​กระแสโลกกระแสธรรม

กระแสโลกกระแสธรรม

โสภณ เปียสนิท

....................................

ข่าวบนสื่อนานาชนิดเมื่อเกือบเดือนที่ผ่านมา เต็มไปด้วยข่าวของพระในด้านลบ ญาติโยมพาการเมืองเข้าวัด หากเข้าไปทำบุญตามปกติก็ไม่เป็นไร แต่เข้าไปเพื่อหวังคะแนนเสียง ในที่สุดเมื่อปัญหาลุกลามปานปลาย กลายเป็นผลเสียต่อพระศาสนาในภาพรวมอย่างมหาศาล โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ติดตามข่าวความขัดแย้งในวงการพระศาสนา ทำให้เศร้าหมองใจมิใช่น้อย แต่ความคิดของผมย่อมแตกต่างจากคนอื่นอยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะผมคลุกคลีเรียนรู้อยู่ในแวดวงพระศาสนากว่า 10 ปี ทั้งปริยัติ และภาคปฏิบัติ

ผมโชคดีได้บวชเณรเพื่อเรียนหนังสือ จึงได้เรียนทั้งทางโลกและทางธรรม หากผมเรียนตามระบบในโรงเรียนทั่วไป คงมิเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นปัญหาใหญ่ ของสังคมไทยในปัจจุบัน อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็น ปัญหาวัดพระธรรมกาย ประเด็กปัญหาคณะสงฆ์ที่มีการวิวาทกันอย่างกว้างขวาง

ผมโชคดีที่ได้พบคำสอนของ "หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ" เรื่องวิชาธรรมกาย ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2515 ผมเรียนรู้และลงมือปฏิบัติตามแนวทางสายวิชาธรรมกายนี้ ตลอดมาด้วยความมานะพยายาม แม้ว่าผมยังบุญน้อยมิได้สำเร็จวิชานี้แต่อย่างใด แต่ผมก็ไม่ทิ้งวิชานี้ ยังคงได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนอันเที่ยงตรงต่อหลักการวิชาสาม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นที่รู้กันทั่วว่า "วิชาธรรมกาย" ที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้สั่งสอนมาจนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน ถูกกล่าวหาว่า "สอนผิด" แถมยังกล่าวหาว่า มิใช่วิชาของพระพุทธเจ้า ทั้งที่แบบเรียนนวโกวาทที่พระเณรเล่าเรียนศึกษาสืบต่อตลอดเวลาอันยาวนานนั้นสอนไว้ว่า กัมมัฏฐาน คือการปฏิบัติธรรมนั้นมีสองทาง คือ "1. สมถกัมมัฏฐาน เพื่อเป็นอุบายสงบใจ 2. วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง" เข้าใจง่ายๆ คือ การงานทางใจของนักปฏิบัตินั้น มีบันไดสองขั้น ขั้นหนึ่งทำใจให้สงบ ขั้นสองยกจิตที่สงบนั้นขึ้นพิจารณาหลักของไตรลักษณะ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา มิใช่ตัวตน ยึดถือไม่ได้

วิชาธรรมกายนั้น หลวงปู่สอนตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่ง ใครกันเล่าว่า วิชาธรรมกายสอนผิด หรือทำให้คนเข้าใจว่าวิชาธรรมกายสอนผิด น่าจะไม่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์แน่แท้ ส่วนเรื่องที่ลึกไปกว่านั้น หากใครสนใจว่าจะผิดเป้าหมายหรือไม่ มีข้อเสนอให้ลองปฏิบัติอย่างจริงจัง สักระยะหนึ่ง แล้วค่อยนำสนทนากันจึงจะถือว่าเป็นปราชญ์แท้ เพราะเป็นเรื่องที่ ลึกเกินกว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติจะนำเรื่องของการปฏิบัติมาเจรจา

ส่วนเรื่องที่มีครูบาอาจารย์รุ่นหลังบางคนบางท่านตีความไปว่า หลวงปู่วัดปากน้ำทิ้งวิชาธรรมกายแล้ว หลังจากท่านเข้าศึกษาวิชาวิปัสสนา "พองหนอ-ยุบหนอ" ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์นั้น ก็เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน เพราะท่านยังคงลงปฏิบัติธรรม และสั่งสอนศิษย์เหมือนเดิม ทั้งในโบสถ์และที่โรงงานทำวิชาของท่านต่อมา ส่วนที่ท่านบันทึกใต้ภาพและมอบไว้ ณ สำนักวัดมหาธาตุนั้น ความก็ชัดเจนดี ตามวิสัยแห่งปราชญ์แท้ ลองอ่านข้อความที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์ท่านบันทึกไว้ในฐานะปราชญ์อีกท่านหนึ่ง น่าจะได้อรรถรส

"...โดยพระอุดมวิชาญาณเถร ได้ถวายเทศน์ลำดับญาณ เทศน์จบก็ได้ถวายวิชาครูท่านไป ๑ ชุด ปรากฏว่า ท่านได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดี เพราะท่านได้นำสมถกรรมฐานมาต่อวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาไตรลักษณ์ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทั้งในด้านสมถะและด้านวิปัสสนา เป็นพระเถระที่ไม่มีทิฏฐิมานะสมเป็นนักปฏิบัติธรรมแท้ ควรแก่การเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นหลวงพ่อสดได้ส่งภาพของท่านมาถวายไว้เป็นที่ระลึกแก่สำนักวิปัสสนากรรมฐานวัดมหาธาตุฯ และได้เขียนบันทึกใต้ภาพยกย่องว่า "ให้สำนักวิปัสสนาวัดมหาธาตุฯ ไว้เป็นที่ระลึก ในโอกาสที่ฉันได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนา ตามแบบแผนที่วัดมหาธาตุฯ สอนอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว ยืนยันว่าการปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องร่องรอยในมหาสติปัฏฐานสูตรทุกประการ" ลงชื่อ พระภาวนาโกศลเถร (สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำ ธนบุรี ลงวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘"

คัดลอกมาจาก "https://www.facebook.com/larndhammajak/posts/10203228901742917"

หากอ่านแล้ว ไม่ได้คิดให้รอบด้านอาจตัดสินใจผิดไปเองได้ สมัยนั้น ทางวัดมหาธาตุ กำลังถูกตั้งข้อสงสัยว่า ไปนำวิชามาจากประเทศพม่าทำไม ทั้งที่ของเราก็มีแนวการปฏิบัติกันอยู่แล้ว หลักฐานคือหลังจากนั้นไม่นาน ท่านเจ้าคุณใหญ่ วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านเจ้าคุณโชดก ก็ถูกข้อกล่าวหาอื่น และถูกกักบริเวณที่สถานีตำรวจเป็นเวลาถึง 5 ปีกว่า (อ่านศึกสมเด็จฯ เขียนโดย อ.แสวง อุดมศรี) สังเกตได้ว่า หลวงปู่วัดปากน้ำ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยนั้นอยู่ก่อนแล้ว ลงนามค้ำประกันวิชาสาย "พองหนอ-ยุบหนอ" ว่า "ถูกต้องร่องรอย" นั้น น่าจะมีสาเหตุดังที่ได้วิเคราะห์มา

อีกประการหนึ่งมักมีผู้วิเคราะห์และฟันธงว่า หลวงปู่วัดปากน้ำนั้น จบกิจพระศาสนาหลังจากเข้าศึกษาวิชาพองยุบนั้น ถือว่ามิบังควร เพราะหลักการสำคัญสำหรับนักปฏิบัติที่แท้จากครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนกันมามีอยู่ว่า ปฏิบัติได้เท่าใด มักจะพูดวนอยู่ตรงนั้น เช่น พระผู้เป็นโสดาบัน ก็จะสอนวนอยู่ตรงระดับโสดาบันเป็นหลัก เป็นต้น ดังนั้น สานุศิษย์ที่เคารพครูบาอาจารย์จึงไม่บังควรพยากรณ์ว่าท่านจบกิจ เพราะจะกลายเป็นหลักฐานว่า ผู้พยากรณ์ว่า จบกิจซะเอง

เมื่อไม่นานมานี้เห็นภาพที่น่าสลดใจของคนที่ไม่เข้าใจพระศาสนานำมาเสนอบนสื่อต่างๆ อาจเป็นความตั้งใจของใครบางคน หรืออาจเป็นความไม่รู้ของชาวพุทธอีกหลายคนที่นำเสนอกันต่อๆ ไป เช่น "ภาพเอาโถใส่อุจจาระ ไปวางเหนือโดมของวัดพระธรรมกาย" บางคนอาจไม่รู้ว่า โดมวัดพระธรรมกายมีพระพุทธรูปสีเหลืองอยู่ภายนอกข้างบนยอดโดมนั่น สามแสนองค์ ภายในโดยมอีกเจ็ดแสนองค์ ผมในฐานะชาวพุทธเห็นแล้วสะท้อนใจ ว่าชาวพุทธใยทำตัวเหมือนการทำลายพระพุทธรูปเก่าแก่อายุพันปีที่ "บามิยัน" โดยกลุ่มคนนอกศาสนา

อีกภาพหนึ่ง ภาพพระนั่งสมาธิโยกไปมาบนเวที แล้วบรรยายภาพว่า พระวัดพระธรรมกายนั่งสมาธิหลับโยกเกือบตกเวที นี่ก็น่าอนาถใจ มีความคลาดเคลื่อนอย่างจงใจ นับเป็นบาปอย่างหนัก ประเด็นที่1. พระที่นั่งสมาธิแล้วโยกไปมานั้น เดินทางมาไกลจากที่อื่นทั้งคืน เพื่อมาร่วมงานที่วัดพระธรรมกายจัดขึ้น 2. พระเณรเหล่านั้น ยังเป็นพระเณรใหม่ สังเกตจากภาพ ล้วนอายุยังน้อย เป็นผู้ใหม่ในการฝึกปฏิบัติธรรม 3. การปฏิบัติธรรมแล้วหลับนั้น สำหรับผู้ใหม่แล้วถือเป็นเรื่องปกติ ศึกษาจากเรื่องพระโมคคัลลานะ "พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นแล้วทรงหายจากเภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ เสด็จไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบน อาสนะที่ปูลาดแล้ว ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูกร โมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหา โมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ" อ่านเรื่องนี้แล้วน่าจะเข้าใจ ว่าพระที่บารมีสูงจักสำเร็จเป็นพระอัครสาวกยังนั่งโงกง่วงได้ นับประสาอะไรกับพระใหม่ที่จะทำความดีด้วยการฝึก ยังมีคนนำมาประจานกัน น่าสลดใจในบาปกรรมของผู้ทำแท้ๆ

การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นสายไหน ก็เป็นความดีงามทั้งนั้น และเป็นกิริยาที่เป็นบุญมากกว่าอย่างอื่น ครูอาจารย์สอนกันต่อว่า "ใครทำจิตให้สงบได้เท่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น" ถือว่าได้บุญหนัก มากกว่าสร้างโบสถ์สร้างศาลา ใครเอาพระเณรปฏิบัติธรรมมาล้อเลียนคงได้ผลบาปไม่น้อยเช่นกัน

เรื่องของวัดพระธรรมกาย จึงเป็นเรื่อง "ของร้อน" โดยแท้จริง จึงใคร่ฝากสาธุชนตัดสินใจด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ แล้วค่อยๆ แยกแยะเป็นประเด็นไป เรื่องเจตนาของพระ ไม่ควรเอาเจตนาของโยมไปตัดสิน พระนั้นท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจของท่านเอง หากท่านผิด เจตนาเอาเงินของสงฆ์เป็นของส่วนตนแม้บาทเดียว ท่านก็มิใช่พระ แต่หากท่านสร้างวัดถวายพระศาสนาใหญ่โตขนาดนั้น บุญจะมากมายขนาดไหน หากท่านเจตนาดีได้บุญมากมหาศาล คนที่กล่าวว่าท่านเล่า จะได้บุญหรือบาปมากน้อยเพียงใด ช่างเป็นเรื่องน่าคิด

ที่ว่าเป็นของร้อน เพราะเกี่ยวข้องผูกโยงกับอีกหลายประเด็น "ประเด็นการแต่งตั้งพระสังฆราช" เสียงกล่าวหาหรือโจมตีวัดพระธรรมกาย ในลักษณะตีวัวกระทบคราด เรื่องนี้อ่าน "ศึกสมเด็จ เขียนโดย อ.แสวง อุดมศรี" ประกอบการพิจารณา "ประเด็นการเมือง" ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้อำนาจบุกวัดพระธรรมกายเมื่อ สิบกว่าปีก่อน เป็นการผลักศิษย์วัดหันหน้าไปหาพรรคอื่นเพื่อปกป้องตัวเองยามถูกรังแก อีกประเด็นหนึ่งมองจากผลงานของการเมือง ประหนึ่งว่า พรรคประชาธิปัตย์ สร้างผลกระทบต่อพระศาสนา ส่วนพรรคเพื่อไทย สร้างผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อยู่กลายๆ หรือสองพรรคใหญ่ ใยสร้างผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติเช่นนี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

กระแสโลกกระแสธรรม ..... ชอบมากค่ะ .... เอาโอปอล มาฝากค่ะ


Dr. Ple

ขอบคุณครับ ดร Ple

บรรยากาศทางการปฏิรูปศาสนา

ดูไม่ค่อยจะน่าไว้วางใจเท่าใด

เหมือนว่าจะทำลายมากกว่าบำรุงให้เจริญนะครับ

จากความรู้สึกส่วนตน