เมรีจากกระแตอาร์สยา่มมาจากชาดกนอกนิบาต

เมรีจากกระแตอาร์สยา่มมาจากชาดกนอกนิบาต


เอิง เอง เอย
สุริยาเลื่อนลาลับ สุดคณานับเนิ่นนานปี
ณ.ริมฝั่งมหานที พระรถเมรี ร่ำรี้ ร่ำไร
สำเนียงน้อง ร่ำร้องว่า โอ้โอ๋กรรมมา แต่ปางไหน
อยู่หลัดๆ ก็มาพลัดพรากไป
แม่พวงมาลัย กลุ้มอุรา
เคยถนอม หอมระรื่น จากไปเป็นอื่น เสียแล้วหนา
เมรีหมดหวังละก็มานั่งโศกา ฟูมฟายน้ำตา หลั่งไหลนอง
โฉมยุพิน… ปิ่นนารี ทุบอกชกตี ปากร่ำร้อง
ว่าภัสดาไม่หันหน้ามามอง รักหลุดลอยละล่อง ลอยไป…

ท่อนแรกของเพลงเมรี ที่แต่งโดยศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ปี 2538 สมเศียร พานทอง หรือที่รู้จักกันดีในนาม ชาย เมืองสิงห์ เพลงเมรี เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้มThe Man City Lion Project ของค่ายR siam
แต่เพลงคัฟเวอร์ที่แรงที่สุดของปีนี้ทีเดียว กลับมาร้องอีกครั้งโดย กระแต อาร์สยาม ….โดยการนำเอาเทคนิคการแหล่ มาใช้ผสมผสานในเพลงจังหวะของแนวอิเลคทรอนิค บวกกับการเต้นในแบบ บี บอย เกิร์ลกรุป ทำให้เกิดการคัฟเวอร์มิวสิคกันอย่างมากมาย

‎พระรถเมรีคือใคร‬ ?น่าสนใจที่เพลงนี้ทำให้คนกลับมามองถึงต้นกำเนิดว่ามากจากไหน พระรถเมรี กับเรื่องนางสิบสอง เป็นเรื่องเดียวกัน สันนิษฐานมาจาก ปัญญาสชาดก โดยพระภิกษุชาวเชียงใหม่ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 (ราวๆ พ.ศ.200.- 2200)
โดยเป็นชาดกนอกนิบาต
(นิบาตชาดกหมายถึงเรื่องของอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏใน พระไตรปิฎก พระสุตตตันตปิฎก ขุทกนิกาย แต่ชาดกนอกนิบาต หมายถึง เรื่องเล่า นิทาน ที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของอดีตชาติพระพุทธเจ้าแต่ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก

‪‎จึงเรียกว่าชาดกนอกนิบาต‬ โดยแต่งเลียนแบบอรรถกถาชาดก).

พระรถเมรี เป็นชาดกนอกนิบาต เรื่องที่ 47 เรื่องรถเสนชาดก
โดยเรื่องย่อ (ถ้ามันเยอะเดี๋ยวคุณจะไม่อ่านกัน)
มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ นันทะ เป็นเศรษฐี แต่ไม่มีลูก จึงนำกล้วยสิบสองลูกไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า อธิษฐานในใจขอให้มีบุตรมาก ไม่นานภรรยาก็ตั้งท้อง มีลุกสาวสิบสองคน ภายหลัง ทรัพย์สินร่อยหรอ เศรษฐีจึงนำลูกสาวทั้งสิบสองคนไปปล่อยป่า
ไม่ช้าก็ไปถึงสวนของสันธมาลา เวลานั้นนางสันธมารยักษิณีเข้าไปในสวนได้เห็นธิดาสิบสองคนแล้ว มีจิตรักใคร่จึงพาไปเลี้ยงไว้เหมือนน้องหมดทั้งสิบสองคน
คราวหนึ่งธิดาผู้เป็นพี่ใหญ่ได้เห็นนางสันธมาลากินเนื้อมนุษย์ จึงบอกน้องทุกคนว่า พวกเราพากันมาอยู่ในสำนักของนางยักษ์ น้องทั้งปวงได้ฟังแล้วก็กลัว จึงพากันหนีไปทั้งสิบสอง
สักพักนางสิบสอง ได้พบกับพระเจ้ารถสิทธิ์ พระองค์โปรดนางทั้งสิบสองมาก จึงโปรดให้เป็นพระชายาทั้งหมด แต่ตอมานางสันธมาลารู้ว่า นางสิบสองเป็นพระชายาของพระรถสิทธิ์ จึงไปแสดงตนเพื่อให้พระรถสิทธิ์หลงรัก เป็นไปตามคาดนางสันธมาลากลายเป็นมเหสีโปรดไป ด้วยความงามมาก นางจึงเป็นมเหสีโปรดของพระรถสิทธิ์
จากนั้น นางสันธมาลาแอ๊บป่วยจ้า นางบอกนางจะตาย ออดอ้อนพระรถสิทธิ์ว่าต้องได้ควักตาทั้งนางสิบสอง จึงควักตานางทั้งสิบสอง เว้นคนสุดท้ายควักตาเดียว โดยดวงตาทั้งหมด เก็บไว้กับนางกังรี (ในปัญญาสชาดกนี่เรียกนางเมรีว่านางกังรีนะจ๊ะ) นางทั้งสิบสองถูกจองจำโดยทั้งที่ตั้งครรภ์อยู่ ยกเว้นน้องคนสุดท้ายซึ่งท้องหลังสุด ในภาวะแห่งความหิวโหยในถ้ำที่ถูกจองจำ เมื่อคลอดลูกออกมาจึงแย่งกันกินเนื้อลูกที่คลอดออกมา

การกินเนื้อคนนั้นเป็นวีถีของชีวิตของคนในยุคอนารยธรรมหรือลัทธิCannibalism‬ ซึ่งภาพของการกินเนื้อคนของนางสิบสองถือการแสดงถึงส่วนวิธีชีวิตที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันสะท้อนในภาพของนิทานเรื่องเล่าส่วนลูกของน้องคนสุดท้อง ออกมาโดยสมบูรณ์โดยมีพระอินทร์ช่วยดูแลและสั่งสอน อีกทั้งบอกวิธีการเล่นการพนัน โดยเฉพาะวิธีชนไก่ ตั้งชื่อว่า พระรถเสน ซึ่งได้รับฟังเรื่องราวจากทางป้าๆและแม่ว่าตนมีเชื้อสายกษัตริย์มีบิดาชื่อ พระรถสิทธิ์ เมื่อออกไปถ้ำที่ฝังแม่และป้าๆนั้น ก็ออกไปท้าเล่นพนันกับคนทั่วไปโดยขอเพียงข้าวน้ำเพียงสิบสองห่อ เมื่อชนะไปทั่วทุกสารทิศ ชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงพระรถสิทธิ์
พระรถสิทธิ์จึงให้เสนาอำมาตย์เชิญพระรถเสนเพื่อประลองสกา (สกา การละเล่นประเภทหนึ่งนะจ๊ะ ไม่ใช่เร็กเก้สกา กระโดดฉีกแข้งฉีกขา เข้าเรียกสกาหรือว่าเร็กเก้นะ ..55)
เมื่อเล่นก้ต้องแพ้ต่อพระรถเสน เล่นหลายครั้งเข้า ก็เริ่มชอบพอถูกโฉลกกับพระรถเสน จึงพาไปเล่นยังบนปราสาท พระเจ้ารถสิทธิ์ได้เห็นกุมารรูปงาม จึงตรัสว่า มารดาของเจ้าชื่ออะไร จึงทูลว่า มารดาและญาติของข้าพระบาทเป็นนางสิบสองคน บิดาของข้าพระบาททรงพระนามว่า พระเจ้ารถสิทธิ์ มารดาและญาติของตนเป็นอัครมเหสี
ในขณะนั้น นางสันธมารยักษิณีได้ยินดังนั้น ตนจะต้องตาย จึงเกิดทุกข์ ทำอุบายเป็นไข้เสวยความทุกขเวทนา รำพึงในใจว่าจะทำอุบายอะไรดี จึงเรียกอำมาตย์มา แล้วใช้ให้ไปทูลบรมกษัตริย์ว่า พระราชเทวีประชวรเป็นไข้หนัก พระเจ้ารถสิทธิ์โปรดให้หาหมอในพระนครมารักษา โรคของนางก็ไม่หาย นางสันธมารทูลว่า
ขอพระองค์จงโปรดให้รถเสนกุมารผู้เป็นราชบุตรไปจึงจะได้ เป็นมะม่วงหาวมะนาวโห่ พระเจ้ารถสิทธิ์จึงตรัสกับพระราชบุตรว่า เจ้าจงไปนำเอายาที่มีอยู่ในคชปุรนคร มารักษาโรคนางสันธมาร โดยนางสันธมารมอบสารให้ เพื่อแจ้งไปยังคชปุรนครเพื่อนำยามาให้นางสันธมาร
พระรถเสนจึงเดินทางด้วยม้าวิเศษได้เห็นอาสรมพระฤาษีก็ลงจากอากาศเข้ายังพระอาศรม ปล่อยม้าและวางเครื่องแต่งม้าไว้ใกล้พระอาศรมพระฤาษีแล้วก็หลับไป พระฤาษีได้ยินม้าจึงคิดว่า ก็เห็นม้า จึงเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นหนังสือผูกอยู่ที่คอม้า จึงแก้ออกอ่านดู ได้ทราบว่า พระเจ้ารถสิทธิ์นี้หลงรักนางสันธมาร ใช้ลูกของตนไปเมืองยักษ์จะให้ยักษ์กิน แต่กุมารนี้ควรจะเป็นผัวนางกังรีธิดาของนางสันธมารจึงเขียนสาส์นเปลี่ยนถ้อยคำเสียใหม่ ผูกไว้ที่คอม้าตามเดิม

‎เป็นที่มาของคำว่าฤาษีแปลงสาร‬แล้วลาพระฤาษีขี่ม้าขึ้นบนอากาศเหาะไปด้วยอานุภาพม้าพาชี เห็นแว่นแคว้นของมารแล้ว ก็แก้สาส์นที่ผูกคอม้านั้นทิ้งลงไป ณ พื้นดิน เสนามารทั้งหลายได้เห็นอักษรแล้วจึงไปแจ้งความนั้นให้นางกังรีทราบ ได้อภิเษกครองสมบัติเสวยราชสมบัติอยู่ในคชปุรนครเจ็ดเดือนบริบูรณ์
วันหนึ่ง พระเจ้ารถเสนจึงบอกนางกังรีเทวีว่า เจ้าจงบังคับให้พวกนิกายทั้งปวงเล่นการมหรสพ นางกังรีเทวีก็บังคับให้พวกพลนิกายเล่นมหรสพกัน พระเจ้ารถเสนจึงออกอุบายให้นางกังรีดื่มน้ำสุราบานเป็นที่สบายใจ แต่พระองคืหาดื่มไม่
ส่วนนางกังรีเทวีดื่มน้ำเมาแล้วก็ล้มลงจึงบอกพระรถเสนเจ้าว่า ลูกตานางสิบสองเธอแขวนไว้ที่ข้างบนครัวไฟ จึงถามว่า ยาที่จะทำลูกตาขึ้นสว่างมีหรือไม่ นางกังรีทูลว่า ยาห่อหนึ่งที่แขวนอยู่นั้นเป็นยาทิพย์สำหรับรักษาลูกตา พอนางกังรีหลับไปแล้ว ก็ฉวยเอายาเหล่านั้นขึ้นยังพาชีหนีไปในเวลาเที่ยงคืน
จนถึงเมืองกุตารนคร ส่วนนางสันธมารเห็นพระรถเสนแต่ที่ไกล ก็ไปสู่ปราสาทเสียใจจนหทัยแตกออกไป ๗ เสี่ยงพระรถเสนถือเอายาทิพย์เข้าไปที่อุโมงค์ใส่ตาแห่งมารดาและญาติทั้งหลาย ตาแห่งมารดาและญาติก็กลับสว่างขึ้น พระเจ้ารถสิทธิ์จึงตั้งนางสิบสองไว้ในอัครมเหสี มีสมาคมเป็นสุขยิ่งใหญ่ด้วยนางทั้งสิบสองนั้น
ต่อมาพระเจ้ารถสิทธิ์จึงทรงอภิเษกพระรถเสนราชบุตรไว้ในราชสมบัติ พระเจ้ารถเสนก็ดำรงสิริราชสมบัติโดยทำนองคลองธรรม ทรงอุปถัมภ์แก่มหาชนจำเดิมแต่เสวยราชย์มา

ตอนสำคัญของนางกังรีกับพระรถนั้น‬ รถเสนชาดกนั้นจะไม่เหมือนกับเรื่องนางสิบสองหรือเรื่องพระรถเมรีแม้แต่น้อย แต่เมื่อวรรณกรรมแพร่กระจายมายังภาคกลางนั้น เรื่องราวได้เพิ่มขึ้นตอนสำคัญคือ ตอนที่นาง นางกังรีตามพระรถมาแต่โดนยาวิเศษโรยสกัดไว้ นางเสียใจมากจึงกลั้นใจตาย โดยอธิษฐานว่า ชาตินี้ตนตามสามี ชาติหน้าต้องตามตนบ้าง (นางจึงไปเกิดเป็นมโนราห์ ส่วนพระรถเสนไปเกิดเป็น พระสุธน) นี่เป็นส่วนหนึง่ของวรรณกรรมที่แตกต่างกันแต่กระนั้นเรื่องพระรถเมรี นั้นไม่ได้เป็นเรื่องเล่าเฉพาะในทางภาคเหนือเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายไปยังภาคกลาง โดยเฉพาะแถบชายทะเล เช่น มีเรื่องเล่าถึงเมืองโบราณเมืองพระรถ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ชาวอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และชาวอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่างเชื่อว่าเรื่องพระรถเมรีเป็นเรื่องจริง จินตนาการสภาพบ้านเมืองในเรื่องให้เข้ากับสภาพจริงของบ้านเมืองของตน ดังปรากฏในคำขวัญประจำอำเภอ ตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยงานราชการ และ ชื่อบ้านนามเมืองของสถานที่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา
ดังนั้นการคงอยู่ของเพลงลุกทุ่งที่บอกเล่าวรรณกรรมหรือนิทานได้ปรับมาทุกยุคทุกสมัย ก่อนจะเป็นเพลงลูกทุ่ง ก็เป็นเพลงพื้นบ้าน เพลงอีแซว เพลงฉ่อย จ๊อย จนมาถึงเพลงลูกทุ่งร่วมสมัยอย่างกระแตอาร์สยามที่ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมนิทานมากขึ้นกว่าเดิม
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การดื่มสุราเป็นเหตุให้เสียผัว
ขอบคุณข้อมูลจาก
วิกิซอร์ส
กูเกิล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กรุงแตก พระเจ้าตาก



ความเห็น (0)