​พหุวัฒนธรรม กับ สิทธิสตรีในสังคมอเมริกัน

ความสัมพันธ์ทางสังคมพื้นฐานของมนุษย์ ก็คือความสัมพันธ์ระห่างชายและหญิง ซึ่งมีความแตกต่างกันทางด้านกายภาพพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นการแบ่งแบบวิทยาศาสตร์ ในการจำแนกประเภทตามความแตกต่างทางด้านสรีระ ฮอร์โมน แต่ระบบสังคมส่วนใหญ่ได้ผลิตสร้างและกำหนดความเป็นชายหญิงโดยกำหนดสถานภาพและบทบาท ซึ่งแต่ละสังคมก็ไม่เหมือนกัน แต่ระบบสังคมส่วนใหญ่ ได้กำหนดให้ชายมีความสำคัญกว่าหญิงหรือระบบที่เรียกว่า ปิตุลาธิปไตย แต่ในบางสังคมหญิงก็เป็นใหญ่กว่าชายตามการศึกษาของนักมานุษยวิทยามีหลายชนเผ่าเหมือนกันที่ยกให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ หรือ มาตาธิปไตย การที่จะระบุไว้ว่า ระบบไหนเป็นปิตุลาธิปไตย หรือ มาตาธิปไตย นั้น อยู่ที่ระบบการให้อำนาจและสถานภาพในการชี้นำ จึงจะเห็นได้ว่า ระบบความสัมพันธ์กับชายและหญิง ถูกกำหนดโดยระบบสังคม ถ้าชายเป็นใหญ่ชายจะอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง หญิงจะอยู่ชายขอบ ส่วนถ้าหญิงเป็นใหญ่ ก็จะอยู่เป็นศูนย์กลาง ชายจะอยู่ชายขอบ เรื่องราวของอดัมและอีวา ซึ่งอีวาเป็นผู้หญิงที่เกิดจากพระเจ้าสร้างอีวาจากซี่โครงของอาดัม จนกระทั่งย้อนกลับไปสมัยโรมันซึ่งเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมตะวันตก นครรัฐเอเธนส์ ผู้หญิงแทบไม่ใช่มนุษย์เลย เพราะตั้งแต่โตจะอยู่ภายใต้บิดาชองเขาพอแต่งงานก็เป็นของสามี ห้ามมีส่วนร่วมทางการเมืองกฎหมาย ถูกจำกัดทรัพย์สินที่ครอบครอง และไม่มีสาถานะเป็นพลเมือง รอบ ๆ โลกก็จะมีวัฒนธรรมจีนโบราณ ที่มีการมัดเท้าผู้หญิงให้เท้าเล็ก ดังนั้นจากตัวอย่างที่กำหนดมาก็พออนุมานได้ว่า ระบบสังคมเป็นผู้กำหนดบทบาทชายหญิง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสิทธิของผู้หญิงที่เรียกร้องกันคือประเด็นสิทธิทางการเมือง สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน สิทธิในการจ้างงานที่เท่าเทียมกัน สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงต่าง ๆ ในประเทศต้นแบบแห่งพาหุวัฒนธรรมอย่างอเมริกัน นอกจากนิยมเหยียดทาส เหยียดผิวสี แล้วความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ยังเป็นสังคมปิตุลาธิปไตยอยู่มาก แม้แต่การเลือกตั้งยังไม่เคยมีผู้หญิงคนใดเคยได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเลยสักคน เหตุการณ์ในการเรียกร้องสิทธิของสตรีเริ่มจากในปี ค.ศ. 1647ผู้หญิงคนแรกที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องการลงคะแนนเสียง คือ นางมาร์กาเร็ต เบร็นท์ ซึ่งเป็นยุคอาณานิคมอเมริกาเหนือ โดยนางเบร็นท์ เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ในรัฐแมรี่แลนด์ เธอต้องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในการประชุมสมัชชาอาณานิคมหรือ"The Colonial assembly" แต่ได้รับการปฏิเสธจากผู้ว่าการรัฐ ทำให้เธอไม่ยอมรับการประชุมในครั้งนั้น แต่เดิมรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามผู้หญิงลงคะแนนเสียง แต่นักกฎหมายของรัฐที่เกือบพ่ายแพ้ให้กับผุ้ที่สตรีสนับสนุนคะแนนเสียง จึงมีกฎหมายห้ามผุ้หญิงและคนผิวดำ ลงคะแนนเสียง จากการกีดกันแบบนี้ ทำให้นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรี เช่น Lucretia Mott และ Elizabeth Cady Stanton ได้จัดการประชุมที่ Stanton's hometown of Seneca Falls ผลของการประชุมที่เกิดจากการวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานะทางสังคม สิทธิพลเมือง ศาสนา และมีการประกาศ "Declaration of Sentiments and Resolutions" เพื่อเรียกร้องความเสมอภาคให้กับผู้หญิง ผลแห่งการเคลื่อนไหวนั้นเป็นก้าวแรกที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวตามมา และหลังจากนั้นก็เกิดสงครามขึ้น หลังสงครามสงบ คนผิวดำได้รับสิทธิเลือกตั้ง แต่หญิงอเมริกันไม่ได้รับสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มีการต่อสู้เรียกร้อง และมีความแตกแยกระหว่างระหว่างองค์กรเรียกร้องสิทธิสตรี แล้วกลับไปรวมกันได้ใหม่ จนกระทั่งขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีได้ปิดล้อมทำเนียบขาว ในปี 1917 ถึง 1918 จนได้รับสิทธิเลือกตั้งในที่สุด ราวปี 1919 จะเห็นได้ว่าการต่อสู้เรียกร้องต่อความไม่เป็นธรรมในความสัมพันธ์และสิทธิทางกฎหมาย ได้มาจากการต่อสู้ มาจากวัฒนธรรมการรวมตัวกันทางสังคม ให้เกิดสิทธิทางกฎหมาย แต่สิ่งที่อยู่ภายใต้สมองของอเมริกันชนกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ใช้เวลามากพอสมควรทีเดียว





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้ตลอดชีวิต



ความเห็น (0)