"Successful aging" ผู้สูงอายุที่ประสบความสำเร็จ ณ ขอนแก่น

ผู้สูงอายุที่ดิฉันจะนำมาเล่าประวัติให้ฟังในวันนี้ คือ ผู้สูงอายุจากภาคอีสานท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ถือว่า ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต หรือ Successful aging คนหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งผู้สูงอายุที่ประสบความสำเร็จในที่นี่ หมายถึง ผู้สูงอายุที่มีความสามารถทั้งทางกาย,ทางใจ,ทางอารมณ์และสังคม สามารถปรับตัวได้กับสิ่งที่เกิด สามารถเลือกทำ "กิจกรรมที่มีความหมาย"กับตัวเองได้ งั้นเรามาฟังเคล็ดลับการใช้ชีวิตของคุณยายกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าท่านทำยังไงถึงแข็งแรงทั้งกายและใจแบบนี้ :D

ยายหยาด เป็นผู้สูงอายุอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันคุณยายมีอายุ 76 ปี ยายหยาดแต่งงานกับตาน้อยและมีบุตรด้วยกัน 6 คน บุตรหญิง 5 คน บุตรชาย 1 คน ลูกๆส่วนใหญ่จะแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่นแต่มีลูกชายคนเล็กที่อาศัยอยู่กับตาและยาย ซึ่งที่บ้านอาศัยอยู่กันทั้งหมด 6 คน (ตา+ยาย+ลูกชายคนเล็ก+ลูกสะใภ้+หลาน 2 คน) แต่ในทุกๆวันเทศกาลสำคัญลูกหลานก็จะกลับมาพบกะเยี่ยมตายายกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งกันทุกปี

ยายหยาดเป็นลูกสาวคนโต จากลูกทั้งหมด 7 คน ชีวิตของยายไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยายเรียนจบชั้น ป.4 และต้องออกมาทำงานหาเงินช่วยพ่อแม่เลี้ยงน้องๆตั้งแต่ยายยังเด็กๆ กว่ายายจะก่อร่างสร้างตัวจนมีบ้านจนมีที่นาเป็นของตัวเองได้ ยายบอกว่าไม่ง่ายเลยเพราะเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่ได้มาแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจริงๆ ยายการศึกษาน้อยก็ต้องทำงานหนักกว่าคนที่การศึกษาสูงเป็นธรรมดา ทุกวันนี้ยายมีอาชีพทำนา มีที่นาหลายไร่เป็นของตนเอง ยายจะจ้างคนงานมาช่วยทำงานในช่วงหน้านา เมื่อหมดช่วงหน้านาก็เปลี่ยนไปทำไร่อ้อย โดยยายคาดหวังว่ายายอยากจะสามารถทำนาไปได้อีกถึงอายุ 80 ปีถึงจะเลิกทำอาชีพนี้ ยายรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นชาวนาเพราะเราไม่ต้องไปขอข้าวใครกิน ยายบอกว่า "ยายทำนาขายข้าวไปส่วนหนึ่งแต่ก็แบ่งเก็บไว้กินเองด้วย เดี๋ยวลูกเดี๋ยวหลานมาขอข้าว มันจะไม่มีข้าวกินกัน ไม่อยากให้อดอยาก อยู่แบบสบายๆดีกว่าไม่ต้องกลัวจะอดตาย" โดยทุกวันนี้ยายหยาดยังมีร่างกายที่แข็งแรงสามารถทำนาได้ ไม่มีอาการเวียนหัวหรือปวดหลังเมื่อก้มเลย ยายบอกว่าถ้ายายไม่ทำไร่ทำนาก็ไม่รู้จะทำอะไร ชีวิตคงน่าเบื่อหน้าดู

(รูปภาพที่นาและไร่ของยายหยาด)

ยายเล่าว่า สมัยก่อนพ่อแม่ยายไม่ได้เป็นคนร่ำรวยอะไร มีอาชีพทำนา ยายเป็นคนไทยแท้ อยู่ที่ขอนแก่นตั้งแต่เกิดยันแก่ ครอบครัวยายอยู่กันแบบพอมีพอกิน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันกับเพื่อนบ้าน มีอะไรก็แบ่งปันกัน ไม่ต้องกลัวขโมยขโจนขึ้นบ้านเพราะทุกคนต่างเปรียบเหมือนครอบครัวเดียวกัน ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ต้องทำรั้วสูงยังกะห้องขัง เพราะกลัวขโมยจะปีนเข้าบ้าน

ทุกวันนี้ ยายหยาดยังสามารถเดินไปมาในบ้านได้ มีการทรงตัวที่ดี หลังไม่ค่อม สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เองตั้งแต่ อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า ทานข้าว รวมถึงยังทำงานบ้านได้เองโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย ยายมีความจำที่ดีไม่มีอาการหลงลืม สามารถจดจำลูกหลานและทางกลับบ้านได้อย่างแม่นยำ ส่วนในเรื่องใช้มือของยายยังปกติดีสามารถหยิบจับของตั้งแต่ชิ้นเล็กๆไปจนถึงชิ้นใหญ่ๆได้อย่างคล่องแคล่ว ถือถุงกับข้าวหรือของหนักได้โดยไม่มีอาการปวดหรือล้า ยายไม่เคย มีประวัติการหกล้ม ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยที่รุนแรงอะไร มีเพียงไปผ่าตัดตาต้อกระจกเมื่อเดือนมกราคม ปี2558 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของคุณยายแล้ว

ในทุกๆเช้ายายจะชอบออกกำลังกาย เต้นบริหารร่างกายเบาๆอยู่หน้าบ้าน ก่อนที่จะออกไปทำงานหรือไปพบปะเพื่อนบ้าน ยายหยาดเป็นคนชอบเข้าวัดทำบุญ ไปถือศีลที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา หากมีงานบุญที่ไหนยายจะไปกับเพื่อนๆเสมอ มีเงินเท่าไหร่ก็จะเอาไปบริจาคเข้าวัด บางทีได้เบี้ยผู้สูงอายุมายายก็จะเอาไปบริจาคทั้งหมด ยายเคยบอกว่าถ้าไม่ทำบุญชาตินี้จะทำชาติไหน ยายก็แก่แล้วให้ยายทำบุญเถอะ(พร้อมกับหัวเราะ) ยายหยาดเป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ไม่ค่อยดุด่าลูกหลาน ยายจึงมีสุขภาพจิตที่ดีเป็นที่รักและเคารพของลูกหลาน

ยายยังบอกเคล็ดลับการทานอาหารของยายอีกว่า ยายกินแต่อาหารพื้นบ้านของภาคอีสาน เช่น น้ำพริก ผักลวก แกงเห็ด แกงอ่อม แกงขี้เหล็ก ของพวกนี้เป็นของจากธรรมชาติ กินไปก็มีแต่ประโยชน์ ยายไม่ชอบกินอาหารฟาสฟู้ดหรืออาหารกระป๋อง ยายบอกว่า "รสชาติมันบ่แซ่บเหมือนของบ้านเฮา กินแล้วมันบ่นัว"

ยายหยาดเป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงมากเมื่อเทียบกับผู้สูงคนอื่นๆ เนื่องจากยายหยาดเป็นผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทำอยู่ตลอดเวลา โดยตาม ทฤษฎีกิจกรรม (Activity Theory) กล่าวไว้ว่า "บุคคลที่มีการทำกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา ร่างกายจะกระชับกระเชงและเสื่อมช้ากว่าบุคคลที่ไม่ได้ทำกิจกรรม" ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ยายหยาดอายุจะเข้าเลขแปดแล้ว แต่สุขภาพกายและใจของท่านยังดูไม่แก่เลย แต่ก็จะมีความเสื่อมจากการทำงานในร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของยายหยาด คือ ยายมักบ่นว่าจะนอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน

โดยปัญหานี้เมื่อวิเคราะห์ แนวทางแก้ไขปัญหาทางกิจกรรมบำบัดแล้ว ดิฉันในฐานะนักศึกษากิจกรรมบำบัดจึงให้คำแนะนำกับคุณยาย คือ

1. มีการจัดท่านอนให้ถูกต้อง

2. หากิจกรรมให้คุณยายทำในช่วงกลางวันที่ใช้พลังงานมากเพื่อจะได้หลับในเวลากลางคืน

3. มีการแนะนำให้คุณยายทำ Breathing exercise เพื่อการหายใจที่ถูกต้อง

4. ปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการนอน เช่น แสงสลัว,อุณหภูมิที่เย็นเล็กน้อย,กลิ่นหอมที่ผ่อนคลาย

โดยเราจะมีการใช้กรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัดในการให้คำแนะนำคือ PEOP Frame of Reference

( Person-Environment-Occupation-Performance)

P คือ Person = ปัจจัยในตัวบุคคล (คุณยายมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายโดยเมื่อแก่ขึ้นสมองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมลงส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ,การนอนในท่านอนที่ไม่เหมาะสมคือยายมักจะนอนชันขา)

E คือ Environment = ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งกายภาพและสังคม (ห้องนอนของยายอยู่ชั้นล่างและไม่ได้ติดแอร์ อาจเกิดอุปสรรคขัดขวางในการนอนคือ อุณหภูมิ,เสียง,แสงจากข้างนอก)

O คือ Occupation = การนอนหลับ (Sleep)

P คือ Performance = ความสามารถในการทำกิจกรรม (เมื่อเรามีการปรับ P E และ O ให้สมดุลกันและลดปัจจัยที่ขัดขวางในการทำกิจกรรมการนอน ก็จะทำให้คุณยายสามารถทำกิจกรรมการนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นที่เกิดจากการนอนหลับที่เพียงพอ และทำให้เกิดความสุขในการใช้ชีวิต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดกับความสุข



ความเห็น (0)