ได้ข้อสรุปจากนิทานชาวค่ายว่า การเรียนหรือทำงานอย่างสบายๆ สม่ำเสมอจะพบกับความสุขความสำเร็จ ในชีวิต นิทานก่อนนอนชาวค่าย เรียบๆง่ายๆให้ข้อคิดไม่ซับซ้อน คืนนี้ชาวค่ายทุกคนนอนหลับอย่างเป็นสุข ท่ามกลางภูมิศาสตร์ สองฤดูกาล ตรัง พัทลุง


ครูเสริม ครูนิทรา มาศวิวัตฒ์ ผู้บุกเบิกค่ายเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต ผู้สร้างนักอาสา และ บะภรรยาเฒ่าสัง ชนเผ่ามันนิ




คืนที่ 2 ของชาวค่ายภูมิศาสตร์ท้องถิ่น เป็นคืนสุดท้ายของการเข้าค่าย ได้เรียนรู้

ภูมิศาสตร์ท้องถิ่นและภูมิสังคมชนเผ่ามันนิ ทั้งสมุนไพร ป่าเขาลำเนาไพร สายน้ำและต้นน้ำ

"ลุง วอ เน้นย้ำให้ทุกคน หัดสังเกต หัดตั้งคำถาม หัดจด หัดจำ แต่หากจำไม่หมด ให้จดดีกว่าจำ"

แล้วคืนนี้จะได้ดูว่าพวกเธอจำอะไรได้บ้าง ภาระกิจของชาวค่ายแต่ละกลุ่ม

ต้องนำเสนอผลงานด้วยการทำกิจกรรม และกิจกรรมที่เยาวชนสื่อออกมาในสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

คือการแสดง ละคร ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นใจ เพราะตกกลางคืน มีเพียงแสงเทียนและไฟฉาย

ที่พอให้แสงสว่าง ในการเตรียมการแสดง เป็นการทำงาน "ท่ามกลางความขาดแคลน"

น่าชื่นชมที่ทุกกลุ่มทำได้ดี สื่อออกมาให้เห็นใหเรู้ในสิ่งที่พวกเธอได้เรียนรู้

มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงการสื่อสารแสดงออกทางการแสดง.ได้ใจ ได้แรงอก มาก..

ฉากแรก พวกผู้หญิงออกมายืนเป็นต้นไม้ แล้วมีพวกตัดไม้ใช้เลื่อยไฟฟ้า มาตัดล้มลงที่ละต้นๆ(ทีละคน)

ฉากที่ สอง พ่อค้าไม้มาสั่งตัดไม้เพิ่ม

ฉากที่ สาม เกิดภัยพิบัติ และลูกของคนตัดไม้ป่าย หาสมุนไพรที่เคยใช้รักษาไม่ได้

เขาจึงคิดหนัก หาทางออกโดยการที่ชักชวนอนุรักษ์ต้นไม้ที่เหลืออยู่ โดยการบวชป่า.....

ได้ความสุขที่ได้เห็นเยาวชนคิดเป็นเข้าใจโจทย์ ภูมิศาสตร์ท้องถิ่นที่ทางครูเสริม

ต้องสร้างทักษะให้เยาวชน รัก หวงแหนธรรมชาติ เรียนในห้องเรียน กับเรียนนอกห้องเรียน

จากประสบการณ์จัดค่าย คงปลูกจิตสำนักรักบ้านเกิดแก่เยาวชนให้เยาวชนเป็นการต่อยอด

และส่งมอบภาระกิจด้วยคาดหวังว่า เยาวชนชาวค่ายวันนี้ คงจะเป็นพี่เลี้ยงชาวค่ายในโอกาสต่อไป

เหมือนกับที่ครูพี่เลี้ยงทุกที่อาสามาเป็นพี่เลี้ยงในครั้งนี้


แล้วครูเสริม ก็มาเติมเต็มเรื่องภูมิศาสตร์ท้องถิ่นป่าต้นน้ำคลองตง

ซึ่งก่อเกิดคลองหลายสายเช่น คลองลิพัง คลองหินแดง คลองหลักขั้น และคลองตง

ความเป็นมาของมาคลองตงเป็นที่น่าสังสังเกตว่า ตลอดสองฝั่งคลองไปจนถึงป่าต้นน้ำ

มีไผ่ตงทั้งสองฝั่ง เหมือนมีใครมาปลูกเอาไว้

ครูเสริมได้เติมเต็ม เรื่องภูมิศาสตร์ท้องถิ่นว่า ตรัง กับพัทลุงอยู่คนละฤดูกาลกัน

ฝนตกฝั่งอันดามัน จังหวัดตรัง น้ำท่วมแทบทุกอำเภอ แต่ อำเภอย่านตาขาว อำเภอปะเหลียน

มักไม่ได้รับผลกระทบ

แต่เมื่อมีฝนตกที่พัทลุง อำเภอย่านตาขาวท่วมทุกที

ที่เป็นเช่นนี้เพราะภูมิศาสตร์ท้องถิ่นของปะเหลี่ยนได้รับอิทธิพลจากพัทลุง

ครูเสริมตั้งคำถามเรื่องลมแก่เยาวชนว่า "ลมพายุ กับลมว่าวลมอะไร รุนแรงกว่ากัน

โดยใช้ลิงลม เป็นตัวชี้วัด ความแรง เยาวชนก็ตอบว่าลม พายุ


แล้วครูเสริมก็เล่านิทานเรื่องลมให้เยาวชนฟัง โดยสมมุติลมที่จังหวัดตรัง เป็นลม พายหรือลมนอก

ส่วนลมที่พัทลุงเป็นลมว่าวหรือลมออก ลมทั้งสองชนิดนี้ต่างอวดความสามารถของตนเอง

แล้วท้าแข่งขันกัน โดยใช้ลิงลมเป็นตัวตัดสิน หากลมใหนสามารดพัดทำให้ลิงลมตกจากต้นไม้ได้

จะเป็นผู้ชนะ

ว่าแล้วลมนอกลมพายุก็ แข่งก่อน พัดพาต้นไม้หักโค่นใบกระจุยกระจาย

ลิงลมเป็นสัตว์ที่มือตีนเกาะเกี่ยวเหนี่ยวแน่น จึงไม่ตกจากต้นไม้

ถึงตาของลมออกหรือลมว่าวแสดงความสามาร ก็ พัดเบาๆเอื่อยๆสบายๆไม่รุนแรง

ทำให้ลิงลมเผลอหลับตกจากต้นไม้....


ได้ข้อสรุปจากนิทานชาวค่ายว่า การเรียนหรือทำงานอย่างสบายๆ สม่ำเสมอจะพบกับความสุขความสำเร็จ

ในชีวิต นิทานก่อนนอนชาวค่าย เรียบๆง่ายๆให้ข้อคิดไม่ซับซ้อน คืนนี้ชาวค่ายทุกคนนอนหลับอย่างเป็นสุข

ท่ามกลางภูมิศาสตร์ สองฤดูกาล ตรัง พัทลุง