคนึกว่างู"

หลวงปู่ไม่หยุดแค่นั้น ท่านพูดซ้ำๆ ซากๆ จนพี่เฉลิมชัยรำคาญ นึกในใจว่า พระองค์นี้ถ้าจะบ้า พูดอยู่ได้ หนวกหู เมื่อไร จะหยุดพูดเสียที เพียงคิดแค่นี้เท่านั้น หลวงปู่หยุดกึก ราวกับรู้ความในใจของพี่เฉลิมชัย

พี่เฉลิมชัยเริ่มเอะใจว่า พระองค์นี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว จึงเดินเข้าไปสนทนาด้วย แล้วก็ประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า นี่คืออาจารย์คนใหม่ของเขา ธรรมะของท่านพิสดารลึกซึ้งเกินกว่าที่คิดนัก

วกกลับมาเรื่องงานต่อ นายอำเภอเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า ขอให้รอคณะกิ่งกาชาด ซึ่งจะมาสมทบพร้อมกับนำผลไม้มาบริจาค ตอนนี้ท่านขอตัวขึ้นไปหาหลวงปู่บนถ้ำก่อน จึงเรียนท่านว่า ทำพิธีแล้วค่อยขึ้นถ้ำไม่ดีหรือ เพราะขึ้นถ้ำต้องใช้เวลานาน จะไม่ทันลงมาทำพิธี พอดีสามีซึ่งหลวงปู่สั่งให้มีหน้าที่คอยให้คำอธิบายข้อมูลที่นายอำเภอซักถาม เรียนนายอำเภอว่า หลวงปู่อยู่ข้างล่างในโรงครัว ท่านจึงไปกราบหลวงปู่ (โปรดสังเกตว่าหลวงปู่ไม่ออกมาพบหน้านายอำเภอ ตอนนั้นท่านไม่เปิดตัว ไม่รับแขกเหมือนสมัยหลังๆ ต่อให้ใหญ่มาแค่ไหน หลวงปู่ก็ไม่ต้อนรับ ท่านบอกว่าไม่ได้บวชเพื่อมารับแขกหรือเอาใจใครๆ)

สามีเล่าว่าหลวงปู่ไม่ยินดียินร้ายอะไรนัก ไม่มองหน้าด้วยซ้ำ เหมือนหยิ่ง แต่นั่นเป็นสิ่งที่หลวงปู่ปรารถนา คือให้ใครๆ เข้าหน้าไม่ติด จะได้ไม่ถูกรบกวน ท่านคงถูกรุมห้อมล้อมสมัยอยู่วัด จนเหม็นเบื่อหน้าคน ถึงกับต้องหลีกลี้หนีหน้าออกจากวัดในกาลต่อมา

เลยเวลา ๙.๐๐ น. เล็กน้อย คณะกิ่งกาชาดก็มาถึง คณะผู้มีจิตศรัทธาจากปราณบุรีก็มาถึงพร้อมทั้งอาหารหวานคาว ทางครัวเรามีกาแฟ คุกกี้ ข้าวห่อผัดพริกกะเพรา ไข่ต้ม ร้านพรศรีหัวหิน บริจาคไอศครีมสุดอร่อยหนึ่งถัง บริเวณสองข้างทางเต็มไปด้วยรถนานาชนิดจอดเรียงราย บ้างก็เลยไปจอดยังแนวสันเขื่อน ผู้คนคราคร่ำคึกคักพอสมควรทีเดียว ถึงตอนนี้คณะกรรมการของชมรมฯสามารถทำงานผสานผสมกลมเกลียวได้อย่างดีเยี่ยม สีหน้า ของพี่ยูรดีขึ้นมาก เป็นอันว่าไม่หน้าแตกแน่ๆ ต้องยกความสามารถ ในการจัดงานให้หลวงปู่ ฉันคนหนึ่งละที่ใจเต้นตุ้มๆ ต้อมๆ เพราะ เพิ่งรู้จักหลวงปู่ไม่ถึงปี ถึงจะยอมรับธรรมะของท่าน แต่ยังไม่แน่ใจ ในฝีมือการจัดการ เกรงงานจะล้มเหมือนกัน นี่เป็นงานแรก แต่พอมีงานใหม่ก็กังวลแบบเดิมอีก จนระยะหลังๆ ๔-๕ ปีผ่านไป จึงได้ประจักษ์ชัดว่า ท่านแน่จริงๆ หมดสิ้นข้อสงสัยในการงาน

ไม่เหมือนพระในธานีดีแต่เทศน์
ลองสังเกตทำอึมครึมไม่ซึมสิง
ความรู้น้อยฝอยเป็นเข่งไม่เก่งจริง
ท่านแน่ยิ่งสุดเสกสรรพรรณนา