ADHD across lifespan จากdiagnosis ที่เปลี่ยนแปลงตามวัย
ตำราชีวิตของดิฉันขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมบำบัดที่ดิฉันสนใจศึกษาในเรื่องโรคสมาธิสั้นตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งดิฉันได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์มาวิเคราะห์สรุปออกมาเป็น 5 บท ดังนี้
บทที่1 PEOP Interaction
Person (P)
สมาธิสั้นมีลักษณะ3 อาการคือ
- Inattention
- Hyperactivity and Impulsive
- Combined
ซึ่งอาการมักเกิดก่อน 7 ปี และมีอาการแสดงเกิดขึ้นมากกว่า 2 สถานที่
สิ่งที่ตามมาเป็นปัญหา ได้แก่ ความประพฤติ อารมณ์และ การเรียน
Environment (E)
ปัจจัยแวดล้อม >> ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล
Occupation (O)
การศึกษาหรือด้านการเรียน (Education) เมื่อเด็กมีอาการสมาธิสั้น ผลกระทบที่ส่งผลต่อวัยนี้ที่สุดคือเรื่องการเรียน เพราะเด็กจะวอกแวก หันเหความสนใจง่าย ช่วงความสนใจสั้น ทำให้ขาดสติสมาธิในการจดจ่อการเรียน ส่งผลทำให้เรียนไม่ทัน เรียนไม่รู้เรื่อง และมีผลการเรียนที่ไม่ดี
Performance (P)
- เด็กมีช่วงความสนใจและจดจ่อต่อการทำกิจกรรมได้นานมากขึ้น
- เด็กสามารถทำกิจกรรมนั่งโต๊ะได้นานมากขึ้นโดยไม่ลุกเดิน
- เด็กสามารถเรียนทันเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกันได้และมีผลการเรียนดีขึ้น
บทที่ 2 Evidence Based Practice Levels
- Current Issues in the Diagnosis of Attention Deficit Hyperactivity Disorder, Oppositional Defiant Disorder, and Conduct Disorder
หลักฐานสนับสนุนนี้จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 3(Levels of evidence C)
- Cross-sectional evaluation of cognitive functioning in children, adolescents and young adults with ADHD
หลักฐานสนับสนุนนี้จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 2 (Levels of evidence B)
- Subtype differences in adults with attention-deficit/hyperactivity disorder (ADHD) with regard to ADHD-symptoms, psychiatric comorbidity and psychosocial adjustment
หลักฐานสนับสนุนนี้จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 1 (Levels of evidence A)
- Epidemiology of Treated Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD) across the Lifespan in Taiwan: A Nationwide Population-Based Longitudinal Study
หลักฐานสนับสนุนนี้จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 3 (Levels of evidence C)
บทที่3 Knowledge Management (KM) โดยMedia of Occupational Therapy
1.Therapeutic use of self
การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพงหรือใช้จำนวนมากมาย เน้นการใช้ตัวผู้บำบัดเป็นสื่อในการสอนและเป็นตัวแบบในการบำบัดทำกิจกรรม เช่น การเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก เป็นต้น
2.Therapeutic Relationship
การมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการเป็นสิ่งที่สำคัญมากเป็นอันดับแรก เนื่องจากผู้บำบัดจะต้องทำให้ผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นและไว้ไจในตัวผู้บำบัดเอง รู้สึกสามารถไว้ใจและปลอดภัยเมื่ออยู่ในชั่วโมงการฝึกกิจกรรม
3.Activity Analysis
การทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีต้องอาศัยองค์ประกอบทางร่างกายและทักษะความสามารถหลายๆด้าน สำหรับผู้รับบริการบางรายที่ขาดทักษะความสามารถต่างๆไปหรือผู้ที่มีพยาธิสภาพมีความพิการทางด้านร่างกายหรือสมอง การทำกิจกรรมนั้นจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้หรือไม่มีโอกาสจะได้ทำกิจกรรมด้วยตัวเองได้เลย ดังนั้นผู้บำบัดจึงต้องวิเคราะห์กิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้รับบริการ อาจมีการปรับระดับความยากเพิ่มขึ้นหรือง่ายลง และมีการปรับวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ทดแทนกันได้ เพื่อให้ผู้รับบริการแสดงประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมได้สูงสุดตามความสามารถที่มีอยู่
4.Teaching and Learning Process
การส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการทำกิจกรรมได้สูงสุดตามความสามารถที่มีอยู่ของผู้รับริการจะต้องเกิดจากการลงมือปฏิบัติด้วยตัวของผู้รับบริการเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้บำบัดจึงมีส่วนสำคัญในการสอนผู้รับบริการถึงวิธีการดำเนินกิจกรรมนั้นๆให้เกิดความรู้ โดยมีการสอน ชี้แนะ สาธิต อธิบาย เป็นต้น และเมื่อผู้รับบริการมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ก็จะค่อยๆลดความช่วยเหลือลงเพื่อให้ผู้รับบริการเพิ่มทักษะและใช้ความสามารถเพิ่มขึ้น
5.Adaptive Environment
สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการทำกิจกรรม หากสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรมๆนั้นก็จะมีอุปสรรคขัดขวางทำให้ผู้รับบริการไม่สามารถดำเนินกิจกรรมนั้นได้สำเร็จ จึงต้องคำนึงถึงการปรับสภาพแวดล้อมส่งเสริมให้ผู้รับบริการสามารถดำเนินกิจกรรมนั้นได้ เช่น เด็กสมาธิสั้นมักหักเหความสนใจง่าย จึงปรับสภาพแวดล้อมโดยจัดโต๊ะเรียนเข้ามุมห้องหันเข้าหากำแพง หันหลังให้ประตูหรือหน้าต่างเพื่อลดสิ่งเร้าที่กระตุ้น
บทที่4 Knowledge Translation (KT) โดยOccupation Process
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่การตรวจประเมินและการวางแผนการรักษา
1.การตรวจประเมิน
- สัมภาษณ์
- สังเกต
- ทดสอบ
- ดูแฟ้มเวชระเบียน
- สร้างสัมพันธภาพ
- สังเกตความสามารถขณะทำกิจกรรม
- ดูความสุข
- ดูความต้องการ
- ดูบทบาท
- ประเมินตนเอง (ผู้บำบัด) ว่าเรียนรู้อะไรจากกรณีศึกษา
2.Occupational Therapy Planning วางแผนจากDomain & Process Framework ประเมินตามOccupation Area
- Self-Care ได้แก่ การทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานและขั้นสูง (ADL & IADL)
- Work
- Leisure ได้แก่ การพักผ่อนและการนอนหลับ (Rest & Sleep)
- Education
- Social participation
บทที่5 Implication and Application
ความรู้ใหม่ (นามธรรม) ทำให้เรารู้เพิ่มเติมหรือความรู้ที่ค่อยๆสะสมมา และ การนำไปใช้ (ประยุกต์ใช้จริงในการปฏิบัติ)
ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมครั้งนี้ ทำให้ได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและเข้าใจในเนื้อหาความรู้ที่ตรงกับความสนใจ โดยทำให้กระจ่างว่า โรคสมาธิสั้นนั้น การดำเนินการของโรคที่มีมาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่นั้น การวินิจฉัยอาจจะเปลี่ยนไปได้ตามอาการที่ผู้รับบริการมีในขณะนั้น ซึ่งไม่สามารถชี้วัดได้แน่ชัดว่าผู้รับบริการประเภทนี้ทุกคนจะต้องมีอาการเหมือนกัน ดังนั้นการได้รับการรักษาทางกิจกรรมบำบัดก็อิงตามสภาวะโรคที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
อ้างอิง
- Annu Rev Clin Psychol. Current Issues in the Diagnosis of Attention Deficit Hyperactivity Disorder, Oppositional Defiant Disorder, and Conduct Disorder. NIH Public Access Author Manuscript2012 ; 8: 77–107
- Ivo Marx, Thomas Hübner, Sabine C. Herpertz, Christoph Berger, Erik Reuter, Tilo Kircher, Beate Herpertz-Dahlmann, Kerstin Konrad. Cross-sectional evaluation of cognitive functioning in children, adolescents and young adults with ADHD. Journal of Neural Transmission March 2010, Volume 117, Issue 3, pp 403-419
- Esther Sobanski. Subtype differences in adults with attention-deficit/hyperactivity disorder (ADHD) with regard to ADHD-symptoms, psychiatric comorbidity and psychosocial adjustment. European PsychiatryMarch 2008, Volume 23, Issue2, Pages 142-149
- Charles Lung-Cheng Huang, Chin-Chen Chu, Tain-Junn Cheng, Shih-Feng Weng. Epidemiology of Treated Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD) across the Lifespan in Taiwan: A Nationwide Population-Based Longitudinal Study. PLOS ONE April 2014; Volume 9, Issue 4
