ตระกูล Quatrz....Opal

Dr. Ple
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โอปอล (Opal) เป็นอัญมณีใน ตระกูลควอตซ์ (Quatrz) เช่นเดียวกับแอเมทิสต์กับที่ 5 – 6 โมส์ (Moh) มีความวาวแบบแก้วและยางสน มีหลายสีด้วยกัน เช่น สีขาว แดง เหลือง เขียว ม่วง ดำ แต่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือ โอปอลไฟ

จากสีสันลวดลายอันงดงามที่พาดผ่านบนตัวโอปอลนี้ .... ทำให้นักประวัติศาสตร์ไพลนี (Pliny) ชื่นชมไว้ว่า มันคือศูนย์รวมความงามของเหล่าอัญมณี .... เพราะประกอบด้วย ... เปลวไฟสีแดงจากทับทิม ประกายสีม่วงเหมือนแอเมทิสต์ และสีเขียวน้ำทะเลจากมรกต

คำว่า Opal มาจากภาษาสันสกฤตว่า Upula แปลว่า หินมีค่า โอปอลเป็นที่รู้จักมาเป็นเวลานานหลายพันปีมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันตกนักโบราณคดี ชื่อ Louis Leaky ขุดพบเครื่องประดับโอปอลที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งมีอายุถึง 6,000 ปี ... ในถ้ำที่ประเทศเคนยา ... มงกุฎของกษัตริย์แห่งอาณาจักร Holy Roman ประดับด้วย... โอปอล ชื่อ Orphanus …. มงกุฎของกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ก็ประดับด้วยโอปอลเช่นกัน .... อัญมณีสีรุ้งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนในสมัยก่อนมากมาย เช่น วิลเลียม เซคสเปียร์ (William Shakespeare) เซอร์ วอลเตอร์ สก็อต (Sir Walter Scott) ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ๆ แก่โอปอล

สัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวตะวันตก

ชาวตะวันตก ... เชื่อกันว่าโอปอลเป็นหินแห่งโชคลาง มีความเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ สามารถบอกเหตุล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดเหตุดีหรือเหตุร้าย โอปอล ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง เพราะมันเต็มไปด้วยสายรุ้งแห่งความหวัง .. ผู้ที่สวมใส่อัญมณีชนิดนี้จะสมหวังในสิ่งที่ต้องการ ... ชาวอาหรับเชื่อว่า โอปอล คือ อัญมณีที่ตกลงมาจากสวรรค์

ตำนาน การเกิดโอปอล

สีสันหลากหลาบนโอปอลมีตำนานเล่าขานกันว่า เทพแห่งดวงอาทิตย์ เทพแห่งไฟ และเทพแห่งสวรรค์ .... หลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน ทำให้เทพทั้งสามบาดหมางกัน .... เทพเจ้าซีอุส จึงแก้ปัญหาโดยสาปหญิงผู้นั้นให้กลายเป็นหมอก แต่เทพทั้งสามกลับกลัวว่าตนเองจะจำหญิงผู้นั้นไม่ได้ เทพแห่งดวงอาทิตย์จึงให้สีทองแก่นาง เทพแห่งไฟให้สีแดง ส่วนเทพแห่งสวรรค์ให้สีน้ำเงิน ... เทพซีอุส... เห็นว่าเรื่องราววุ่นวายมากขึ้น จึงเสกให้ร่างของหญิงสาวกลายเป็นโอปอล ตั้งแต่นั้นมา โอปอลจึงมีสีสันสวยงามดังที่เห็น

ในทางวิทยาศาสตร์ การที่โอปอลมีสันหลากหลายนั้นเกิดจากอนุภาคของทรายซึ่งเป็นส่วนประกอบของโอปอล เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ... ทำให้เกิดช่องว่างภายในเป็นโพรงเล็กๆ และมีน้ำแทรกอยู่ในช่องว่าง จึงเกิดแสงสะท้อนให้เห็นเป็นสีสันต่าง ๆ มากมาย

ในปัจจุบันนี้กว่า 95% ของโอปอลที่สวยงามของโลก มาจากประเทศออสเตรเลีย (Australia)

ลักษณะสีของโอปอล

แหล่งโอปอลในประเทศออสเตรเลียนั้น ส่วนใหญ่มาจาก รัฐควีนส์แลนด์ เมืองแอนดามูกาใน เซาท์ออสเตรเลีย (South Australia) และมาจาก เมืองไวท์คลิฟท์ (White Cliffs) เมืองไลท์นิง ริดจ์ (Lightning Ridge ) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales )

ส่วนประเทศที่ผลิตโอปอลเป็นจำนวนมากนับเป็นที่สอง รองจากประเทศออสเตรเลียได้แก่ เมืองเคอร์รีตาโร (Queretaro) ในประเทศเม็กซิโก นอกจากนั้น โอปอลก็มาจากรัฐเนวาดา (Nevada) คาร์ลิฟอร์เนีย (California) ไอดาโฮ (Idaho) โอเรกอน (Oregon) และอาริโซนา(Arizona) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกแห่งหนึ่งจากเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศที่มีโอปอลวุ้น (Jelly Opal) จัดเป็นเลิศประเทศหนึ่ง

ด้านเอเซีย ประเทศที่รู้จักการเจียระไนโอปอล เป็นประเทศแรกนั้น เชื่อว่าได้แก่ประเทศลังกา (Ceylon) ในประเทศไทย เริ่มมีการเจียระไนโอปอลเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2494 โดยคุณอนันต์ ซาลวาลา เจ้าของบริษัทไทยแลปปิ๊ดดารี่ ในปัจจุบันเท่าที่ทราบปรากฏว่า ชาวไทยเราเจียระไนโอปอลได้นิ่มนวลและสวยงามมาก ประเทศญี่ปุ่นเอง ก็ยังมีการเจียระไนโอปอล หลังประเทศไทยเรา เท่าที่ทราบมา มิสเตอร์ มุชืยูโกฟู เป็นช่างเจียระไนโอปอลคนแรกของญี่ปุ่น

คุณสมบัติโอปอล

- คุณสมบัติทางเคมี คุณสมบัติทางเคมีของโอปอล จะมีสูตรเคมีที่คล้ายแร่ควอตซ์ แต่มีโมเลกุลของน้ำปนอยู่ด้วยในสูตรโมเลกุล คือ SiO2. nH2O มีคุณสมบัติ ไม่หลอมละลาย(infusible) ไม่ละลาย (insoluble) มีปฏิกิริยาเคมีคล้ายกับควอตซ์

- คุณสมบัติทางฟิสิกส์

คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของโอปอล คือ ไม่มีรูปผลึก (Amorphous) และมักจะมีลักษณะคล้ายพวงองุ่น (botryoidal) หรือคล้ายๆ หินย้อย (Stalactite) มีรอยแตกเว้ากึ่งๆ โค้ง ... มีความแข็งอยู่ในช่วง 5.5 - 6.5 ตามสเกล ความแข็งมาตรฐานโมห์ (Moh's scale of hardness) .... มีค่าความถ่วงจำเพาะ 1.9 - 2.2 มีความวาวคล้ายแก้ว .... บางครั้งก็มีความวาวคล้ายยางสน สีของโอปอลอาจจะเป็นสีขาว .... ไม่มีสี สีเหลือง แดง น้ำตาล เขียว เทา และน้ำเงินขึ้นกับมลทินที่เข้ามาเจือปนอยู่ บางครั้งจะแสดงคุณสมบัติโอปอเลสเซนท์ (Opalescense) คือเมื่อขยับไปมาจะเล่นสีได้ .... เนื้อมีลักษณะโปร่งใสถึงโปร่งแสง .... ค่าดัชนีหักเหหรือมาตรการแสงหักเห(Refractive index) ไม่คงที่ .. ปกติอยู่ในช่วงระหว่าง 1.435 - 1.455 ... โอปอลไม่มีรอยแยกแนวเรียบ (Cleavage) อย่างเช่น รัตนชาติอื่นๆ ... มีแต่เฉพาะรอยแตก (Fracture) ซึ่งมักจะแตกเป็นรูปก้นหอย (Conchoidal fracture)

นอกจากนี้แล้ว โครงสร้างของโอปอลยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือโมเลกุลซิลิกอนไดอ๊อกไซด์จับตัวกันแบบรูปปิรามิดโดยมีน้ำแทรกอยู่ .... ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการเล่นสีขึ้น คล้ายกับการเกิดรุ้งบนฟองสบู่ ....

โอปอลมีหลายสี แต่ที่พบมาก คือ สีขาว สีดำถือว่าราคาแพงที่สุดเพราะจะทำให้การเล่นสีเด่นชัดขึ้น โอปอลไฟ (เหลือง ส้ม แดง) มักจะนำมาเจียระไนและใช้แทนทับทิม โอปอลที่หายาก คือ สีเขียว น้ำเงิน

โอปอล ... จะบอบบาง จึงมักจะถูกประกบด้านล่าง 2-3 ชั้น ด้วยโอปอลสีดำ และด้านบนปะด้วยควอทซ์ใส ... ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมากในการนำโอปอลมาทำแหวน หรือเครื่องประดับอื่นๆ ที่ต้องการการปรับปรุงคุณภาพอย่างหยาบ

ชนิดของโอปอล

1. โอปอล ... มีค่า (Precious Opal) โอปอลชนิดนี้จะมี สีขาว สีน้ำนม สีน้ำเงิน และสีเหลือง บางแหล่งก็มีสีเข้มกว่านี้ เช่น ที่เรียกว่าโอปอลดำ (black opal) เนื้อมีลักษณะโปร่งแสงเล่นสีได้เมื่อขยับไปมา โอปอลมีสีส้มสด และสีแดงอย่างเปลวไฟ เรียกว่า fire opal

2. โอปอลธรรมดา(Common Opal)โอปอลชนิดนี้จะมีสีขาวน้ำนม เหลือง เขียว แดง น้ำตาล และสีอื่นๆ ไม่มีการสะท้อนแสงภายในเหมือน precious opal

3. ไฮยาไลท์(Hyalite)โอปอลชนิดนี้เป็นโอปอลที่ใสสะอาด ไม่มีสี ผิวหน้าจะกลมคล้ายพวงองุ่น

4. เกย์เซอไรท์(Geyserite)หรือ Siliceous Sinter .... โอปอลชนิดนี้เป็นโอปอลที่เกิดจากพุน้ำร้อน (hot spring) โอปอลที่เยลโลว์สโตน เนื้อดูผุร่วนกว่าธรรมดา

5. ไม้เนื้อโอปอล(Wood Opal).... โอปอลชนิดนี้เป็นซากดึกดำบรรพ์ของไม้ที่มีสารพวกซิลิกาเข้าไปแทนที่ในส่วนต่างๆ ของลำต้น ซึ่งมักสลับกับเนื้อคาลซีโดนี

6. ดินเบา(ไดอะตอมไมท์ Diatomite) …. โอปอลชนิดนี้มีเนื้อละเอียดคล้ายชอล์ก เกิดจากการสะสมตัวของซากชีวินพวกไดอะตอม ซึ่งเนื้อจริงๆ ของไดอะตอมไมท์ก็คือ โอปอล


ประเภทของโอปอล.... Bauer (1969) ได้แบ่งโอปอลออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. พรีเชียสโอปอล (Precious Opal) หรือ โอปอลที่มีค่าทางรัตนชาติ นี้

หลักการณ์ทั่วไป เป็นโอปอลที่มีการเล่นสี (Play of colour) เป็นประกาย ได้สวยงามมาก และมีค่าสูง หาได้ยาก Bauer (1969) อธิบายลักษณะไว้ว่า พรีเชียลโอปอลเป็นโอปอลที่มีค่ามากที่สุด มีการเล่นสี เกิดเป็นประกายสวยงาม ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากภายในเนื้อของตัวมันเอง ไม่ใช่เป็นสีซึ่งเกิดจากมีมลทินอื่นแปลกปลอมเข้าไป ในบางครั้งการเล่นสีอาจปรากฏให้เห็นทั่วทั้งผิวหน้า ซึ่งเจียระไนขัดมันของโอปอลหรืออาจมีการเล่นสีเพียงบางจุด หากพลิกดูจุดนั้นจะค่อยๆ หายไปบนพื้นหน้าพลอยนั้น พรีเชียสโอปอล จะมีความวาว (Luster) ซึ่งจัดว่าไม่สูงนักและมีความแข็งค่อนข้างต่ำ การเล่นสี อยู่ในช่วงที่ไม่ลึกลงไปนัก จึงเป็นเหตุอันหนึ่งซึ่งทำให้ไม่มีการเจียระไนโอปอลชนิดนี้เป็นเหลี่ยมตัด (Facet) นอกจากนี้แล้ว พรีเชียสโอปอลยังมีความโปร่งแสง (Translucent) และบางครั้ง อาจมีความโปร่งใสได้(Transparent)



2. โอปอลไฟ (Fire opal) หรือ (Sun opal) จัดเป็น โอปอลที่มีค่าสูง รองจากโอปอลดำ บางเม็ดอาจมีค่า เทียบเท่า หรือแพงกว่าโอปอลดำก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความสวยงามของแต่ละเม็ด มีทั้งแบบไม่มีสี (Colourless) สีน้ำตาล เหลืองอ่อน และสีน้ำตาลแดงเข้ม โอปอลไฟสีแดง โดยปกติมีราคาดีกว่าโอปอลไฟสีเหลือง เหตุที่เรียกกันว่า โอปอลไฟนั้น ก็เพราะเมื่อนำมาส่องดูภายใต้แสงไฟแล้ว จะเห็นสีสะท้อนบนผิวเหมือนลักษณะดวงไฟเกิดขึ้น คล้ายเปลวไฟ ธรรมดานี่เอง โอปอลไฟ แยกออกจากโอปอลดำได้อย่างง่ายๆ ก็ตรงลักษณะเปลวไฟอันนี้เอง และโดยลักษณะสี ของโอปอลไฟ ถึงแม้จะคล้ายคลึงกับ โอปอลดำ หรือพรีเชียสโอปอล สีของโอปอลไฟจะไม่สะดุดตาเท่า คือมีความสุกสว่าง ของประกายสี ด้อยกว่าโอปอลดำหากโอปอลไฟมีลักษณะดวงไฟเกิดขึ้น บนพื้นหน้าที่เจียระไนให้เห็นมากเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่ง แพงมากขึ้นเท่านั้น


3. โอปอลธรรมดา (Common Opal) โอปอลชนิดนี้มักจะไม่มีการเล่นสี บางชนิดอาจจะทึบแสง (Opaque) บางชนิดอาจจะโปร่งแสง (Translucent) อาจจะมีสี หรือไม่มีสีก็ได้ ปกติถือว่าไม่มีค่าทางรัตนชาติ จัดแบ่งย่อยออกไปหลายชนิด เช่น โอปอลน้ำนม (Milk Opal) สีออกมัวๆ ขาวน้ำนม บางครั้งออกสีเขียว เหลือง และน้ำเงินจางๆ บ้าง บางตำราบ้างก็ว่ามีลักษณะโปร่งแสงมาก ในบางครั้งอาจมีสีออกน้ำเงิน และเขียวปนขาว หรือ ถ้ามีมลทินแทรกอยู่เหมือนต้นสาหร่าย เรียก มอสโอปอล (Moss Opal) ค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก www.taradplaza.com และ http://th.wikipedia.org/ และ bluediamond9.com และ www.wcgdiamond.com และwcgdiamond.tarad.com และ www.flyingrabbitworld.com และ market.onlineoops.com และ tonbojewelry.blogspot.com และ www.thamanee.com และwww.weloveshopping.com และ mblog.manager.co.th และ http://www.thaijewelrychannel.com


สรุปได้ว่า .... โอปอล (Opal) เป็นอัญมณี ในตระกูลควอตซ์ (Quatrz) เช่นเดียวกับแอเมทิสต์ มีค่าความแข็งที่ 5 – 6 โมส์ (Moh) มีความวาวแบบแก้วและยางสน มีหลายสีด้วยกัน เช่น สีขาว แดง เหลือง เขียว ม่วง ดำ แต่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือ โอปอลไฟ .... โอปอลจะมี สูตรเคมีที่คล้ายแร่ควอตซ์ แต่มีโมเลกุลของน้ำปนอยู่ด้วยในสูตรโมเลกุล คือ SiO2. nH2O มีคุณสมบัติ ไม่หลอมละลาย(infusible) ไม่ละลาย (insoluble) มีปฏิกิริยาเคมีคล้ายกับควอตซ์ ในทางฟิสิกส์ของโอปอล คือ ไม่มีรูปผลึก (Amorphous) และมักจะมีลักษณะคล้ายพวงองุ่น (botryoidal) หรือคล้ายๆ หินย้อย (Stalactite) มีรอยแตกเว้ากึ่งๆ โค้ง ... มีความแข็งอยู่ในช่วง 5.5 - 6.5 ตามสเกล ความแข็งมาตรฐานโมห์ (Moh's scale of hardness) .... มีค่าความถ่วงจำเพาะ 1.9 - 2.2 มีความวาวคล้ายแก้ว ... โอปอล มีหลายสี แต่ที่พบมาก คือ สีขาว สีดำ ถือว่าราคาแพงที่สุด เพราะจะทำให้การเล่นสีเด่นชัดขึ้น... โอปอลไฟ (เหลือง ส้ม แดง) มักจะนำมาเจียระไนและใช้แทนทับทิม โอปอลที่หายาก คือ สีเขียว น้ำเงิน นะคะ และ ในปัจจุบันนี้กว่า 95% ของ โอปอลที่สวยงามของโลก ... มาจากประเทศ ออสเตรเลีย (Australia)ค่ะ



ขอบคุณค่ะ

24 มีนาคม 2558

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมศรี นวรัตน์ ศิษย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่เปิล

พี่เปิลมีความรู้เยอะจัง ขอบคุณมากนะคะที่นำมาให้ชม

เขียนเมื่อ 

เหมืองแร่ชนิดนี้...รูโพรง..ที่ขุดค้น..ไม่มีแร่แล้ว..กลายเป็นที่อยู่อาศัย..ของคนไม่มีทางไป..เลยต้องอาศัยอยู่ในรูเลี้ยวเหล่านี้..นะคะ..คุณหมอเปิ้ล...

มีดอกไม้ต้นฤดูมาฝาก..เจ้าค่ะ

เขียนเมื่อ 

โอปอลสวยมากๆครับ

ขอบคุณพี่เปิ้นมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

สวยมากค่ะ เคยเดินดูที่ร้านในห้างที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย สวยมาก ๆแต่ก็แพงมากเช่นกัน เลข 6-7-8 หลักทั้งนั้นก็เลยได้แต่ชมเป็นขวัญตา ก็ยังดีนะคะ

สวยงามมากๆค่ะ...ต้องระวังอย่าให้โดนสบู่นะคะ จะเสียความเงางามได้..ผู้รู้เคยบอกมาค่ะ