ทำไม นิทาน ตำนานหลายเรื่องหลายที่จึงเหมือนกัน : วาทิน ศานติ์ สันติ

ทำไม นิทาน ตำนานหลายเรื่องหลายที่จึงเหมือนกัน

โดย วาทิน ศานติ์ สันติ 9/5/2558


เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมนิทาน ตำนาน เรื่องเล่าในหลายภูมิภาคจึงมีความคลายกันยิ่งนัก เช่น เรื่อง มโนราห์ ที่นิยมในภาคใต้แต่พบว่าในภาคเหนือได้บันทึกไว้ประมาณ 500 ปีแล้ว ในชื่อ สุธนกุมารชาดก หนึ่งใน 50 เรื่องจาก ปัญญาสชาดก ในภาคอีสานเรียกว่า ท้าวสีทน ในอินโดนีเชีย พม่า ลาวและสิบสองปันนา เรียก นางมยุรา หรือ เรื่อง ศรีธนญชัย นิทานมุขตลกร้ายของไทยก็มีอยู่ในประเทศลาวเรียกว่า เซียงเมี่ยง ชาวเขมรในจังหวัดสุรินทร์เรียกว่า อาจี

อีกทั้ง ตำนานหนองสะเรียม จ. เชียงใหม่ ตำนานจามเทวีวงศ์ จ. ลำพูน ตำนานผาแดงนางไอ่ ของภาคอีสาน ต่างก็เล่าว่าประชาชนในชุมชนนั้น ๆ ได้ร่วมกันกินสัตว์พิเศษ จนเกิดอาเพศ ผู้คนล้มตาย แผ่นดินถล่มกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้กิน บุคคลนั้นจะรอดชีวิตและมีส่วนสร้างเมืองใหม่และหรือได้ครองเมืองต่อไป

เสาวลักษณ์ อนันตศานต์ กล่าวว่าพล๊อตเรื่องย่อย ๆ ที่คล้ายกัน เช่นเรื่องราวของบุตรสาวคนสุดท้องผู้ถูกกดขี่ข่มเหง แต่ในที่สุดจะประสบความสำเร็จ, เรื่องของบุตรชายคนสุดท้องผู้ได้ชัยชนะ, เจ้าสาวตัวปลอมมาแทนที่เจ้าสาวตัวจริง, ภรรยาหรือบุตรสาวของยักษ์หนีตามพระเอกผู้เป็นนักเผชิญโชค, การติดตามของยักษ์, ภรรยาผู้ถูกบังคับให้สามีทิ้งไปด้วยสาเหตุที่ไม่ปรากฏ, สามีผู้ถูกบังคับให้ทิ้งภรรยาไป ด้วยสาเหตุที่ไม่ปรากฏ ฯลฯ

ธวัช ปุญโณทก กล่าวว่า นิทานหรือตำนานเรื่องหนึ่งเล่าสืบต่อกันในอีกท้องถิ่นหนึ่ง โดยพ่อค้าเดินทางขายของไปตามทิ้งถิ่นต่าง ๆ พระสงฆ์ นักแสดง เชลยสงคราม นักบวช นักเดินทาง นักการทูต หรือการโยกย้ายถิ่นฐาน ฯลฯ ย่อมนำนิทานในท้องถิ่นของตนไปเล่าต่อในท้องถิ่นอื่น ยิ่งข้ามประเทศมากเท่าใด นิทานยิ่งแพร่ไปได้อย่างกว้างขวางมากเท่านั้น ต่อมามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช่ตัวอักษรท้องถิ่น ภาษาถิ่น และฉันทลักษณ์ท้องถิ่น อีกทั้งยังแต่งเติมลักษณะทางวัฒนธรรม ภูมิภาค ตำนาน เรื่องเล่าท้องถิ่นใส่ลงไปด้วย ดังนั้นนิทานหรือตำนานหลายเรื่องในหลายที่จึงมีความคล้ายคลึงกันนั้นเอง เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การแพร่กระจายของนิทาน หรือตำนาน" นักคติชนวิทยา ได้อธิบายการแพร่กระจายไว้ 2 ทฤษฎี ด้วยกันคือ

1). ทฤษฎีเอกกำเนิด (Monogenesis) เชื่อว่านิทานเกิดขึ้นจากแหล่งเดียวแล้วแพร่กระจายออกไป จาคอป กริมม์ และวิลเฮล์ม กริมม์ กล่าวว่านิทานมีกำเนิดมาจากลุ่มชนที่มีรากฐานของภาษาอินโด – ยูโรเปียนร่วมกัน เขาใช้วิธีการของนิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบมาอธิบายถึงรากฐานร่วมกับภาษาอินเดียกับภาษาที่ใช้ในยุโรป และสรุปว่านิทานอินเดียกับนิทานยุโรปมีแหล่งกำเนิดร่วมกัน นักภารตวิทยา (Indianist) เชื่อว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดการเล่าเรื่องในโลกตะวันตก เพราะเป็นสังคมอินโดยูโรเปียนด้วยกัน มีความสัมพันธ์กันด้านติดต่อค้าขาย และประวัติศาสตร์เป็นต้น เรียกว่า ทฤษฎีอินโด – ยูโรเปียน (The Indo – European Theory)

2). ทฤษฎีพหุกำเนิด (Polygenesis Theory) เชื่อว่านิทานสามารถเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ชุมชน และสามารถมีโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกันกับชุมชนอื่น ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แอนดรูว์ แลง กล่าวว่านิทานหรือตำนานจะมีจุดกำเนิดอย่างอิสระในส่วนต่าง ๆ ของโลก เพราะว่ามนุษย์ในสังคมและวัฒนธรรมต่าง ๆ จะเกิดมาในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน และผ่านขั้นตอนของวัฒนธรรมมาเหมือน ๆ กัน มีวิวัฒนาการทางสังคมจะทำให้คนมีภูมิหลังในทางวัฒนธรรมคล้ายกัน ความคิดในการสร้างนิทานก็จะคล้ายกันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การกำเนิดและการแพร่กระจายของนิทานทั้งสองทฤษฎีนี้ไม่มีข้อใดที่จะนำมาอธิบายถึงคามคล้ายคลึงกันของนิทานได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเราไม่สามารถหาต้นกำเนิดของนิทานได้อย่างแน่ชัด และไม่สามารถอธิบายการแพร่กระจายของนิทานได้อย่างเป็นระบบที่แน่นอน

เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนหลายคนคงเข้าใจแล้วว่า ทำไมนิทานหรือตำนานไทยหลาย ๆ เรื่องจึงมีโครงเรื่องเหมือนกัน และหวังว่าจะมีความสุขเพิ่มมากขึ้นจากการอ่านหรือฟังนิทาน ตำนานกันนะครับ

เอกสารประกอบการเขียน

กุหลาบ มัลลิกะมาส. คติชาวบ้าน. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2518. ธวัช ปุณโณทก, ศ. วิเคราะห์วรรณกรรมท้องถิ่นเชิง. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง . 2546. เสาวลักษณ์ อนันตศานติ์, รศ. นิทานพื้นบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2548.

  1. ขอบพระคุณภาพประกอบจาก http://manora.myreadyweb.com/article/topic-20868.h...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

บางครั้งก็มีคนอธิบายในเชิงจิตวิทยาเหมือนกันครับ ระหว่างเรื่องของโอดิปุส กับ พระยากงพระยาพาน