สังคมมนุษย์มีพลวัตร การอยู่ร่วมกันจึงมีพัฒนาการไปสู่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อยู่เรื่อย ๆ
เมื่อกล่าวถึงสังคมทาส หรือยุคทาส ก็คือยุคที่สังคมสร้างประดิษฐกรรมแห่งความสัมพันธ์ระหว่าง
นายทาส กับ ทาส จุดแบ่งแห่งยุคสมัยแห่งทาสจึงไม่แน่นอน ทาสยุคแรกสุดคือ ทาสที่เกิดจาก
การแพ้สงคราม ทหารหรือพลเรือนจะถูกกวาดต้อนเอาไปเชลย หรือ เป็นทาส ทาสแบบนี้แม้กระทั่ง
สงครามโลกครั้งที่สองก็ยังปรากฎมีอยู่ นิยามของทาส[1] คือ บุคคลที่ถูกนับสิทธิเหมือนสิ่งของของ
ผู้อื่น โดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของ หรือนายทาส เช่นการรับใช้ด้านแรงงาน ถ้าไม่เชื่อฟังอาจ
ถูกลงโทษ อยู่ภายใต้ความต้องการของนายทาส

จากงานทางมานุษยวิทยา สังคมเริ่มเป็นทาสมาจากยุคที่แบ่งแยกงานกันทำ ทำให้เกิดช่างฝีมือ พ่อค้า
เกษตรกร และเริ่มมีการแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อได้ผลผลิตส่วนเกินและมีการขยายอาณาเขตทำให้เกิด
สงครามเพื่อแย่งชิงอาณาเขต ผู้แพ้จะเป็นเชลย และทาส ซึ่งต้องใช้แรงงานอย่างหนัก การผลิตทางการ
เกษตรซึ่งมีความจำเป็นในการใช้แรงงานจึงเริ่มมีการใช้แรงงานทาส และในยุคนี้เองจึงทำให้มนุษย์กลาย
เป็นสินค้าด้วยวิธีการต่าง ๆ คือ คนที่ติดหนี้ นักโทษ เชลยสงคราม เด็กที่เป็นลูกทาส หลาย ๆ อารยธรรม
ที่รุ่งเรืองใช้ทาสผลิตอารยธรรมทั้งสิ้น ทั้งกรีก โรมัน อียิปต์ เมโสโปเตเมีย จีน แม้สังคมจะเปลี่ยนไปเป็นยุค
ฟิวดัลแล้วก็ตาม วิถีการผลิตนั้นมีความสัมพันธ์กับแรงงานทาส การค้าทาสทำอย่างเปิดเผยในยุโรป และมี
ความคิดความเชื่อว่า ทาสไม่ใช่มนุษย์ การขยายการค้าทาสเริ่มจากวัฒนธรรมอาหรับ ที่นำทาสผิวดำจาก
แอฟริกามาเป็นแรงงาน และค้าขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

เมื่อสังคมเริ่มเป็นอารยะที่เห็นว่าสังคมมนุษย์ควรเป็นสังคมที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ภายหลังจาก
เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และ ศาสนาคริสต์แบบโปรแตสแตนท์ ได้แยกออกจากคริสต์กระแสหลักแล้ว มีการ
เรียกร้องให้เกิดการปลดปล่อยทาส ในอังกฤษและยุโรป ส่วนในอเมริกาถึงกับเกิดสงครามกลางเมืองอันเนื่องจาก
เรื่องการเลิกทาส และใน 1863 ประธานาธิบดีลินคอร์น ประกาศเลิกทาสอย่างเป็นทางการ หลังจากสามารถยุติ
สงครามกลางเมืองในอเมริกาได้สำเร็จ และให้ทาสผิวดำ เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ผลสุดท้ายจากการเลิกทาส
ทำให้ประธานาธิบดีลินคอร์น ถูกลอบสังหาร

สำหรับในดินแดนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยมีทาสกันตั้งแต่สมัยสุโขทัย[2] โดยเฉพาะทาสที่เกิดจากการแพ้สงคราม
เรื่อย ๆ ลงมาจนถึงอยุธยา ซึ่งกำหนดทาสเจ็ดประเภท[3]คือ ทาสสินไถ่ ทาสในเรือนเบี้ย ทาสที่ได้มาแต่บิดามารดา ทาสท่านให้
ทาสอันได้ช่วยเหลือในยามโทษทัณฑ์ ทาสอันได้เลี้ยงมาเมื่อเกิดทุพภิกขภัย ทาสเชลย จนกระทั่งรัตนโกสินธ์ตอนต้นก็ยัง
มีระบบทาส ที่รับใช้มูลนายอยู่ ต่อมาพระพุทธเจ้าหลวงปฏิรูปบ้านเมืองให้รวมศูนย์อำนาจแบบตะวันตก จึงได้เกิดพระราชดำริ
ที่จะเลิกระบบทาส ดังเช่น นานาอารยประเทศ แต่วัฒนธรรมหลักและวิถีการผลิตยังมีความจำเป็นที่จะมีทาสอยู่ พระพุทธเจ้่า
หลวงต้องใช้เวลานานมากพอสมควรจึงปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการเลิกทาสได้สำเร็จ เนื่องมาจากการเลิกทาสไปขัดผลประโยชน์
ในโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม ซึ่งหยั่งรากแก้วมานาน และในวันที่ 1 เมษายน เป็นวันประกาศเลิกทาสของไทยจึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันระบบทุนนิยมเป็นกระแสหลัก การทำมนุษย์ให้เป็นสินค้า ก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบไป มีอยู่หลายมิติ ซึ่งจะนำเสนอถ้ามีเวลาค้นคว้าพอ ทาสยุคใหม่จึงถูกทำให้รู้สึกว่ามีเสรี แต่ในแก่นแท้ก็คือยังคงความเป็นทาสอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทาสบริโภคนิยม การค้าประเวณี การค้าแรงงานเถื่อนในระดับต่าง ๆ ความสำคัญของยุคหลังอยู่ที่การกล่อมเกลาให้ยินยอมเป็นทาส ด้วยรูปแบบที่เป็นไท


[1] ชุติกานต์ ฉลองวงศ์ (2555) ประวัติศาสตร์การค้าทาส ย้อนตำนานเมื่อมนุษย์กลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ ,กรุงเทพฯ,ก้าวแรก
[2] ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดย์ ได้ให้ความเห็นไว้ ดูในการถกเถียง http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply...
[3] เรื่องเดียวกัน (2555)