วันเสาร์ที่ 4 พย ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสตะลอนอีกแล้วครับ คราวนี้ไปพร้อมกับนิสิตแพทย์ ปี 4 ห้าคนพากันไปเรียนรู้เรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน home health care จุดประสงค์ การไปเยี่ยมบ้านแบบนี้ไม่ใช่การตรวจรักษาโรคที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยหรอกนะครับ แต่ไปเพื่อให้นิสิตแพทย์ได้ไปสัมผัสบ้านและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยจริงๆ(ซึ่งถ้านั่งตรวจในโรงพยาบาลคงไม่มีโอกาสได้เห็นแน่)  ให้พวกเค้าได้รู้จักผูกมิตรกับผู้ป่วยและญาติ ในขณะที่ผู้ป่วยเป็นเจ้าของบ้าน เป็นเจ้าภาพ ไม่ใช่อยู่ในโรงพยาบาลที่พวกเราเป็นหมอคอยสั่งการ   แล้วถ้าเก่งไปกว่านั้น .... น้องๆหมอน้อยๆเหล่านี้ได้เรียนรู้ว่าคนเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นหมอหรือเป็นคนไข้ ต่างก็มีชีวิต มีจิตใจ และความภาคภูมิใจ ศักดิ์ศรี เหมือนๆกัน ทุกคนมีหนึ่งชีวิตและรักชีวิตเหมือนกัน ถ้าเค้าเข้าใจ ผมเชื่อว่าน้องๆหมอเหล่านี้จะดูแลคนไข้ได้อย่างดีทีเดียวเมื่อได้ทำงานเป็นหมอเต็มตัว

     วันนี้เราไปเยี่ยม บ้านคุณตาแฉล้ม ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง นี่เองครับ ตาแฉล้ม อายุ เกือบแปดสิบปีแล้วครับ ตกต้นไม้ สะโพกหักได้ซักสองปีผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมไปแล้ว ตอนนี้ยังมีอาการเสียวสะโพกบ้างเป็นๆหายๆ พอรถจอดก็รู้ได้ทันทีครับว่าตาแฉล้มกับยายเลี้ยงวัวเป็นอาชีพ

     พวกเราเจอยายกำลังเลี้ยงวัว ชี้ให้เราดูว่าวัวผอมขนาดไหน เมื่อเดือนที่แล้วทุ่งหญ้าตรงนี้เต็มไปด้วยน้ำ ท่วมขังอยู่นานเพิ่งจะลดก่อนเรามาไม่กี่วัน วัวหาหญ้ากินไม่ได้ก็ผอมโกรกซี่โครงบานอย่างที่เห็น

     ลูกวัวตัวนี้ยายรักมากครับ ยายบอกว่าบางตัวแม่มันหวงหมออย่าไปเข้าใกล้มันนะ แต่ตัวนี้หมอจับมันเล่นได้เลย แม่มันใจดี

    บ้านที่สองคนตายายอาศัยอยู่ ยายเล่าให้ฟังว่าอยู่ตรงนี้มาหลายสิบปีแล้ว มาตั้งแต่แถบนี้ไม่มีใครมาอยู่

     ตาแฉล้ม " ครูของพวกเรา" 

     ตาเล่าให้ฟังว่า เป็นคนหัวรอตั้งแต่เกิด ตะก่อนอยู่ข้างนอก ทำนากันมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ชาวนาหายากที่จะรวย ต้องติดหนี้ ค่ายา ค่าปุ๋ย จากร้านค้ามาก่อนเสมอ ชีวิตพึ่งฟ้าพึ่งฝน ถ้าโชคร้ายอย่างปีนี้ก็ไม่เหลือเลย มีเหลือแต่หนี้ที่ต้องคอยส่งดอก น้ำท่วมแบบนี้ เงินต้นไม่ต้องพูดถึง

ถามว่า ตาอายุปูนนี้อยากทำอะไร? สะโพกก็ไม่ค่อยดี 

" ถ้าให้เลือกก็อยากเลี้ยงวัวต่อ ไม่ต้องลงแรงอะไรมาก ปีนึงขายคู่เดียวก็พอกินไปทั้งปีแล้ว ลูกๆก็แยกครัวไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง"

แล้ว ลูกๆเค้ามาเยี่ยม ตา กับ ยาย มั่งรึเปล่า ?

" ลูกสาวมาประจำ บางทีก็เอาอาหารมาให้ ถ้ามีธุระจำเป็นก็มารับมาส่ง แต่ว่าเกรงใจเค้านะ เค้าทำงานแล้วยังจะต้องดูแลครอบครัวตัวเองอีก"

สะโพกหลังผ่าที่ยังเจ็บอยู่เนี่ยนะตา อยากไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลบ้างมั้ย

"อยากให้มันหายเจ็บ แต่ไม่อยากไป มันอึดอัด ไม่เหมือนอยู่บ้านเราหาซื้อยาแถวนี้กินเองก็หายปวด แก่แล้วไม่ต้องเดินไปไหนมาก ไม่เดินมากมันก็ไม่ปวดนะ "

ตากลัวหมอให้นอนใน โรงพยาบาลอีก ใช่รึเปล่า?

"ทำนองนั้นแหละ ไม่เหมือนนอนบ้านเรา"

ตามีความสุขดีมั้ย? ตามีความสุขกับอะไรบ้างที่นี่?

"มีความสุขกับที่นี่ ไม่ไปไหนแล้ว ดีใจนะเวลาไปประชุมกรรมการหมู่บ้าน เค้าถามว่าใครเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านมั่ง ยกมือกันสลอน มีแต่ตานั่งยิ้มอยู่คนเดียว  ไม่เคยเป็นหนี้เลย ดีใจนะ ดีใจ"

     ดูบรรยากาศ ระหว่างน้องๆ หมอน้อย กับ ตาแฉล้มนะครับ ว่าเค้าทำอะไรกันมั่ง

     นิสิตแพทย์ทั้ง 5 คนได้นำสิ่งที่เค้าค้นคว้ามา แนะนำให้ตาแฉล้มเข้าใจในการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง  พร้อมทั้ง ตรวจร่างกายทั่วๆไป ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและสนุกสนาน ผมสัมผัสได้ว่าความผูกพันระหว่างหมอน้อยกลุ่มนี้กับตาแฉล้มเริ่มเป็นไปตามธรรมชาติ และก็เชื่อว่าความรู้สึกดีๆแบบนี้จะไหลไปไหลกลับอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย 

     ตาแฉล้ม ได้สอนอะไรหลายๆอย่างให้ นิสิตแพทย์กลุ่มนี้อย่างน้อยก็ทำให้เค้ารู้จักส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ความตั้งใจอยากทำดีให้กับใครซักคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โดยไม่คิดหวังจะได้อะไรกลับคืนมา  ถ้าสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมในใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้หลงลืมไปซะก่อน  ผมว่า น้องๆกลุ่มนี้จะเป็นแพทย์ที่พร้อมและเต็มเปี่ยมในการดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตา ถ้าเป็นเช่นนั้นได้จริง ก็คงจะบอกได้ว่าเป็นเพราะ "ตาแฉล้ม" ครูของนักเรียนแพทย์คนนี้ใช่มั้ยครับ