คณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตลอดจนแขกผู้มีเกียรตินั่งในปะรำ ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน เข้าแถวหันหน้าเข้าหาปะรำ โฆษกเรียนเชิญนายอำเภอจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทุกคนสงบนิ่ง ได้ยินเสียงใบไม้กระทบกันเกรียวกราวยามลมพัดกรรโชกมา นกร้อง จิ๊บๆ อยู่บนยอดไม้ท่ามกลางความเงียบสงบ แต่เหมือนถูกสยบด้วยอำนาจและพลังเร้นลับที่แอบแฝงอยู่ จะมีใครรู้บ้างไหมหนอว่า มีบุรุษห่มเหลืองท่านหนึ่ง ยืนดูความสำเร็จอยู่เบื้องหลังอย่างสงบเงียบ ไร้ความรู้สึกนึกคิดใดๆ ที่เป็นผงธุลี มีแต่ความคิดที่เต็มไปด้วยประโยชน์บริสุทธิ์สร้างสรรค์ทุกขณะจิต บุรุษอาชาไนยหมื่นอารมณ์ แต่ไร้ร่องรอยและไร้การยึดติดในอารมณ์นั้นๆ หลวงปู่เอกบุรุษของเรื่องนี้ ท่านเก็บตัวเงียบอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งกลางหุบเขาถ้ำไก่หล่น
เมื่อนายอำเภอจุดธูปเทียนเสร็จ ก็เดินมายืนบนแท่นหน้าปะรำ พี่ยูรกล่าวรายงาน เมื่อรายงานจบ พี่ยูรเรียนเชิญนายอำเภอกล่าวสุนทรพจน์ ท่านแสดงความยินดีพอใจกับกิจกรรมนี้ พูดถึงการบุกรุกทำลายป่าของชาวบ้าน ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันรักษาป่าแห่งนี้ไว้สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน จากนั้นก็ร่วมพิธีปลูกต้นไม้ กระจาย ๒ จุด จุดแรกปลูกบริเวณป่าด้านใน จุดที่สองปลูกบริเวณทางเข้าถ้ำซึ่งอยู่ด้านนอก ปลูกต้นไม้เอาฤกษ์เอาชัยแล้วนายอำเภอพร้อมทั้งคณะพากันขึ้นถ้ำ ฟังหลวงปู่แสดงธรรม
๑๑.๐๐ น. รับประทานอาหารพร้อมกัน กิจกรรมเสร็จสิ้นผู้คนทยอยกลับเหลือแต่คณะกรรมการ ความเงียบเริ่มเข้ามาเยือนอีกครั้งหนึ่ง ตลอดงาน พลซึ่งเป็นน้องชายพี่จรรยาเป็นผู้บันทึกภาพด้วยกล้องวิดีโอ ส่วนสุชาติถ่ายภาพนิ่ง เมื่อไม่มีคนนอกแล้ว หลวงปู่ลงมาที่ปะรำสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงตามเคย ถึงคราวเก็บของส่งคืนแหล่งที่ยืมมา ส่วนของที่ถ้ำช่วยกันยกขึ้นข้างบน ถึงตอนนี้เริ่มรู้สึกเปลี้ยๆ กันเสียแล้ว เพราะเหนื่อยมาทั้งวันทั้งคืน
หลวงปู่เห็นเช่นนั้นก็ใช้ลูกเล่นโดยพูดว่า "เมื่อคืนกูฝันเห็นตัวเลขตั้ง ๗ ตัว" ท่านหยุดพูด ทุกคนหูผึ่ง นิ่งขึง เตรียมฟังกันเต็มที่ ท่านพยักหน้าให้ทุกคนหันไปดูพี่เดิม ซึ่งยืนแอบหลังต้นไทร อีกด้าน พี่เดิมทำปากจู๋ๆ จมูกฟุดฟิด ตากลิ้งลอกแลก
หลวงปู่พูดว่า "โปรดสังเกตไอ้เดิม! " พวกเราหันหน้าไปดูพี่เดิม แล้วฮากันลั่นป่า พี่เดิมยิ้มอายม้วน
"มันเดินไปแล้ว ยังถอยหลังมาฟังอีก อื้อหือ! เหลือเกิน ไอ้นี่....กู ฝันเห็นตัวหน้าคล้ายๆ เลข ๗ แล้วมีเลข ๓ แล้วเลข ๕.... ตัวเลขมันซ้ำๆ กันนะ..... มี ๒ ด้วย"
หลังๆ ชักพูดเลอะ อีแหมบคว้ากระดาษกับปากกาจดยิกๆ หลวงปู่ไม่นิยมเรื่องหวยเลย ท่านยังแช่งพวกบ้าหวยว่า ขอให้มันถูกกิน ไม่ทราบว่าวันนี้เป็นอย่างไร ท่านจึงพูดอย่างนี้ จะมาไม้ไหนก็ไม่รู้ ถึงอย่างไรก็ตามที เราสนใจจดไว้ก่อนเผื่อท่านจะเมตตา (เลขที่ท่านเอ่ยนั้นหวยออกจริงๆ แต่ไม่มีใครถูก เพราะตีปริศนาไม่ออก โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "เลขมันซ้ำๆ" มันมีเลขซ้ำๆ ๒ ตัวจริงๆ แต่จำไม่ได้ว่าเลขอะไร)
ท่านพูดต่อไปอีกว่า "ใครยกพระพุทธรูปถูกรางวัลที่หนึ่ง" เท่านั้นแหละ พี่เดิมผวาเข้าไปยกพระพุทธรูปกอดไว้แน่นเชียว เรียกเสียงหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็มีรายการอื่นๆ ตามมาอีกเช่น ยกไอ้นั่นรางวัลเลขท้ายสามตัว ฯลฯ
ฉันแกล้งพูดดังๆ ว่า "หลวงปู่เปลี่ยนแล้วนะ ใครยกกล่องใบนี้ถูกรางวัลที่หนึ่ง ส่วนพระพุทธรูปเลขท้ายสองตัวก็พอ" พี่เดิมซึ่งเดินไปตั้งไกลแล้วยังกลับหลังหันมาอีก พวกเราหัวเราะจนงอหาย ไม่ได้ถือเป็นจริงจังอะไรหรอก เพียงแต่เล่นสนุกสนานกันเท่านั้นเพื่อคลายเครียด หลวงปู่เองยังหยอกล้อพวกเราอยู่เสมอ เป็นจิตวิทยาที่ท่านนำมาใช้กับลูกหลาน ท่านไม่เคยวางมาดอะไร ท่านจึงอยู่ในหัวใจของทุกคนที่ได้ใกล้ชิด วันนี้ท่านเหนื่อยไม่แพ้พวกเรา แต่ท่านยังอุตส่าห์ช่วยยกของขึ้นถ้ำ
ทหารบอกว่า หลวงปู่ให้ไปประชุมในถ้ำ ระหว่างรอคนให้ครบองค์ประชุม พวกเราถามท่านถึงเรื่องลม ๗ ฐาน ท่านย้อนว่า "มึงหายใจเข้าออกลึกๆ ได้หรือยังล่ะ" ทุกคนยิ้มแหยๆ แสดงว่า ไม่มีใครเข้าขั้นสักคน
เมื่อพร้อมหน้ากัน หลวงปู่ก็เริ่มซักถามถึงผลงานวันนี้ ให้ทุกคนออกความคิดเห็นถึงข้อดีข้อเสียของการทำงาน เรียกว่าประเมินผลงานกันนั่นเอง นี่คือวิธีการทำงานของหลวงปู่ ก่อนจะทำมีการประชุมปรึกษาหารือ ทำงานเสร็จมีการประเมินผล เพื่อจะนำ ไปปรับปรุงงานคราวต่อไป จะเป็นเช่นนี้ตลอดไปทุกงาน สรุปผลงานวันนี้เป็นที่น่าพอใจมาก ถึงจะเป็นงานชิ้นแรก แต่ก็ทำสำเร็จลงด้วยดี แสดงว่าพวกเรามีพลังความสามัคคีพอสมควรทีเดียว แต่ก็ต้องได้ผู้นำอันดีเลิศประเสริฐพร้อมอย่างหลวงปู่ด้วยแหละ
หลวงปู่แสดงธรรมสอดแทรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่ต้องการเอาหน้าเอาชื่อเสียงแต่อย่างใด ซึ่งหลวงปู่ก็ได้ทำให้ดูแล้ว เป็นตัวอย่าง
ในวันนี้ท่านย้ำถึงการใช้ "พลังของชีวิต" ไปในทางที่ถูกที่ควร (ท่านใช้ศัพท์ทันสมัยในการสอนธรรมะเสมอ เช่นคำว่า "พลัง") เป็นผู้ให้แก่โลก โลกก็จะตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่า อย่าทะนงตนว่าที่ทำไปในวันนี้ดีที่สุดแล้ว ยังหรอก.... นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น หลวงปู่ทำมามากกว่านี้หลายเท่านัก แต่หลวงปู่ยังไม่หยุดแค่นี้ ยังมีอะไรๆ ที่ท้าทายให้หลวงปู่ทำต่อไปอีก ถ้าชมรมฯทำตรงนี้ได้สำเร็จและมีผู้พอใจ ชมรมฯจะย้ายไปทำที่อื่นอีก ถ้ามีคนต้องการให้ทำ
สักครู่ทหารทยอยกลับ เหลือคณะกรรมการไม่กี่คน (ที่เคยลงชื่อสมัครไว้มากมาย ไม่ทราบหายหน้าไปไหน พวกนี้ทำอะไรหวังผล นึกว่าหลวงปู่จะเสกน้ำมนต์พ่นน้ำหมาก จะให้หวยอะไรทำนองนั้น) หลวงปู่ถามถึงเรื่องการตักบาตรเทโวว่าจะตกลงกันอย่างไร (เตรียมงานวันออกพรรษาตั้งแต่ตอนนี้เลยทีเดียว) มาถึงตอนนี้เกิดมีความคิดแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจัดเพราะเป็นการรื้อฟื้นประเพณีเก่าแก่ ซึ่งนับว่าจะลืมเลือนไปหมดแล้ว เช่น การแห่นางฟ้า เทวดา เป่าแตรสังข์ ดีดพิณน้ำเต้า การแทงหยวก แกะสลักฟักทอง ฯลฯ
อีกฝ่ายหนึ่งยังเข็ดขยาดกับงานที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปหยกๆ ก็ส่ายหน้าว่าไม่ไหว โดยเฉพาะพี่เดชเพิ่งฟื้นจากไข้ แกส่ายหัวพูดเสียงงึมงำตามแบบฉบับของแก
จะขอเล่าอะไรสอดแทรกสักเล็กน้อย วันจันทร์ที่ ๒ สิงหาคม เป็นวันอาสาฬหบูชา และวันอังคารที่ ๓ สิงหาคมเป็นวันเข้าพรรษา ทางชมรมฯตกลงกันว่าจะมีการถวายเทียน ผ้าอาบน้ำฝน เวียนเทียน ฟังธรรม หลวงปู่จะกวนยาหม่อง ระหว่างเข้าพรรษา เราคงจะปลูกต้นไม้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ จะปลูกป่าเป็นบริเวณกว้าง คือ ทิศตะวันออกจรดถ้ำลับแล ทิศตะวันตกจรดถ้ำพระธาตุ ซึ่งบริเวณทั้งสองนี้ถูกชาวบ้านบุกรุกทำไร่สับปะรดไปมากแล้ว แต่ทางถ้ำได้ตกลงกับชาวบ้านโดยผ่านทางสภาตำบลกับศูนย์โครงการพัฒนาที่ดิน ว่า รอให้เขาเก็บสับปะรดขายหมดก่อน เราใช้วิธีบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น
ป่าแห่งนี้มันมีข้ออธิบายว่า ถ้ำข้างบนเป็นของป่าไม้เขตเพชรบุรี ป่าเชิงเขาเป็นของศูนย์พัฒนาที่ดิน ส่วนเขื่อนใหญ่เป็นของกรมชลประทาน อู๊ย! ยุ่งน่าดู
เอ้า! เปลี่ยนเรื่อง วันออกพรรษาตรงกับวันที่ ๓๑ ตุลาคม จะมีพิธีหุงน้ำมันมนต์ช่วงเช้า บ่ายทอดกฐิน ซึ่งหลวงปู่ทำเพื่อหาเงินทุนทิ้งไว้ให้ชมรมฯสักจำนวนหนึ่ง ไว้ใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ก่อนจะจากไป ทีนี้ถ้ามีพิธีตักบาตรเทโวเข้ามาแทรก การทอดกฐินจะต้องถูกเลื่อนออกไป
เป็นอันว่ายังหาบทสรุปเรื่องการตักบาตรเทโวไม่ได้ คืนนั้นหลายคนกลับบ้าน แต่เราสองคนค้างคืน ที่ถ้ำจึงเหลือเพียงทหารเกณฑ์ ๕ นาย อยู่ประจำกับหลวงปู่ มีพระรวมทั้งหลวงปู่อยู่ ๕ รูป และ "ฉลาด" เด็กซึ่งหลวงปู่อุปการะไว้
ฉลาดมีบ้านอยู่แถวหนองพลับ เรียนอยู่ชั้นมัธยมฯ ปีที่สามโรงเรียนหนองพลับวิทยา วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ทางถ้ำมีการปลูกต้นไม้ ฉลาดถีบจักรยานไปโรงเรียนตามปกติ สักครู่มีคนมาแจ้งว่ารถจักรยานคอหัก หน้าของเขากระแทกกับแฮนด์ได้รับบาดเจ็บ ปากแตกเย็บ ๓ เข็ม (จากตีนบันไดถ้ำเวลาขี่จักรยาน หรือขับรถออกไปข้างนอก รถจะไหลไปเรื่อยๆ เพราะอยู่บนเนินไม่ต้องติดเครื่องยนต์ด้วยซ้ำ ต้องคอยแตะเบรคเป็นระยะๆ เพราะรถจะไหลเร็วมากจนถึงปากทางออกนอกถนน ฉลาดคงจะปล่อยรถให้ไหลเร็ว พอคอรถเกิดหัก จึงเกิดอุบัติเหตุ)
หลวงปู่คอยถามเป็นระยะๆ ว่ามีคนพาไปอนามัยแล้วยัง..... คนตอบว่ามีแล้ว ถามอีกว่า มันกลับมายัง ...กลับมาแล้ว...ฯลฯ ตอนที่ท่านรู้ข่าว ท่านมีอาการสงบเฉย แต่ในใจเป็นห่วง สังเกตได้จากการที่ท่านคอยถาม แต่ท่านจะไม่โอ๋คนเจ็บ ได้แต่สงเคราะห์ ไปตามส่วน ผู้ใกล้ชิดจะรู้ซึ้งถึงสิ่งนี้
ครั้งหนึ่ง ฉันถูกฝาแบรนด์ซุปไก่บาดมือ ตอนนั้นมืดมากแล้ว กำลังโอดโอยอยู่ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่ตวาดว่า "อีโง่เอ๊ย! ทำยังไงถึงให้มันบาดมือ อย่ามาคร่ำครวญนะ"
ฉันหายเจ็บชั่วขณะ เพราะตกใจ รู้สึกน้อยใจด้วย คิดในใจ ว่าหลวงปู่ไม่โดนบ้างก็แล้วไป แต่พอหันไปอีกที หลวงปู่หยิบยาหม่อง ซึ่งท่านทำเองมาวางไว้ให้ แล้วพูดว่า "เอานี่ ยาหม่อง ทาซะ"
นี่แหละหลวงปู่ ทำเป็นดุที่แท้ใจดี ท่านไม่ต้องการให้เราใส่ใจ กับความเจ็บปวดมากนัก อีกทั้งให้มีพระสติเพิ่มความระมัดระวัง พระอะไรจะมาดีไปกว่าพระสติเป็นไม่มี พระสติทำให้เรามีสตางค์ มีข้าวกิน ฯลฯ
เย็นวันอังคารที่ ๒๗ กรกฎาคม เราเข้าไปทำความสะอาดใน ครัว จัดแจงข้าวของที่สุมหน้ากุฏิหลวงปู่ เอาพวกขิงผง เก๊กฮวยผง กาแฟ เทใส่ขวดเปล่า หลวงพี่ทิฟฟี่เดินเข้ามาในครัว ไปหยิบขวดใบหนึ่งซึ่งมีผงชูรสที่ญาติโยมเขาซื้อมาถวายเททิ้งหน้าตาเฉย เรานั่งงงต่อพฤติกรรมเช่นนั้น หมู่นี้งงในพฤติกรรมของหลวงพี่ทิฟฟี่บ่อยๆ อย่างเช้าวันก่อน ท่านฉันอาหารมื้อเช้าเสร็จแล้ว เห็นท่านหยิบขวดเนสกาแฟ ซึ่งใส่หมูหยองยกทั้งขวด ใช้ช้อนตักใส่ปากจ๊วบ ฉันสะดุ้ง นึกในใจว่ากินน่ากลัวแฮะ
เดี๋ยวนี้พระให้เราถวายขนมปังทั้งแถว หมูหยอง น้ำพริกเผา ทั้งขวด ไม่ได้จัดใส่จานกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างแต่ก่อน คงไม่ค่อยจะ พอฉันนั่นเอง มีของหลวงปู่ที่ยังเหมือนเดิม บางทีหลวงปู่ฉันเพียง กล้วยหอมครึ่งลูกเท่านั้น อย่างอื่นไม่แตะเลย ก็อย่างที่ว่า คือ ฝีมือแม่ครัวคงรับประทานไม่ค่อยได้ วันดีคืนดีถึงจะฉันหมด ส่วนตัวฉันจะคอยกินของเหลือจากหลวงปู่ ถึงมีอาการพูดจ้อทั้งวัน
เล่าเรื่องหลวงพี่ทิฟฟี่ต่อ ท่านพูดว่าผงชูรสอันตราย กินแล้ว มีแต่ความฉิบหาย (พูดซะน่ากลัว) เหมือนเอาปืนมายิงตัวเองให้ตาย แต่เราคิดว่าเมื่อมีญาติโยมซื้อมา เราจะไปว่าอะไรเขาได้ ถึงเราจะต่อต้าน ก็ต้องใช้วิธีนุ่มนวล ไม่ควรหักด้ามพร้าด้วยเข่า ท่านคงจะทำตัวเฉียบขาดเลียนแบบหลวงปู่ แต่ไม่เหมือนกัน เลยให้ความรู้สึกพิลึก
คืนนี้ผู้คนกลับกันเกือบหมด เหลือพี่สำรวยกับคนอื่นอีกไม่กี่คนจำไม่ได้ เราและหลวงปู่พากันไปนั่งลานหินโค้งจุดชมวิว พี่สำรวยเอาพระที่ห้อยคอให้หลวงปู่ดู พูดคุยอยู่พักหนึ่ง พี่สำรวยบอกว่าเขากลัวหลวงปู่จะเหนื่อย ถ้าจัดงานตักบาตรเทโว ฉะนั้นเขาอาจจะไม่หาพระมาแล้ว (เขารับปากจะนิมนต์พระสงฆ์มารับบาตร ๑๐ รูป) พี่สำรวยมีบ้านอยู่แถวปากทางเข้าถ้ำนั่นเอง อาชีพทำไร่สับปะรด เขาช่วยงานหลวงปู่มากเหมือนกัน เช่นนำน้ำมาให้ ให้ยืม เครื่องสูบน้ำ สักครู่พี่สำรวยลากลับ
คืนนั้นเดือนหงาย ถึงพระจันทร์จะไม่เต็มดวงดีนัก แต่ก็ส่องแสงนวลเป็นจันทร์ทรงกลด ลมพัดแรง ธรรมชาติสวยงามอย่างบอกไม่ถูก เราถือโอกาสนี้มานานแล้วที่จะสนทนากับหลวงปู่เป็นการส่วนตัว ถามโน่นถามนี่ แต่ไม่ใช่ปัญหาธรรมะ เพราะเราไม่ใช่นักปฏิบัติไม่รู้ภาษาวัดๆ ถามแต่เรื่องส่วนตัว เสียดายจำไม่ได้ รู้แต่ว่าหลวงปู่มีโลกทัศน์กว้างไกลเกินกว่าจะเข้าใจในองค์ท่านได้ เวลาช่างหมุนไปเร็วเหลือเกิน จำได้ว่า.....
คืนหนึ่ง ณ ลานหินโค้ง บริเวณถ้ำไก่หล่น ท่ามกลางแสงเดือนของวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากหลวงปู่ได้นั่งสนทนาธรรมกับลูกหลาน ตอนหนึ่งหลวงปู่ได้อธิบายถึงกระบวนการ ทำงานของจิตโดยสมมติเลข ๖ ขึ้นมา แล้วถามว่า
"ก่อนถึงเลข ๖ จะต้องผ่านเลขอื่น ๑...๒...๓...๔...๕...ใช่ไหม อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดจากผัสสะก็เช่นกัน ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงจุดนี้ ผู้ที่รู้ไม่เท่าทันอารมณ์จะไม่รู้ถึงข้อนี้ ทันทีที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส เขาจะเกิด เวทนาทันใด ยับยั้งอารมณ์ต่างๆ ไม่ได้ ผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้นถึง จะรู้ทันมัน สามารถยับยั้งอารมณ์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นช้าลง น้อยลง และในที่สุดไม่เกิดอารมณ์ปรุงแต่งใดๆ เลย ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนสติปัญญาของแต่ละคน.... " ความจริงท่านพูดได้สละสลวยกว่านี้ฉันจำไม่ค่อยได้ ใช้ความเข้าใจเรียบเรียงคำพูดเอา
ฉันแกล้งถามหลวงปู่เพื่อแขวะสามีที่ชอบสอนธรรมะคนโน้นคนนี้ โดยที่ตัวเองยังไปไม่ถึงไหน "คนที่ชอบสอนธรรมะคนโน้นคนนี้ โดยที่ตัวเองยังทำไม่ได้เลย เป็นคนอย่างไร"
หลวงปู่เงียบไปชั่วขณะแล้วตอบว่า "มันก็เหมือนคนพูดถึงน้ำตกจากรูปภาพให้คนอื่นรู้จักน้ำตก ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยเห็นน้ำตก เลย นี่มึงว่าใคร ว่าผัวมึงเรอะ อีนี่ฉลาดจะให้กูด่าผัวมันแทน มึงก็คิดดูซิว่า ถ้ามันไม่เคยเห็นน้ำตก แต่มันพูดถึงน้ำตกให้คนอื่นฟังจะเป็นอย่างไร มันตลกสิ้นดี! เหมือนพระสงฆ์ในประเทศไทย เวลานี้ พวกพระนักเทศน์หรือพระชั้นผู้ใหญ่ สอนคนอื่นได้สอนคนอื่นดี ตัวเองทำได้แค่ไหน วงการพระสงฆ์เวลานี้จึงได้เละเทะอย่างที่เห็น ถ้าให้ดี ควรสอนเรื่องน้ำตกจากน้ำตกจริงๆ" คำตอบของหลวงปู่ตบหน้าคณะสงฆ์ฉาดใหญ่ทีเดียว!
พูดถึงพระองค์หนึ่งที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ยังติดในรูปแบบ เช่นไปไหนแต่ละครั้งมีผู้ติดตามประมาณ ๕๐๐ คน นั่งเทศน์บนที่ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม คำสอนก็เรียบๆงั้นๆ ว่าเถอะ เผลอๆบางรูปสอนว่า นิพพานเป็นสภาวะบ้านเมืองที่สวยงาม พอถามหลวงปู่ว่าดีไหม ใช่พระอรหันต์ไหม ท่านตอบติดตลกว่า
"ถามกูแล้วกูจะถามใครล่ะ กูไม่รู้ กูไม่ใช่พระอรหันต์ จะได้รู้ว่าคนโน้นเป็นอรหันต์ คนนี้เป็นอรหันต์ มึงไปถามเขาดูซี"
ท่านยังบอกอีกว่า "เป็นพระต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าตามใจญาติโยมนัก อย่าติดที่ ติดตระกูล อย่าดัง จะเสียพระโดยไม่รู้ตัว จำไว้"
หลวงปู่ปรารภจะแต่งหนังสือเกี่ยวกับลูกผู้ชาย ให้ชื่อหนังสือ ว่า "ตำนานลูกผู้ชาย" (สงสัยจะเป็นตำนานชีวิตหลวงปู่) ใครคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า ลูกผู้ชายต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ท่านกรุณา อธิบายให้เราฟังว่า
"ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง อดทน จริงจัง จริงใจ ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีคุณธรรม พูดจริง ทำจริง สุภาพ อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ.... " (ก็คุณสมบัติในองค์หลวงปู่นั่นเอง)
ฉันถามว่าแล้วลูกผู้หญิงล่ะ ท่านอธิบายว่า
"ลูกผู้หญิง ข้อสำคัญต้องมีความอาย ความอายเป็นคุณสมบัติ ของกุลสตรี"
อ้าวแล้วที่เห็นๆ สมาชิกของถ้ำ มีใครเป็นกุลสตรีบ้างคะ บาง คนกระตุ้งกระติ้ง กระต้วมกระเตี้ยม สะเทิ้นอาย ...ฯลฯ
"นั่นมันดัดจริต! " หลวงปู่ตอบแบบตีแสกหน้า
เช้ามืดวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ฉันรีบเข้าครัวหุงข้าวต้ม ทำข้าว ต้มกุ๊ย เพราะมีไชโป๊ว ถั่วลิสง ผักกาดกระป๋อง กุ้งแห้ง เปลี่ยน จากอาหารฝรั่งเสียบ้าง หลวงพี่ทิฟฟี่เดินเข้ามากวาดสายตาไปทั่ว เดินไปเปิดฝาหม้อที่เตาโน้นที เตานี้ที ทำหน้าขึงขังแล้วพูดว่า
"ไม่ได้ต้มน้ำรึ"
ฉันตอบ "ยังค่ะ หุงข้าวต้มก่อนวันนี้ จะสุกอยู่แล้ว เดี๋ยวจะต้มน้ำให้" ท่านไม่ฟังเสียง รีบหาน้ำใส่กา เปิดเตาแก๊สต้มน้ำ
วานซืนหลวงพี่บอกว่า "หลวงปู่ไม่ให้ใช้เตาแก๊สให้ใช้ฟืน ยกเว้น อากาศชื้น ค่อยใช้เตาแก๊ส" วันนี้ท่านใช้เตาแก๊สจะรีบต้มน้ำ (สงสัยจะดื่มชาแล้วจะรีบขึ้นรถด่วนขบวนสุดท้ายไปไหน?)
แล้วหลวงพี่อีกรูปก็มาสมทบ กลายเป็นมหกรรมทำครัวระหว่างค่ายสีเหลืองกับสีลายมั่วกันไปหมด ก็ครัวที่นี่มันบ้าจี้อยู่ แคบแค่ศอก ยืนได้คนเดียว แล้วนี่ตั้ง ๒ รูป กับ ๑ คน ชายอังสะปลิวหลบกันให้วุ่น ดีที่สามีไม่บ้าจี้ลงไปร่วมสังฆกรรมด้วยนะ รายนั้นอ้วนตุ้บตั้บ ชักรำคาญซะแล้ว พอดีหลวงปู่เดินขึ้นกุฏิมาเอาอะไรไม่ทราบ ฉันหันไปทำหน้าเบ้ใส่ระบายความรู้สึก หลวงปู่รู้ดี ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด ท่านยิ้มน้อยๆ แล้วออกไป
ฉันเอ่ยว่า "นิมนต์หลวงพี่ทั้งสองขึ้นบนกุฏิ ฉันข้าวต้มเถิด เจ้าค่ะ"
หลวงพี่ทิฟฟี่พูดต่อว่า "มันเกะกะแย่แล้ว"
เฮ้อ! รู้ตัวก็ดีแล้ว หลังจากนั้นอีกสัปดาห์หนึ่ง พอเรามาถ้ำได้รู้เรื่องจากหลวงปู่ว่า ท่านไม่ดื่มน้ำชาอีกแล้ว หลวงปู่บอกว่าขี้เกียจเป็นภาระของคนอื่นที่จะต้องคอยต้มน้ำชงชาให้กิน อีกอย่างเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เป็นสาเหตุให้พระเลียนแบบ เช้าๆ เกิดมหกรรมต้มน้ำชงชา ดูเหมือนแย่งกันทำชุลมุนไม่งาม หลวงปู่ใช้คำหนักๆ ว่า "กัดกัน" ก็เป็นอันว่ากระติกน้ำร้อนสีแดงยอดแหลมหมดหน้าที่ของมันโดยปริยาย หลังจากมีประวัติการทำงานอันยาวนานและพิสดารพอสมควร เก็บเข้ากรุได้ สำหรับเรื่องกระติกน้ำร้อนสีแดงใบนี้ ฉันมีเรื่องสนุกๆ จะเล่าให้ฟัง
หลวงปู่มีกระติกน้ำร้อนคู่ใจสีแดงยอดแหลมใบหนึ่ง ไม่ทราบว่าใครซื้อถวาย เพราะไม่ได้ถาม ท่านจะชงชาใส่ไว้เต็ม เพื่อดื่มตอนบ่าย
อยู่มาวันหนึ่ง คุณสมจิตทำตกแตก เธอรับอาสาว่าจะซื้อมาใช้ บังเอิญอะไรเช่นนั้น ที่บ้านฉันมีกระติกน้ำแบบหลวงปู่เปี๊ยบ ได้เป็นของแถมจากศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นานมาแล้ว นับสิบปีก็ว่าได้ เก็บเอาไว้ไม่ได้ใช้ เพราะกระติกที่บ้านมีมากอยู่แล้ว ล้วนแล้วแต่ได้เป็นของแถมมาทั้งสิ้น ไม่นึกฝันมาก่อนว่า กระติกน้ำใบนี้จะได้รับใช้หลวงปู่ ระหว่างที่คุณสมจิตไปหาซื้ออยู่ ฉันก็เอาของที่บ้านมาถวายหลวงปู่ก่อน คุณสมจิตหาซื้อไม่ได้จริงๆ เธอจึงนำไปซ่อม เป็นอันว่าหลวงปู่มีกระติกสีเดียวกันแบบเดียวกัน ใช้ถึง ๒ ใบ แต่เรื่องไม่จบเพียงแค่นั้น เจ้าหนึ่งลูกชายพี่เฉลิมชัย ทำตกแตกไปใบหนึ่ง คราวนี้ซ่อมไม่ได้ เพราะตกแตกแหลกละเอียด
พอหลวงปู่รู้เรื่อง ท่านถึงกับชูแขนสองข้างขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องว่า "กูอยากตายๆ"
แต่ที่จริงท่านไม่สนใจเท่าไรนัก แตกก็แตกไป ท่านทำด้วยอารมณ์ขันมากกว่า พวกเราหัวเราะด้วยความขบขันในท่าทางของหลวงปู่ ไม่เห็นหลวงปู่จะมีทีท่าอารมณ์เสียตรงไหนเลย แล้วก็แล้วกันไป ไม่ดุด่าเจ้าหนึ่งแต่อย่างใด ยังไม่จบ ยังมีแถมท้ายอีกนิด กระติกสองใบนี้ถูกสลับฝากัน ฉะนั้นใบที่เหลืออยู่ก็ไม่สบอารมณ์ของผู้ใช้นัก เพราะฝากับตัวเข้ากันไม่ค่อยได้ หลวงพี่ทิฟฟี่ต้องใช้ยางในของรถจักรยานเสริมปากกระติก เกลียวถึงจะลงรอยกัน ต่อมาหลวงปู่เลิกใช้อย่างที่เล่าไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ไม่ทราบว่าท่านเก็บไว้ที่ไหน ไม่กล้าถาม