6นบีอิบรอฮีม Ibrahim Prophet

แต่งตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าและได้แกะสลักหินเป็นรูปตัวเองส่งไปยังเมืองต่างๆ

بِـسْـــمِ اللَّهِ الرَّحْمَانِ الرَّحِـيْــمِ

6ท่านนบีอิบรอฮีม

Nabi Ibrahim.

الْنَبِيِ إبْرَاهِيْمِ عَلَيْهِ السَّلَام

นบีอิบรอฮีม (Abraham) เกิดเมื่อประมาณ 1900 ปี ก่อนคริสตกาล ในเมืองอูร์ (บาบิโลน) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัค พ่อของท่านมีชื่อว่าอาซัรฺ เป็นหัวหน้านักบวชผู้มั่งคั่งจากการทำรูปปั้นและเทวรูปต่าง ๆ ขายให้แก่ผู้คนทั่วไป

ในเวลานั้น กษัตริย์ที่ปกครองดินแดนบริเวณนั้นคือ นัมรู้ด หัวหน้าเผ่าซาริมี นัมรู้ดไม่เพียงแต่จะเป็นกษัตริย์ผู้ปฏิเสธพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังแต่งตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าและได้แกะสลักหินเป็นรูปตัวเองส่งไปยังเมืองต่างๆ และสั่งผู้คนที่โง่เขลาให้เคารพรูปปั้นของเขาอีกด้วย
อิบรอฮีมเป็นเด็กฉลาดและช่างคิด เขาสังเกตเห็นผู้คนพากันเคารพสักการะเทวรูปหินเหล่านั้นแล้วเขาก็เริ่มสงสัยว่า เทวรูปเหล่านั้นเป็นพระเจ้าจริงหรือ คืนหนึ่ง หลังจากที่แสงอาทิตย์หมดไปจากท้องฟ้าและทุกแห่งตกอยู่ในความมืดมิด อิบรอฮีมก็สังเกตเห็นดวงดาวมากมายอยู่ท้องฟ้า อิบรอฮีมจึงกล่าวว่า ฉันไม่ชอบสิ่งใดที่จางหายไป ในตอนเช้า อิบรอฮีมเห็นดางอาทิตย์โผล่ขึ่นมาจากขอบฟ้าส่องแสงสว่างให้แก่โลก ดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้า อิบรอฮีม จึงรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง ที่เป็นผู้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวเหล่านี้ อัลลอฮฺต่างหากที่เป็นพระเจ้า ฉันจะขอตั้งหน้าเคารพสักการะพระผู้สร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินทั้งหลาย อิบรอฮีมได้พูดกับพ่อของเขาว่า คุณพ่อครับทำไมคุณพ่อต้องไปเคารพบูชาสิ่งไม่สามารถได้ยินและก็มองไม่เห็นอีกด้วย แถมยังไม่สามารถช่วยพ่อได้อีก นอกจากอัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงทำให้หายป่วย ผู้ทรงทำให้ฉันตาย และทำให้ฉันฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง และผู้ที่จะทรงให้อภัยแก่ฉันในวันพิพากษา และฉันจะวิงวอนพระเจ้าของฉันให้ทรงอภัยต่อพ่อ เพราะพระองค์ทรงเมตตาต่อฉัน ฉันจะวิงวอนพระเจ้าของฉัน และฉันหวังว่าฉันจะไม่ผิดหวังในการที่ฉันวิงวอนพระเจ้าของฉันขณะที่ผู้คนออกไปนอกเมือง อิบรอฮีมได้เข้าไปยังสถานที่ตั้งของเทวรูปที่ผู้คนบูชา แล้วทุบทำลายเทวรูปเล็กๆ ต่างๆ จนหมด ยกเว้นเทวรูป รูปใหญ่ที่สุดที่เขาเอาขวานไปแขวนไว้ และปล่อยให้ผู้คนกลับมาเห็นผู้คนจึงตะโกนร้องว่าเทวรูปของเราแตกไปหมดแล้ว ใครทำลายเทวรูปบูชาของเรา มันต้องมีเจตนาร้ายต่อพวกเราแน่ เมื่ออิบรอฮีมถูกนำตัวมา ผู้คนได้ถามว่า อิบรอฮีม เจ้าทำลายเทวรูปที่เราสักการะบูชาใช่ใหม นบีอิบรอฮีมกล่าว เปล่าฉันไม่ได้ทำ แต่เทวรูป รูปใหญ่นั้นต่างหากที่ทำ เพราะขวานอยู่ในมือรูปใหญ่อยู่เลย ไม่เชื่อลองถามเทวรูปเล็กๆ เหล่านั้นดูก็ได้ ด้วยความโกรธที่เทวรูปบูชาของพวกตนถูกทำลายและยังต้องอับอายขายหน้าอิบรอฮีม ด้วยความโกรธ และเสียหน้าทั้งนัมรู้ดและผู้คนของเขาจึงกล่าวว่า ผู้คนจึงได้จับอิบรอฮีมมัดและนำเขาไปวางไว้บนกองฟืนเมือผู้คนเริ่มจุดไฟเผา อัลลอฮฺก็ได้มีบัญชาว่า โอ้ไฟ จงเย็นลงและอย่าทำอันตรายต่ออิบรอฮีม หลังจากที่ไฟเผาจนท่วมร่างอิบรอฮีมแล้ว อิบรอฮีมรู้แล้วพ่อของเขาเป็นศัตรูต่ออัลลอฮฺอย่างชัดเจน หลังจากที่อิบรอฮีมได้รับความช่วยเหลือให้ปลอดภัยจากการถูกเผาแล้ว นบีอิบรอฮีมก็อพยพออกจากเมืองอูร์กับหลานชายชื่อลูธ (Loth نَبِيِ لُوْطَ) ไปยังดินแดน คะนาอัน (Cana-an) คือดินแดนเยรูซาเล็มปาเลสตัยน์ปัจจุบัน (ระยะทางจากจุดสมมุติว่าแบกแดดเป็นเมืองที่มีแม่น้ำไทกิส และยูเฟติสขนาบสองข้างซึ่งเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ น่าจะเป็นเมือง บาบิโลน และเมือง อูร์ในอดีต วัดระยะทางตรงไปสู่เยรูซาเล็ม ได้ 900 กิโลเมตรเศษ อาจจะใช้เวลาเดินทาง 20 กิโลเมตรต่อวันด้วยอูฐ ก็จะใช้เวลา 45- 50 วันเป็นอย่างต่ำ ) เมื่อตั้งหลักปักฐานอยู่ที่คะนาอันได้แล้วก็เดินทางรอนแรมไปดินแดนอิยิปต์ เพื่อแสวงหาสัจธรรม และไปได้ภรรยา (ชื่อนางซาเราะห์ Sarah سَارَةِ) มาหนึ่งคนพร้อมสาวใช้ชื่อ ฮาญัร (อ่านว่า ฮา-ยะ-รุ) (هَاجَرَ = ยพยพ Migration ซึ่งนามของเธอมีความหมายถึง อพยพไปสู่อิสระชน) ก็กลับไปดินแดนคะนาอันอีกที แต่งงานกันมานานหลายปีแล้วก็ยังไม่มีลูก ท่านจึงได้วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานลูกชายที่ดีแก่ท่านสักคนหนึ่ง (ระยะทางจากคะนาอันไปสู่อิยิปต์นั้น วัดแผนที่หยาบๆ ไปถึงไคโรดินแดนปิรามิด 480 กิโลเมตร ใช้อูฐเดินทางได้วันละ 20 กิโลเมตรต่อวัน เท่ากับ 24 วัน แต่ต้องใช้เวลาหยุดพักอูฐกินหญ้ากินน้ำตามที่ต่างๆ ก็น่าจะเป็น 45 วันเป็นอย่างช้า)

นบีอิบรอฮีมแต่งงานมาหลายปีแล้วก็ยังไม่มีลูก ท่านจึงได้วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานลูกชายที่ดีแก่ท่านสักคนหนึ่ง ต่อมาท่านก็ได้แต่งงานกับนางฮาญัรสาวใช้ของนางซาเราะห์ให้คำอนุญาต และได้ลูกชายน่ารักคนหนึ่งมีชื่อว่าอิสมาอีล ซึ่งมีความหมายว่าเป็นที่ได้ยิน นั่นคืออัลลอฮฺได้ยินคำวิงวอนของท่านนั่นเอง

ต่อมาได้มีวะฮี وَحْيُ Revelation ให้นบีอิบรอฮีมอพยพไปอยู่มักกะห์ (คะนะอันถึงมักกะห์ 1400 กิโลเมตร เดินทางประมาณ 80 ถึง 100 วัน)

เมื่อมาถึงมักกะห์ พักลงที่กะอะบะห์ นบีอิสมาอีลร้องไห้เพราะความหิวน้ำ นางฮาญัรผู้เป็นแม่ ก็ออกเดินเสาะหาแหล่งน้ำ ระหว่างเขาศอฟากับเขามัรวะห์ นบีอิสมาอีลก็ร้องเสียงดังขึ่นดังขึ้น นางฮาญัรก็รีบวิ่งรีบก้าวจ้ำเสาะหาแหล่งน้ำ แต่มาพบเลยสักที่ จนนบีอิสมาอีลร้องไห้แล้วตีนถีบคุ้ยทรายออกเป็นหลุมเป็นวงใหญ่ขึ้น นางฮาญัรก็วิ่งกลับมาหานบีอิสมาอีลเพื่อจะมาปลอบใจ แต่กลับได้เห็นแอ่งน้ำซึมขึ้นมาจากผืนทราย นางจึงคุ้ยทรายป้องขึ้นเป็นแอ่งเล็ก ๆ ได้น้ำให้นบีอิสมาอีลดื่มกิน (ตำนานการเดินสะอา سَعَىِ = Endeavor = มานะ, บากบั่น. เป็นหนึ่งในพิธีอุมเราะห์และฮัจญ์)

นบีอิบรอฮีมได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่บริเวณกะอะบะห์นั้น แล้วก็ปฏิสังขรณ์กะอะบะห์ขึ้นมาใหม่ หลังจากนบีอาดัมจากไป ไม่มีใครมาใช้ (สร้างโดยมลาอิกะห์) นบีอิบรอฮีมก็อาศัยอยู่กินที่มักกะห์มาเรื่อยจนกระทั่งนบีอิสมาอีลโตเป็นหนุ่มแล้ว ท่านนบีอิบรอฮีมฝันว่า อัลลอฮฺขอร้องให้นบีอิบรอฮีมเชือดนบีอิสมาอีลพลีเพื่อพระองค์ เช้ามาท่านนบีอิบรอฮีมก็มาเล่าให้นบีอิสมาอีลฟัง นบีอิสมาอีลฟังแล้วก็ตอบผู้เป็นบิดาไปว่า "ในเมื่อเป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺ ขอให้ท่านบิดาจงทำตามประสงค์ เพื่อสนองพระองค์เถิด" จนมาถึงวันที่นบีอิบรอฮีมนำนบีอิสมาอีล มาที่ที่จะทำการเชือด (ที่ทุ่งมีนา) ชัยฏอนมารร้ายได้มายุยงว่า "ลูกของท่าน ท่านจะมาเชือดพลีเพื่ออะไรกัน ไม่ต้องทำการสนองประสงค์อัลลอฮฺหรอก" ท่านนบีอิบรอฮีมก็หยิบก้อนหินขว้างปา ไล่ชัยฏอนไป พอนบีอิบรอฮีมเดินมาจะทำการเชือดอีก ชัยฏอนมันก็โผล่มาอีก มายุยงว่า "ลูกของท่าน ท่านจะมาเชือดพลีเพื่ออะไรกัน ไม่ต้องทำการสนองประสงค์อัลลอฮฺหรอก" ท่านนบีอิบรอฮีมก็หยิบก้อนหินขว้างปา ไล่ชัยฏอนไปอีก พอจะเชือดอีกเป็นครั้งที่ 3 ไอ้ชัยฏอนมารร้ายตัวพ่อมายุยงว่า "ลูกของท่าน ท่านจะมาเชือดพลีเพื่ออะไรกัน ไม่ต้องทำการสนองประสงค์อัลลอฮฺหรอก" ท่านนบีอิบรอฮีมก็หยิบก้อนหินขว้างปา ไล่ชัยฏอนไปไกล แล้วมันก็หายลับไป ท่านนบีอิบรอฮีมก็ลงมือเชือด ทันใดนั้นอัลลอฮฺเห็นแล้วว่านบีอิบรอฮีมศรัทธามั่นต่อพระองค์ พระองค์จึงเปลี่ยนตัวจากนบีอิสมาอีลมาเป็นแกะตัวอ้วนพลี ท่านนบีอิบรอฮีมจึง สรรเสริญอัลลอฮฺว่าพระองค์เป็นผู้เมตตา เป็นผู้เพียงพอ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ (เหตุการณ์นี้จึงเป็นตำนานของการ ขว้างเสาหินในพิธีฮัจญ์) และเป็นตำนานการเชือดกุรบ่านอีกด้วย

นบีอิบรอฮีมได้ขอดุอาอ์ว่า โอ้พระผู้ภิบาลของฉัน ได้ทรงโปรดทำเมืองนี้ให้เป็นที่ปลอดภัยและได้ทรงโปรดประทานผลไม้นานาชนิดแก่ชาวเมืองผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ายด้วยเถิด พระองค์จึงได้ตอบว่า สำหรับบรรดาผู้ปฎิเสธนั้น พระองค์ก็จะให้ริสกีและสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในโลกนี้แก่พวกเขา และความปลอดภัยพวกเขาด้วย ส่วนในโลกหน้า พระองค์จะส่งเขาไปสู่การลงโทษในไฟนรถ ขอพระองค์ได้ทรงแสดงให้เรารู้ถึงการปฎิบัติศาสนกิจของเราและได้ทรงอภัยโทษแก่รา แน่แท้ พระองค์ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นคุณโยชน์มากมายที่พวกเขาจะได้รับและเพื่อพวกเราจะได้กล่าวคำรำลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺในวันทุก ๆ วัน

ต่อมา นบีอิบรอฮีมได้เดินทางกลับไปหานางซะเราะห์อีกครั้งหนึ่งและได้อยู่กับนางจนกระทั้งถึงวัยชราโดยที่ทั้งสองไม่มีลูกด้วยกันเลย

แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่นบีอิบรอฮีมกำลังย่างลูกวัวเป็นอาหารอยู่หน้าบ้าน มีชายหนุ่มรูปงามสามคนเดินผ่านมายังนบีอิบรอฮีม และให้สลามแก่ท่านนบีอิบรอฮีม "อัสลามมุ อะลัยกุม" ท่านนบีอิบรอฮีมตอบรับสลามชายหนุ่มทั้งสามว่า "วะอะลัยกุมุสลาม" นบีอิบรอฮีมเมื่อรู้ว่ามีแขกมาเยือน นบีอิบรอฮีมจึงเชิญแขกทั้งสามแวะเข้าบ้านและเอาเนื้อลูกวัวย่างมาเลี้ยงตามธรรมเนียม นบีอิบรอฮีมยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มรูปงามทั้งสามคนนั้นคือมลาอิกะห์ที่อัลลอฮฺส่งมาในร่างของมนุษย์ แต่เนื่องจากมลาอิกะห์ไม่กินและไม่ดื่ม นบีอิบรอฮีมจึงไม่สบายใจและกลัวว่าแขกทั้งสามจะมีเจตนาไม่ดี เพราะไม่ยอมกินอาหารที่ท่านนำมาเลี้ยง มลาอิกะห์เมื่อเห็นนบีอิบรอฮีมมีท่าทางตกใจ ชายหนุ่มทั้งสามจึงได้บอกนบีอิบรอฮีมว่า "อย่าได้ตกใจเลย เรามาแจ้งข่าวดีว่าท่านจะมีลูก" ขณะนั้น นางซะเราะห์ภรรยาของท่านได้ยืนอยู่ที่นั่นด้วย นางจึงได้แต่หัวเราะและเอามือตบหน้าผากของนางเมื่อได้ยินเช่นนั้น (ตามอุปนิสัยของชาวอาหรับ)

มลาอิกะห์จึงได้กล่าวว่า "อัลลอฮฺได้ทรงให้เราบอกข่าวดีแก่นางว่า นางจะได้บุตรที่มีชื่อว่า อิสฮาก และจะมีหลานจากอิสฮากชื่อ ยะกู๊บ"

มลาอิกะห์ยังบอกต่อไปอีกว่า อัลลอฮฺส่งพวกตนมาให้ย้ำเตือนแก่นบีลูธ ในประชาชาติของเขา นบีอิบรอฮีมรู้ทันทีเมืองที่มลาอิกะห์พูดถึงคือเมืองโซดอม เมืองที่ผู้คนกำลังประกอบความชั่วด้วยการมีความสัมพันธ์ทางเพศในหมู่ผู้ชายด้วยกัน และท่านได้สั่งให้ลูฏหลานชายของท่านไปตักเตือน "โอ้ พวกท่าน ในเมืองนั้นมีลูฏอยู่ด้วย" นบีอิบรอฮีมกล่าวด้วยความวิตก

มลาอิกะห์จึงกล่าวว่า "เรารู้ว่ามีใครอยู่ที่นั่น แต่เราจะป้องกันเขาและครอบครอบของเขา ยกเว้นภรรยาของเขาที่ไม่ยอมออกจากเมือง" หลังจากนั้นไม่นาน นางซะเราะฮฺก็ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อ อิสฮาก แก่นบีอิบรอฮีมดังที่มลาอิกะห์ได้กล่าวไว้ ขณะที่นบีอิบรอฮีมอยู่ในวัยชราและอ่อนแอมากแล้ว

ขณะที่นบีอิบรอฮีมอยู่ในวัยชราและอ่อนแอมากแล้ว วันหนึ่งมลาอิกะห์ อิซรออีล عزرائيل Izrael ได้มาปรากฏต่อหน้า และกล่าวว่าอัลลอฮได้ทรงมีบัญชาให้ฉันมาเอาชีวิตท่าน อิซรออีลกล่าว นบีอิบรอฮีมเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงกล่าวแก่มมลากะห์ว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮฺเถิด นบีอิบรอฮีมเสียชีวิตเมื่อท่านมีอายุได้ 175 ปี หลังจากนั้น ลูกหลานของท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นนบีคนสำคัญหลายคน เช่น อิสมาอีล إسماعيل Ishmael, ลูธ لُوْطَ , อิสฮาก إسحاق Isaac, ยะกู๊บ يعقوب Jacob ต้นตระกูลอิสรออีล, ยูซุฟ يوسف Joseph, มูซา مُوْسَى Moses . . . ผู้ได้รับคัมภีร์เตาร็อต (Torah)

เรื่อยมาจนถึงนบี อีซา نَبِيِ عِيْسَى (เยซู Jesus) เป็นนบีและเราะซูลลุลลอฮ์เช่นเดียวกันกับนบีมูซา และได้รับคัมภีร์อินญีล (Bible) มาสนับสนุนคัมภีร์เตาร็อต แต่พวกปุโรหิตยิวไม่พอใจ เกาะดารของอัลลอฮฺ ที่บังเกิดนบีอีซามาโดยไม่มีบิดา พวกปุโรหิตยิวกล่าวหาว่า นางมัรยัม (Marium) คบชู้สู่ชาย จึงไม่มีบิดาให้อีซา จนถึงขั้นแจ้งทหารโรมันมาจับฆ่าตรึงไม้กางเขน


เรียบเรียงโดยฮัจญีอิสมาอีล อานนท์ เพ็ญพันธ์ [email protected]

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน easyread



ความเห็น (0)