กริยาที่เป็นกลุ่มคำ มีลักษณะซับซ้อน และมีปัญหาต่อผู้เรียนทั้งในแง่ของไวยากรณ์ และความหมายที่เป็นกลุ่มคำ (lexical meaning) ฉันพบว่า ผู้เรียนรอบโลก ดูเหมือนตื่นกลัวในตัวชื่อ และพยายามที่จะไม่ใช้กริยาที่เป็นกลุ่มคำ เพราะกลัวว่าจะผิดพลาด ในบทความนี้ ฉันจะสำรวจดูว่าทำไมสิ่งนี้จึงเป็นปัญหา และพวกครูจะกระตุ้นให้นักเรียนใช้กริยาที่เป็นกลุ่มคำได้อย่างไร โดยที่ฉันจะนำเสนอไปตามขั้นตอนเหล่านี้
1. ความหมายที่หลากหลาย (Various meaning)
กริยาที่เป็นกลุ่มคำจะมีความหมายมากกว่า 1 ดังนั้นผู้เรียนซึ่งเคยรู้ความหมายของคำว่า turn down ในประโยคว่า He turned down the radio จะมีปัญหากับคำว่า He turned her down. ที่แปลว่า เขาปฏิเสธหล่อน ในกรณีนี้ฉันมีข้อคิด ดังนี้
1. ฉันยืนยันว่าความหมายที่ตรงกับตัวบทเท่านั้นคือความหมายที่ดีที่สุด ถ้าความหมายของกริยานั้นเกี่ยวข้องกับการปฏิเสธ ฉันจะสอนความหมายนั้น โดยไม่ไปยุ่งยากกับความหมายอื่นๆ ฉันยังพบอีกว่าวิธีการนี้ดีที่สุด และยุ่งยากน้อยที่สุดกับผู้เรียน
2. Richards กล่าวว่า การรู้ความหมายของคำ ก็คือ รู้ถึงความหมายอื่นๆของคำนั้นด้วย (คำศัพท์เขียนเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่ในบริบทต่างกัน แล้วจะแปลต่างกัน หรือ polysemy) ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดมุ่งหมายในการสอนของเรา แต่อย่าลืมว่าสิ่งนี้ต้องใช้เวลา
3. มีเพียงการอ่านเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้เรียนได้คุ้นเคยกับตัวบท เพราะได้เจอกับกริยาที่เป็นกลุ่มคำ ซึ่งจะทำให้นักเรียนผู้มีความสามารถในคลังคำ (lexically competent) ได้ ผู้เรียนจะต้องวกวนอยู่กับความหมายในตอนแรก แต่ต่อมาก็ค่อยๆเข้าใจความหมายมากขึ้น
กริยาที่เป็นกลุ่มคำจำนวนมาก จะมีความหมายตรงตัว (literal) เช่น to sit down, to stand up แต่บางครั้งก็มีความหมายที่เป็นนัยประหวัด เช่น I picked up quite a bit of Spanish on holiday last year. ในกรณีนี้ฉันมีข้อแนะนำ ดังนี้
1. ถ้านำเสนอผ่านตัวบท ผู้เรียนสามารถตีความความหมายได้ค่อนข้างจะถูกต้อง เช่น ตัวชี้แนะของคำว่า pick up จากแก่นของตัวบท และตัวอื่นๆในบริบทที่แวดล้อมคำนั้น แต่ถ้าอ่านคำนั้น โดยแยกขาดจากบริบท อาจทำให้คำนั้นดูมั่วๆกับผู้เรียน
หนังสืออ้างอิง
Vanessa Steele. (2015). Multi-word verbs:Learner problems. TE Editor on 28 June, 2005
ได้รับความรู้อย่างต่อเนื่ิองค่ะ
ขอบคุณนะคะ