"สิ่งที่ผู้คนรู้ยาก"

ปัจจุบันมนุษย์มีความรู้ที่ขยายขอบเขตออกนอกรัศมีของโลก และกำลังขยายออกไปในรัศมีของระบบสุริยะ ในขณะเดียวกัน การสื่อสาร การพัฒนาความรู้ วัตถุนิยมต่างๆ ในโลก ล้วนมีรูปแบบที่ละเอียดประณีตมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้มนุษย์ยุคใหม่มีความรู้ หู ตา กว้างไกล ทันสมัยอยู่เสมอ รวดเร็วทันใจ เราอยากรู้เรื่องอะไร มันไม่ยากแล้ว แค่เปิดกระดานกูเกิ้ลเท่านั้น ก็พบเนื้อหาเหล่านั้น

แต่ความรู้ ข้อมูลเหล่านั้น มันเท็จจริงแค่ไหน ภาพจริงและภาพมายา กำลังท่วมท้นโลกข้อมูล หากเราไม่มีพื้นฐานข้อมูลเหล่านี้ดีพอ เราอาจเชื่อได้ง่าย การเสพข่าว เสพข้อมูล จึงต้องอาศัยพื้นฐาน หลักการส่วนตัว หลักการสากลเอาไว้วิเคระห์ด้วย มิฉะนั้น เราอาจต้องศึกษาหลักการ ทฤษฎีวิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ให้เป็น มิใช่รับข้อมูลแบบฝ่ายเดียว (Passive)

นี่คือ กลไกในการพัฒนาสมองมิให้ยืนนิ่งหรือตายในเวลาปัจจุบัน โลกไม่เคยหยุดนิ่ง สมองก็เช่นกัน ก็ไม่ควรให้มันย่ำอยู่ที่เดิม จนไม่เห็นเส้นทางก้าวหน้าได้ จึงต้องพัฒนามุมมอง โลกทัศน์ ชีวทัศน์ สารทัศน์ ให้กว้างและครอบคลุมในบริบทของสังคมโลกได้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในโลก เราก็สามารถรับรู้ ได้ดู ได้เห็น ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจรู้ไปทุกเรื่อง ทุกประเด็น เราจะรู้เฉพาะในกรอบที่เราอยากรู้ อยากเข้าใจ อยากพิสูจน์เท่านั้น นอกนั้น ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามวิถีธรรมของมัน และมีสิ่งที่เราอาจจะรู้ได้ยากในชีวิตประจำวัน เนื่องจากว่า เรามองเห็นจนคุ้นชิน และมองไม่เห็นความต่างจากธรรมดา บางทีอาจเรียกได้ว่า ประมาท หรือมองข้ามไป ก็ได้

เรื่องหรือสิ่งที่เรารู้ยากหรือสังเกตยาก มักจะอยู่ใกล้สายตา ใกล้วิถีกรรม การแสดงออก ทั้งในและนอกตัวเอง ซึ่งพอประมวลได้เป็นเรื่องดังนี้--

๑) สิ่งที่เราใช้อยู่ประจำวันและตลอดเวลาคือ "ลมหายใจ" เราเคยนึกถึงมันมากน้อยแค่ไหน เมื่อเรามีกิจกรรมชีวิตมากจนมองข้ามลมหายใจ จึงทำให้เราลืมไปว่า ยังมีลมหายใจ ที่พยยุงชีวิตเราอยู่ เมื่อเราหายใจขัดหรือหรือไม่มีอากาศหายใจนั่นแหละ เราจึงจะเห็นความสำคัญของลมหาย ลมโผล่ได้ ในหนึ่งวัน มี ๒๔ ชม. เรานึกถึงลมที่พยุงองคาพยพชีวิตมากน้อยแค่ไหนครับ

๒) มนุษย์ต้องการพักผ่อน หลับนอนเสมอ ในเวลากลางคืน หรือในเวลาใดที่ถือเอาเป็นเวลาพักผ่อน เมื่อเรามีกจิกรรมมากจนล้นมือ ล้นสมอง ทำงานจนเหน็ดเหนื่อย พอถึงเวลานอนพักผ่อน เราจะล้มตัวลงนอนทันที จนไม่อาจรู้ได้ว่า ก่อนหลับเป็นเช่นไร สติ ในการรู้ตัวจะค่อยๆ ลดลง จนเข้าสู่ห้วงภวังค์ และหมดการรับรู้ตัว นี่คือ ภาวะที่รู้ยากสำหรับเราใน "เวลาก่อนหลับ"

๓) ในวิถิชีวิต ในขณะมีลมหายใจอยู่นั้น ระบบประสาทจะกระตุ้นเราด้วย ระบบสมองข้างในก็จะกระตุ้นด้วย สิ่งเร้าข้างนอกก็จะกระตุ้นเร่งเร้าเราด้วย จนทำให้เราต้องหวั่นไหว ไหลไปตามแรงกระทบหรือุบัติการณ์ต่างๆ เสมอ เรียกว่า ไม่เป็นตัวของตนเอง อัตภาพ ในตัวเราที่ถือว่า เป็นปัจเจกบุคคลนั้น ก็พลอยถูกละเลยไปด้วย เนื่องจากว่า ถูกแรงกระตุ้นขย่ม เขย่า จนเร่าร้อน อ่อนระทวย เราจึงไม่อาจรู้วาระ "จิตแท้" ข้างในได้ชัดเจนนัก ส่วนใหญ่เราจะเหมาว่า รู้ เข้าใจ รู้สึกตัวดี

๔) มนุษย์เกิดมาย่อมมีโรคติดตัวมาทุกคน โรคประจำกายคือ ทุกข์ หิว เหนื่อย กาม แก่ ตาย ทุกวันนี้ เราล้วนหายามาบำบัด บรรเทา บรรดาโรคเหล่านี้ทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน เราก็มีโรคทางปัญญาหรือทางจิตด้วย โรคจิต หมายถึง โรคที่เกิดมาจากการไม่รู้จักจิตตนเอง ไม่รู้สติ ปัญญาตัวเองมีโรคชนิดใด คิดว่า จิตปกติ ไม่มีโรค แท้จริงแล้ว นั่นแหละคือ "โรคจิต" อาการของโรคนี้คือ ไม่รู้ ดื้อ โง่ ฉลาดเกินจิต จินตนาการเกินความจริง ฟุ้งซ่าน ห่อเหี่ยว ฯ มนุษย์จึงเป็นโรคนี้เต็มโลก และไม่มีรพ.รักษาด้วย นี่คือ โรคที่ท่านพุทธทาสบอกว่า โรคทางวิญญาณ

๕) "การรู้ภัยการเอาตัวรอด" เรามักจะถือว่า รัก โลภ โกรธ หลง กิน กาม เกียรติ ตำแหน่ง รุ่งรวย มีชื่อเสียง มีอำนาจ มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทันสมัย มีความรู้ (จบสูงๆ) เหล่านี้ เป็นสิ่งจำเป็นในโลกมนุษย์อย่างขาดไม่ได้ ส่วนใหญ่เราจึงดำเนินไปตามกรอบหรือสูตรนี้คือ เรียน หางาน สะสม สร้างฐานะ รุ่งรวย มีความสุข มีบ้าน ธุรกิจ มีลูก มีชื่อเสียง ถือว่า ชีวิตสำเร็จแล้ว หากย้อนกลับไปศึกษาอดีตของมนุษย์

เราไม่เคยถูกสอนเช่นนี้มาในระยะแรกเริ่มการดำรงชีวิต ในป่า ในถ้ำ แน่นอนแหละว่า มันคนละยุค มองในอีกมุม มนุษย์กำลังวิเคราะห์ตนเองไม่ออกว่า กำลังถูกสังคมโลกหลอก หรือถูกล้างสมองให้เป็นไป ตามนววิถีหรือนวนคร จนกลายเป็นนวนรพันธุ์ใหม่ จึงไม่อาจมองกลับย้อนอดีตตนว่า มีรากเหง้ามาจากไหน มองในแง่ชีวิต วิถีชีพของสัตว์โลก ที่ต้องหากิน หาอาหาร เราก้าวกระโดดเพื่อสร้างกองเสบียงให้มั่นคงถาวร เพื่อรับรองอายุ ในการอยู่บนโลกให้ยาวนาน แต่คุณภาพกลับขาดไป

๖) การหยั่งรู้ยากที่สุดคือ "การรู้ต้นธาตุกรรม" หรือรู้ต้นเจตจำนง ของตนเอง เราทุกคนล้วนถูกกระตุ้นให้แสดงออกตามสัญชาตญาณ และตามที่รู้สึก นึกคิด อยาก ตามความเคยชิน จนมันกลายกลืนเป็นอันเดียวกันระหว่าง ความรู้สึก นึกคิด อยาก กับปัจเจกจิต เราจึงไม่อาจแยกได้ว่า ก่อน ระหว่าง และหลังการกระทำ ในภาคแสดงนั้น เรารู้ทัน เราจับได้ไหม เราตามรู้ทันไหม คุมตัวต้นในตัวตนที่เป็นของเราแท้ๆ ได้ไหม หากไม่ เราก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่า ใครกันแน่ที่จัดการหรือสั่งการเราให้ทำ แสดงออก จุดนี้เอง ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า รู้ "ผัสสะ" ย่อมระงับสรรพสิ่งได้

๗) สิ่งที่รู้ยากอันหนึ่ง คือ "เวลา(จะ)ตาย" ทุกวันนี้ ที่เรายังไม่ตาย เราไม่รู้ว่า เราจะตายตอนไหน คนส่วนใหญ่มักหลงกาย หลงโลก หลงกิจกรรมมากมาย จนขาดการระวังตัว กลัวตาย แล้วคนที่เป็นโรคร้ายแรงหรือคนแก่ใกล้จะตาย เขาจะรู้ตัวหรือไม่ในความตาย คนมากมายที่ไม่กลัวความตาย คืออยากตาย นั่นคือ ผู้ไม่รู้ซึ้งคำว่า "ความตาย" แม้แต่คนป่วย คนแก่ด้วย เพราะเขาอยากตายเพราะทรมาน เป็นทุกข์ สัตว์โลกจึงเผชิญกับด่านมฤตยูนี้ทุกคน การจะรู้ตายและความตายดีคือ รู้ก่อนตัวตาย เรารู้ เราซึ้งหรือไม่?

๘) หลังจากตายแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะอ้างตามคติทางศาสนา ลัทธิ ความเชื่อนั้นๆ ว่า ไปอยู่กับพระเจ้า สวรรค์ นรก พระพรหม นิพพานบ้าง เรื่องนี้ มีการถกเถียงกันมาเป็นพันๆ ปี ว่า ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิด ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายปัญญาของมนุษย์โลกว่า อะไรคือ ความจริง อีกกลุ่ม(จารวาก)กลับไม่สนหรอกว่า จะมีหรือไม่มี ขอให้ทำปัจจุบันนี้ โลกนี้ เป็นสวรรค์ เป็นแดนสุขาวดีก็พอ ชาติหน้า โลกหน้า ล้วนแต่เป็นมายา ว่ากันไปตามคติของลัทธิ ศาสดานั้นๆ เท่านั้น จึงเป็นเรื่องยาก ที่สัตว์โลกจะรู้ได้

๙) ในกาย ในสมอง ในจิต ในประสาท นี่คือ ทางที่มนุษย์เข้าใจยาก เพราะเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน มนุษย์เกิดมาบนโลกมานานหลายหมื่นปี และตอนนี้เรามีเครื่องมือทันสมัย แต่ก็ยังคลี่คลายความลับกาย สมอง จิต ประสาทได้ไม่เท่าไหร่ แสดงว่า กายนั้นถูกสร้างมาด้วยโปรแกรมที่ทับซ้อนหลายชั้นมาก เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก ที่เรายืนยันว่า รู้ตัวเองนั้น แค่รู้ แค่ความรู้สึกหยาบๆ เท่านั้น มิใช่รู้แบบเชิงลึก เป็นเพียงรู้เชิงตื้น

๑๐) ในชีวิต ที่เราถือว่า เป็นเจ้าของ มีสิทธิในการแต่งเติม เพิ่ม สร้าง ถอดถอน ใช้ ปฏิเสธ ฯ กระนั้น เราก็ไม่อาจรู้ได้แน่นอนว่า อะไรคือคุณค่าแท้หรือคุณแท้ๆ ของชีวิต และอะไรคือ คุณค่าเทียมหรือโทษแท้ๆ ของชีวิต ชีวิตมีทวิมุม คือ มีสองมุมเสมอ คือทั้งดี ไม่ดี อยู่ที่ว่า เราจะชั่งเอามุมไหน หรือเลือกดำเนินชีวิตไปแบบไหน ทั้งสองมุมมีอยู่ในชีวิตอยู่แล้ว เกิดกับตายอาจกลายเป็นอย่างเดียวกัน สุขกับทุกข์อาจเป็นอันเดียวกัน คุณและโทษอยู่เหรียญเดียวกัน

หากเราเรียนรู้ชีวิตให้ละเอียด แล้วสรุปเส้นทางว่า คุณค่าของชีวิตด้านไหน ที่เราจะสร้างให้เกิดคุณภาพต่อการดำรงชีพในโลกนี้ อยู่ที่เราจะตั้งธงชัยว่า จะลิขิตชีวิตเองไปทางไหน หรือจะปล่อยให้อำนาจข้างในลิขิต แล้วเสพเสวยผลแบบลุ่มๆ ดอนๆ จงเอาปัญญาคือ คุณภาพแท้ของสมองที่จะสร้างสรรค์วงจรชีวิตให้เป็นไปตามกรอบอัตลักษณ์ของมนุษย์เอง

ดังนั้น รู้แบบไหนที่จะเรียกว่า รู้ง่าย หรือรู้อย่างแท้จริง ที่เรียกว่า "ปัญญา" คำตอบคือ รู้ให้รอบด้านในชีวิต กาย จิต ประสาท ภพ จะพบกฎ จะพบธรรมนิยาม และเห็นเส้นทางไป จากนั้นจึงเบนจิต ดัดจิต ดัดนิสัยจิต ให้เป็นไปตามธรรมวิถีหรือธรรมชาติวิถี มิใช่ตามลัทธิหรือคติใด จากนั้นปล่อยวางแล้วย่างจิตไปตาม "สูญวิถีธรรม" นี่คือคำที่พุทธ เรียกว่า "พุทโธ" แปลว่า รู้ ตื่นในตัวเอง

-------------------๓/๓/๕๘------------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

Yes, we chase external and material things and often forget about internal and mind things. When we do look inwards, we can't get through 'self' (or atta). We fight Dukkha, Anicca and Anatta. We fight each other around us, environment around us, rules and regulations on our life and our wants. We seek confort from money, sensuality, friendships/relations, drugs (including smoke, alcohol, and other chemicals),...

Not many people are awake and really see what in their world and their life.

เขียนเมื่อ 

ละเอียดและชัดเจนมากๆ

รออ่านอีกครับ

มีประโยชน์มากๆ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบันทึกดีๆครับ

อ่านแล้วได้"ปัญญา"ในขณะหนึ่ง อย่างน้อยก้ขณะอ่านบันทึกนี้

หลังจากนั้นก็เป็นปัญญาบารมีที่สร้างเองละนะหนอ...