How the Best Leaders Lead

วิถีผู้นำชั้นยอด ได้กล่าวถึงภาวะผู้นำ วิธีการจัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ และสุดท้ายคือการปฏิบัติตนให้มีความสุข

วิถีผู้นำชั้นยอด

How the Best Leaders Lead

พันเอก มารวย ส่งทานินทร์

[email protected]

26 กุมภาพันธ์ 2558

บทความเรื่อง วิถีผู้นำชั้นยอด นำมาจากหนังสือเรื่อง How the Best Leaders Lead ประพันธ์โดย Brian Tracy จัดพิมพ์โดย AMACOM, New York, 2010

ผู้ที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/how-the-best-leaders-lead-tracy-31437359

Brian Tracy

  • Brian Tracy เป็นมืออาชีพด้านการพูด การฝึกอบรม ที่ปรึกษา และยังเป็นประธานบริษัท Brian Tracy International ตั้งอยู่ที่เมือง Solana Beach มลรัฐ California
  • เขาเรียนไม่จบมัธยมศึกษา และได้ออกจากโรงเรียนมาทำงานหลายปี โดยทำงานไม่เลือก ทั้งล้างจาน เรียงกองไม้ ขุดบ่อ ทำงานในโรงงาน และทำงานในไร่ในนา
  • ต่อมาทำงานกับเรือสินค้าเป็นเวลา 8 ปี ได้เยือนประเทศต่าง ๆ กว่า 80 ประเทศ
  • ในช่วงอายุยี่สิบกว่าปี เขาทำงานเป็นพนักงานขายของประเภทเคาะประตูตามบ้าน มีความมานะพยายามเรียนรู้ จนกระทั่งได้เป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ของบริษัทที่มีมูลค่า $265 ล้านเหรียญ
  • ช่วงที่อายุได้สามสิบกว่าปี เขาได้ลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัย Alberta จนได้รับปริญญาตรีด้านพาณิชยศาสตร์ และได้รับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัย Andrew Jackson ต่อมายังเรียนพูดภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และ สเปน
  • เขาได้ทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ กันถึง 42 บริษัท จนกระทั่งปี ค.ศ. 1981 จึงได้เริ่มสอนหลักการสู่ความสำเร็จและจัดสัมนาทั่วประเทศ
  • ปัจจุบันเขาได้ประพันธ์หนังสือและมีสื่ออิเล็คโทรนิค ที่มีการแปลถึง 35 ภาษา ในกว่า 52 ประเทศ
  • เขาได้ถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ตรงที่เขามี โดยการประพันธ์หนังสือกว่า 40 เล่ม เช่น Maximum Achievement, Advanced Selling Strategies, Focal Point, และ The 100 Absolutely Unbreakable Laws of Business Success เป็นต้น

How the Best Leaders Lead – Contents

  • INTRODUCTION The Race Is On
  • CHAPTER 1 The Heart of a Leader
  • CHAPTER 2 Leaders Know Themselves
  • CHAPTER 3 Counterattack! Business Lessons from Military Strategy
  • CHAPTER 4 Masterful Management!
  • CHAPTER 5 Hire and Keep the Best People
  • CHAPTER 6 Building Winning Teams
  • CHAPTER 7 Problem Solving and Decision Making
  • CHAPTER 8 Communicate with Power
  • CHAPTER 9 The Leader's Questionnaire
  • CHAPTER 10 Simplify Your Life

INTRODUCTION - The Race Is On

The Race Is On

  • ในปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่มีความท้าทายสูง ทั้งด้านธุรกิจและเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • Charles Darwin กล่าวว่า ''สัตว์ชนิดที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะแข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่เป็นเพราะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี''

ความรับผิดชอบของผู้นำ 7 ประการ

1.การตั้งเป้าประสงค์และทำให้บรรลุ

2.ส่งเสริมนวัตกรรมและการตลาด

3.แก้ปัญหาและมีการตัดสินใจ

4.ตั้งความสำคัญและเน้นเป้าหมายที่สำคัญ

5.เป็นแบบอย่างที่ดี

6.ชักชวน สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นผู้อื่นให้ก้าวตาม

7.มีทั้งผลงานและผลลัพธ์

CHAPTER 1 - The Heart of a Leader

The Heart of a Leader

  • ภาวะผู้นำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการนำองค์กรประสบความสำเร็จ
  • ภาวะผู้นำ เป็นสิ่งที่คุณเป็น มากกว่าสิ่งที่คุณทำ
  • เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ ในคราใดเมื่อเกิดความไม่แน่ใจ ให้เลือกทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง

คุณสมบัติผู้นำ 7 ประการ

1.วิสัยทัศน์ (Vision): สิ่งสำคัญที่สุดในคุณสมบัติของภาวะผู้นำ

  • ผู้นำเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ เขาสามารถมองไปในอนาคต โดยตอบคำถามได้ว่า เราต้องทำอะไรและทำอย่างไร
  • จุดเริ่มต้นในการคิดของผู้นำคือค่านิยม (values) ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรมีความเชื่อ และใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ
  • ผู้นำเน้นเป้าประสงค์ โดยการตั้งเป้าหมายที่มีตัวชี้วัดและมีการกำหนดระยะเวลา

2. ความกล้า (Courage) สิ่งที่ผู้นำทุกคนมีลักษณะเหมือนกัน

  • ความกล้าคือความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าประสงค์ แม้จะมีความเสี่ยงว่าอาจทำไม่สำเร็จ
  • อนาคตขององค์กรขึ้นกับผู้นำที่กล้าได้กล้าเสีย ในทุกสภาวการณ์
  • ความกล้าจึงเป็นคุณสมบัติข้อที่สองของผู้นำที่ยิ่งใหญ่

3. การมีจริยธรรม (Integrity) เป็นคุณสมบัติที่น่ายกย่องของผู้นำทุกวงการ

  • จริยธรรมเป็นค่านิยมที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ซึ่งมีแก่นแท้คือ ความซื่อสัตย์
  • เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา การปกปิดความจริงจะก่อเกิดความสูญเสียมากกว่าการบอกความจริงหลายเท่า
  • ผู้นำที่มีจริยธรรมจะกล่าวว่า "เรื่องนี้ผมรับผิดชอบเอง"

4. อ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) ผู้นำที่มีความมั่นใจในตนเองจะเชื่อมั่นและยกย่องผู้อื่น

  • ผู้นำเรียนรู้ที่จะฟัง ไม่คิดว่าตนเองรู้ทุกเรื่อง และสามารถเรียนรู้จากผู้อื่นได้ตลอดเวลา
  • ผู้นำไม่หยุดการเรียนรู้ เพื่อทำตนให้ดีขึ้น
  • Jack Welch กล่าวว่า เขาต้องการผู้ที่ฉลาดกว่าตนเองอยู่รายรอบตัวเขา

5. สายตายาวไกล (Foresight) ผู้นำสามารถมองไปในอนาคตและเตรียมพร้อมรับมือได้

  • ผู้นำเป็นนักคิดแบบกลยุทธ์ สามารถคาดได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
  • เครื่องมือที่ใช้ช่วยในการคาดการณ์คือแผนการจำลองสถานการณ์ (scenario planning)
  • ผู้นำจะคิดถึงอนาคต

6. มีจุดเน้น (Focus) คือการทุ่มเททรัพยากรต่าง ๆ ไปยังจุดที่สำคัญที่สุดขององค์กร

  • ผู้นำจะเน้นไปที่จุดแข็งขององค์กร และเป็นสิ่งที่องค์กรทำได้ดีที่สุด
  • ผู้นำจะไม่บ่นหรือวิจารณ์ แต่จะมองในแง่บวก และเน้นที่เป้าประสงค์ขององค์กร
  • ผู้นำคิดแก้ไขสถานการณ์ มากกว่าจะคอยหาผู้กระทำผิด (เพราะไม่สามารถเปลี่ยนอดีตได้)

7. สร้างความร่วมมือ (Cooperation) ผู้นำมีความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิผลร่วมกับผู้อื่น

  • ภาวะผู้นำคือ ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นทำตามด้วยความสมัครใจ
  • คุณมีทางเลือกคือ จะทำเอง หรือให้ผู้อื่นช่วยทำแทน ให้เลือกเอาเอง
  • ใช้กฏ 80/20 ที่กล่าวว่ามีผู้คนร้อยละยี่สิบที่ทำให้เกิดร้อยละ 80 ของผลลัพธ์

You Become What You Think About

  • Leaders have a clear vision of where they are going, and they convey this vision to everyone around them.
  • Leaders have the courage to take risks, to move forward, to face danger with no guarantee of success.
  • Leaders have integrity. They deal honestly and straightforwardly with each person. They tell the truth, and they always keep their word.
  • Leaders are humble. They get results by using the strengths and knowledge of those around them. They know how to listen, and they know how to learn.
  • Leaders have foresight. They continually look ahead and anticipate what might happen. They make provisions to guard against possible reversals and put themselves into a position to take advantage of possible opportunities.
  • Leaders focus on what's important. They concentrate their time and resources, and the time and resources of the company, on the activities that will make the most difference.
  • Leaders cooperate well with others. They are liked and respected by everyone around them.

CHAPTER 2 - Leaders Know Themselves

Thinking & Action

  • คำที่มีความสำคัญต่อการคิดและการกระทำคือ ผลที่ตามมา (consequences) การกระทำใดจะมีความสำคัญ ขึ้นกับความรุนแรงของผลที่ตามมา
  • คำถามสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการวิเคราะห์และการตัดสินใจ คือ คุณต้องการอะไร และจะต้องทำอะไร จึงจะประสบผลสำเร็จ (what you want and what you are going to do to achieve it.)

คำถาม 44 ข้อในการประเมินตนเอง (ข้ออื่น ๆ อยู่ในหนังสือ)

  • 1. ปัจจุบันคุณอยู่ในตำแหน่งใด
  • 2. อะไรคือสิ่งสำคัญ 3 ประการในการทำงาน
  • 3. จะวัดความสำเร็จของงานนั้นอย่างไร
  • 4. คุณมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง
  • 5. งานอะไรที่คุณทำได้ดีเป็นพิเศษ
  • 6. เป้าประสงค์ของงานที่สำคัญ 3 ประการคืออะไร
  • ฯลฯ

ผู้นำ รู้จักตนเอง และรู้ว่าตนเองต้องการอะไร

  • ถ้าคุณตอบคำถามได้ชัดเจน ก็จะเห็นตัวตนของตนเองได้ดีขึ้น
  • เมื่อรู้จักตนเองที่ชัดเจน ก็จะรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะบรรลุผลลัพธ์ตามที่ตนเองได้ตั้งเป้าหมายไว้

CHAPTER 3 - Counterattack! Business Lessons from Military Strategy

12 principles of military strategy that leads to victory

  • 1. The Principle of the Objective
  • 2. The Principle of the Offensive
  • 3. The Principle of the Mass
  • 4. The Principle of Maneuver
  • 5. The Principle of Intelligence
  • 6. The Principle of Concerted Action
  • 7. The Principle of Unity of Command
  • 8. The Principle of Simplicity
  • 9. The Principle of Security
  • 10. The Principle of Surprise
  • 11. The Principle of Economy
  • 12. The Principle of Exploitation

1. หลักของวัตถุประสงค์ หมายถึงการมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

  • วัตถุประสงค์ (Objectives) คือเป้าประสงค์รอง ที่มีระยะเวลาสั้นและระยะกลาง มีผลกระทบต่อเป้าประสงค์
  • มีลำดับเรียกว่า GOSPA Method ที่ย่อมาจาก: Goals, Objectives, Strategies, Plans, และ Activities
  • เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ แนะนำให้ใช้ การบริหารโดยมอบความรับผิดชอบ (Manage by responsibility): หมายถึงให้บุคคลรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ โดยการมอบหมายงานและความรับผิดชอบ และมีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ

2. หลักการรุก หมายถึงการเข้าโจมตี

  • ในการรบต้องเข้าจู่โจม รุกไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
  • ในทางธุรกิจ หมายถึงการขายและการตลาด
  • ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ต้องเพิ่มยอดขาย

3. หลักการรวมกำลัง หมายถึงการรวบรวมสรรพกำลังไปที่จุดใดจุดหนึ่ง นั่นคือที่จุดอ่อนของศัตรู

  • หลักการรวมกำลังไม่เพียงดูที่จุดอ่อนของศัตรู แต่รวมถึงการสร้างความแข็งแกร่งของเราเองด้วย
  • ใช้กฏ 80/20 หรือที่เรียกว่า Pareto principle นั่นคือมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรไปยังจุดที่มีโอกาสในการเติบโตและความสำเร็จ

4. หลักการกรีธาพล หมายถึงการเคลื่อนพลเข้าโจมตีด้วยกำลังที่เหนือกว่าไปยังจุดอ่อนของศัตรู

  • ชัยชนะในการรบ มักเกิดจากการเข้าโจมตีที่รวดเร็ว
  • ในทางธุรกิจหมายถึงการมีนวัตกรรมและความอ่อนตัว (innovation and flexibility)
  • มีหลักการคิดที่เรียกว่า Zero-based thinking นั่นคือ การถามตนเองว่า จากการที่ได้เรียนรู้ในตอนนี้ ถ้าจะต้องเริ่มต้นใหม่ จะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม

5. หลักการข่าว หมายถึงการได้มาของข้อมูลข่าวสาร เรื่องการปฏิบัติการ และความเคลื่อนไหวที่เป็นจริงของฝ่ายตรงข้าม

  • ในทางธุรกิจ การรู้ข้อมูลข่าวสารของคู่แข่งหรือของตลาดได้มาก จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จสูง

6. หลักการประสานงาน หมายถึงความสามารถในการบังคับบัญชาให้ทุกหน่วยรบ มีการประสานงานร่วมมือกัน ทั้งการรุกและการตั้งรับ

  • ในทางธุรกิจ หมายถึงการทำงานเป็นทีม
  • การทำงานให้สำเร็จเกิดจากทีม บริษัทชั้นนำจะมีทีมงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิผล แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศ

7. หลักการบังคับบัญชา หมายถึงการมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับบนไล่ลงจนถึงระดับล่าง

  • บริษัทชั้นนำจะมีผู้นำทุกระดับที่ชัดเจน รู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ
  • เพื่อความมีประสิทธิผล แต่ละบุคคล ควรมีผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว คือผู้ที่ต้องรายงานผลให้ทราบ
  • ผู้นำชั้นยอดในบริษัทชั้นนำ จะมีการประชุมกันบ่อย ๆ เพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวสารและวิเคราะห์การงาน

8. หลักความเรียบง่าย หมายถึงคำสั่งที่ต้องชัดเจน ตรงไปตรงมา และแผนการต่าง ๆ จะต้องมีความเข้าใจง่ายสำหรับผู้ปฏิบัติ

  • สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเรียบง่ายคือการคิดบนกระดาษ (think on paper) ให้ทุกคนจดสิ่งที่อภิปรายกันไว้ จะได้ไม่มีปัญหาในโอกาสต่อไป

9. หลักความมั่นคง หมายถึงมีการป้องกันการถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัวหรือมีการป้องกันการเกิดผลที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

  • หลักการสำคัญในการอยู่รอดทางธุรกิจที่อาจถูกมองข้ามไป สิ่งนั้นคือเงินสด ไม่ใช่ยอดขายหรือผลกำไรที่เป็นตัวเลขในบัญชี
  • การขาดเงินสดหมุนเวียน อาจส่งผลให้ธุรกิจไปไม่รอด
  • มีวิธีที่แนะนำคือใช้ scenario planning โดยให้จำลองสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น ว่าเรามีแผนรับมืออย่างไร

10. หลักการทำให้แปลกใจ หมายถึงการปฏิบัติในสิ่งที่ศัตรูไม่ได้คาดคิดมาก่อน

  • ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจากการสร้างความประหลาดใจ นั่นคือการทำให้ศัตรูเกิดความงงงันและตะลึงพรึงเพริด เพราะคาดไม่ถึง
  • ที่สำคัญในการสร้างพลังคือ ความเร็ว (speed)
  • ในทางธุรกิจหมายถึงการใช้ความสร้างสรรค์ เช่น ทำให้เร็วกว่า ดีกว่า ถูกกว่า ในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ

11. หลักเศรษฐศาสตร์ หมายถึงมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

  • ในทางธุรกิจ หมายถึงการทำได้โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด
  • อย่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

12. หลักการแสวงหาผลประโยชน์ หมายถึงเมื่อได้รับชัยชนะ ให้ใช้โอกาสในการเป็นผู้ชนะอย่างเต็มที่

  • ในทางธุรกิจ หมายถึงการทุ่มติดตามความสำเร็จในตลาด หรือการได้ลูกค้าใหม่

CHAPTER 4 - Masterful Management!

บทบาทของผู้จัดการ 7 ประการ

  • 1. การวางแผน (Planning)
  • 2. การจัดระบบ (Organizing)
  • 3. การจัดบุคลากร (Staffing)
  • 4. การมอบหมายงาน (Delegation)
  • 5. การควบคุมดูแล (Supervising)
  • 6. การวัดผล (Measuring)
  • 7. การรายงานผล (Reporting)

1. การวางแผน คือกระบวนการในการตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

  • คิดบนกระดาษ (Think on paper) จดรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเป้าประสงค์ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำให้บรรลุผล
  • ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนความจริง โดยเฉพาะด้านการเงิน อย่าคาดเดา
  • อย่าลืมสูตร Six P Formula: Proper Prior Planning Prevents Poor Performance.

2. การจัดระบบ หมายถึงการจัดผู้คนและทรัพยากรที่จำเป็นในการทำให้แผนการสำเร็จตามความมุ่งหมาย

  • ง่ายที่สุด คือจดสิ่งที่ต้องการทั้งหมดที่ต้องการทำให้สำเร็จ ตามระยะเวลาและงบประมาณที่วางไว้
  • เริ่มที่ส่วนที่สำคัญที่สุดของแผนงาน

3. การจัดบุคลากร คุณต้องทำหน้าที่สรรหาและรักษาบุคคลที่ต้องการ ในการทำงานให้สำเร็จ

  • ความสามารถในการจัดจ้างและรักษาบุคลากรที่ถูกต้องไว้ ส่งผลทำให้เกิดความสำเร็จได้ร้อยละ 95
  • นี่คือหน้าที่ที่สำคัญของผู้นำ

4. การมอบหมายงาน คือทักษะในการมอบหมายงานให้กับบุคคลที่ถูกต้อง

  • เมื่อมอบอำนาจไปแล้ว ต้องให้ทรัพยากรที่สามารถทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วย เช่น เวลา งบประมาณ รวมถึงบุคคลที่จะช่วยเหลือให้งานสำเร็จได้ด้วยดี

5. การควบคุมดูแล เป็นการทำให้มั่นใจว่างานสำเร็จตามเวลาและงบประมาณที่กำหนดให้

  • งานของผู้จัดการคือทำงานให้สำเร็จโดยใช้ผู้อื่น
  • เมื่อมอบหมายงานไปแล้ว คุณยังคงมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อยู่
  • หลักการจัดการคือ ให้จัดการกับผู้อื่นเช่นเดียวกับที่ตนอยากได้รับการจัดการ

6. การวัดผล จะต้องมีตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลข และมีการตั้งค่ามาตรฐานสำหรับทุกงานด้วย

  • กฏของ Hawthorne principle กล่าวว่า ถ้าผู้คนมีความชัดเจนในตัวเลขที่ใช้วัด พวกเขาจะทำงานเพื่อทำให้ตัวเลขเหล่านั้นดีขึ้น

7. การรายงานผล เพราะนี่คือหน้าที่สำคัญของผู้นำ ซึ่งจะต้องรายงานให้บุคคลทั้งภายนอกและภายในให้รับทราบตลอด

  • ต้องมั่นใจว่าพนักงานได้รับรู้เรื่องราวที่มีผลกระทบกับการทำงานของพวกเขา โดยจัดการประชุมอย่างสม่ำเสมอ ทางที่ดีควรเป็นทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและทำให้เป็นปัจจุบัน

7 ข้อกำหนดความสำเร็จทางธุรกิจ

  • 1. Productivity (to do more with less)
  • 2. Customer Satisfaction (long-term business success)
  • 3. Profitability (true measure of leadership)
  • 4. Quality (key to business survival)
  • 5. Innovation (key to business success)
  • 6. Organizational Development (ways to get better results)
  • 7. People-Building (most important asset)

CHAPTER 5 - Hire and Keep the Best People

Hire and Keep the Best People

  • ทักษะการจ้างบุคลากรที่ดีที่สุด เป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จในฐานะผู้นำยิ่งกว่าปัจจัยอื่นใด
  • ในหนังสือขายดีเรื่อง Good to Great ของ Jim Collins กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่คือ การใช้บุคคลที่ถูกต้องให้ถูกกับงาน และกำจัดบุคคลที่ไม่ถูกต้องออกไปเสียจากบริษัท
  • Larry Bossidy กล่าวในหนังสือขายดีเรื่อง Execution ว่า ให้สรรหาบุคคลที่สามารถทำงานให้สำเร็จ ที่ทำงานได้เร็วและดี

Select the Right People

  • การสรรหาบุคคลที่ถูกต้อง อย่ากำหนดเส้นตาย ให้ใจเย็น ๆ
  • ผู้นำควรมีส่วนสรรหาบุคคลใหม่ ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องทำเองตั้งแต่การสัมภาษณ์ครั้งแรก แต่ทุกคนที่ได้รับการจ้าง จะต้องผ่านการพูดคุยกับคุณก่อนเสมอ
  • หลักประการหนึ่งของการจ้างงานคือ คัดเลือกช้า ๆ ไล่ออกเร็ว (Hire slowly and fire fast.) เพราะการคัดคนเป็นงานศิลปะ ห้ามรีบร้อน

Think on Paper

  • ให้เขียนคุณภาพของบุคลากรที่ต้องการจ้าง เช่น ความซื่อสัตย์ มองเชิงบวก ทำงานหนัก มีความขยัน มีความสนใจในงาน และเป็นคนเปิดใจ (honest, positive, hard-working, energetic, focused, and open-minded.)
  • เขียนคุณสมบัติที่ต้องการเหล่านี้ โดยเรียงตามความสำคัญและความเหมาะสมกับประเภทของงาน

Write Out the Job Description

  • การเขียนลักษณะงาน ให้เขียนหน้าที่การงานทุกอย่างที่บุคคลนั้นต้องทำโดยไม่มีการตกหล่น
  • แบ่งรายการคุณสมบัติที่ต้องการว่าเป็น สิ่งจำเป็น (Musts) และสิ่งที่ต้องการ (Wants) เพราะบางสิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางสิ่งเป็นส่วนเสริมให้ดีขึ้น
  • การมีรายการที่ครบถ้วนสำหรับตำแหน่งที่ต้องการ ทำให้การคัดสรรบุคคลที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Interview Effectively

  • การสัมภาษณ์ ให้ผู้สมัครทำตัวตามสบายไม่ต้องเกร็ง แล้วให้เล่าประวัติการทำงานที่เคยทำแล้วประสบผลสำเร็จ
  • ผู้สมัครที่ดีจะแสดงความกระตือรือร้น (curiosity) ด้วยการถามคำถามเกี่ยวกับคุณ บริษัทของคุณ การงาน โอกาสความก้าวหน้า เป็นต้น
  • ให้มองหาคุณสมบัติคือ SWAN: Smart, Works Hard, Ambitious, and Nice.
  • ไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็น ๆ

ให้ใช้กฎของสาม (law of three)

  • สัมภาษณ์ผู้สมัครอย่างน้อยสามคนต่อหนึ่งตำแหน่ง
  • สัมภาษณ์ผู้สมัครที่คุณชอบอย่างน้อยสามหนหรือสามสถานที่ (ที่สำนักงาน บริเวณทางเดินหรือห้องแยกต่างหาก และอาจเป็นร้านอาหารใกล้ ๆ สำนักงานอีกแห่ง)
  • แล้วให้เพื่อนร่วมงานในอนาคตอีกสามคน ได้สัมภาษณ์ผู้สมัครที่เลือกไว้

Negotiate the Right Salary

  • เรื่องค่าจ้างนั้น มีคำกล่าวว่า การได้คนดีเหมือนได้ของฟรี (''Good people are free.'') เพราะเขาจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่าค่าจ้างมาก
  • ให้ถามผู้สมัครว่า ในตำแหน่งนี้คิดว่าค่าจ้างเท่าใดจึงจะเหมาะสม
  • ถ้าซื้อตัวจากบริษัทอื่น ค่าจ้างต้องมากกว่าที่เดิมอย่างน้อยร้อยละสิบ
  • อย่ากลัวการต้องจ่ายค่าจ้างให้กับคนเก่ง (talented people)

Start Them off Right

  • การเริ่มงานในทันที โดยให้บุคลากรเริ่มจากรู้จักกับ ค่านิยม พันธกิจ และวิสัยทัศน์ของบริษัท
  • แนะนำพนักงานใหม่ให้เป็นที่รู้จักอย่างถ้วนทั่ว
  • จัดพี่เลี้ยงให้กับพนักงาน
  • จัดงานให้มากหน่อยเพื่อเป็นการท้าทายความสามารถ
  • ถ้าพนักงานใหม่ทำได้ดีควรชื่นชมในทันที

Two Common Problems

  • ปัญหาที่พบบ่อยมี 2 ประการคือ ไม่เข้าใจทิศทางของบริษัทและขาดการสะท้อนกลับ (lack of direction and lack of feedback)
  • การไม่แน่ใจในทิศทาง ทำให้พนักงานเกิดความสับสน ว่าคุณต้องการอะไรกันแน่
  • การไม่มีการสะท้อนกลับของผลการทำงาน ทำให้เกิดความยากลำบากในการทำงาน
  • ผู้คนต้องการฟังเสียงสะท้อนกลับว่า เขาทำงานได้ดีเพียงใด

วิธีการปรับปรุงผลงานแบบมืออาชีพ

  • 1.นั่งคุยกันให้เข้าใจเรื่องความคาดหวัง
  • 2.ตั้งตัวชี้วัดผลงานที่ได้มาตรฐาน
  • 3.อย่าคาดเดาว่าพนักงานจะเข้าใจแจ่มแจ้ง
  • 4.ให้การสะท้อนกลับอย่างสม่ำเสมอ เรื่องผลการทำงานว่า ทำได้ดี หรือต้องทำการปรับปรุง
  • 5.ตรวจสอบกับความคาดหวัง ถึงแม้คุณมอบหมายงานไปแล้วก็ตาม คุณยังคงต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

Assume the Best of Intentions

  • เรื่องการตั้งใจที่ดี แต่เกิดข้อผิดพลาด ให้ประเมินก่อนว่าพนักงานตั้งใจทำดีอย่างสุดความสามารถ แล้วดำเนินการดังนี้
  • 1.เรียกพนักงานคนนั้นมาพูดคุยในที่เฉพาะเป็นการส่วนตัว
  • 2.ให้บอกปัญหาหรือความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น
  • 3.ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด
  • 4.ถ้าเกิดความผิดพลาดจริง ให้ตกลงเรื่องการทำการแก้ไข
  • 5.ติดตามผลสัญญาที่ให้กันไว้
  • 6.อย่าลืมบันทึกเรื่องราว ที่ถกอภิปรายกันไว้ด้วย

Hold Regular Meetings

  • หลักการประชุมอย่างสม่ำเสมอ คือสมควรจัดให้มีการประชุมกันอย่างน้อยทุกสัปดาห์
  • ข้อควรระวัง (A warning): การประชุมไม่ใช่การมานั่งฟังผู้บริหารบรรยาย งานหลักของผู้นำคือการฟังไม่ใช่การพูด

Create a Great Place to Work

  • งานอย่างหนึ่งของผู้นำคือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่บุคลากรเกิดความสบายใจ นั่นคือการสร้างความไว้วางใจ
  • การไม่กล่าวโทษ หรือไม่ลงโทษ บุคลากรที่มีความตั้งใจพัฒนางานให้ดีขึ้น แต่เกิดความผิดพลาดไม่เป็นไปตามคาดหวังที่วางไว้
  • แทนที่จะวิจารณ์ ควรช่วยให้พนักงานคนนั้น ระบุการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การเน้นที่บุคลากร คือจุดสำคัญเหนือสิ่งใด

  • ถ้าคุณเน้นบุคลากร บุคลากรจะทุ่มเทพลังแรงกายแรงใจ ในการทำงานให้ดีขึ้น
  • มีคำกล่าวว่า ไม่มีพลทหารที่เลว ภายใต้การปกครองของนายพลที่ดี (It is said that there are never any bad soldiers under a good general.)

CHAPTER 6 - Building Winning Teams

Competence and Commitment

  • (จากตาราง 2x2) ช่องมุมบนซ้าย คือบุคลากรที่มีความสามารถและความมุ่งมั่น เรียกว่า ผู้มีผลงานดี (outperformers) เป็นกลุ่มที่สร้างผลลัพธ์ร้อยละ 80
  • ช่องมุมบนขวา คือกลุ่มที่มีความสามารถแต่ไม่มุ่งมั่น ควรใช้กลยุทธ์ดึงเข้ามาเป็นพวก
  • กลุ่มล่างซ้าย คือบุคลากรที่มุ่งมั่น แต่ขาดความสามารถ จึงควรจัดการฝึกอบรมให้
  • กลุ่มล่างขวา คือกลุ่มที่แย่ ทั้งไม่มุ่งมั่นและไม่มีความสามารถ สมควรจำหน่ายออกจากระบบ

ปัจจัยการกระตุ้นบุคลากรมี 4 ประการคือ

  • 1.มอบหมายงานที่ท้าทายและน่าสนใจ (challenging, interesting work) บุคลากรต้องการขยันทำงานอย่างมีความสุข
  • 2.บุคลากรต้องการทำงานในบรรยากาศที่มีความไว้วางใจกัน (high trust environment)
  • 3.บุคลากรต้องการความรับผิดชอบผลงานของตนเอง (personally responsible for results)
  • 4.บุคลากรต้องการความก้าวหน้าและโอกาสในการเติบโต (personal growth and promotion)

คุณสมบัติของทีมที่ดี

  • 1. มีเป้าประสงค์ร่วม (Shared Goals)
  • 2. มีค่านิยมร่วม (Shared Values)
  • 3. มีแผนการร่วมกัน (Shared Plans)
  • 4. มีภาวะผู้นำที่ชัดเจน (Clear Leadership)
  • 5. มีการประเมินสม่ำเสมอ (Continuous Evaluation and Appraisal)
  • สุดท้าย มีความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Finally, top teams in both business and sports make a commitment to excellence.)

CHAPTER 7 - Problem Solving and Decision Making

คุณสมบัติ 3 ประการของอัจฉริยะ

  • 1. ความสามารถในการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • 2. การมีแนวคิดที่มีความยืดหยุ่น
  • 3. มีวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ก่อนอื่นต้องมั่นใจในปัญหาเสียก่อนว่า

  • 1. นั่นคือปัญหาจริง ๆ
  • 2. คุณมีหน้าที่แก้ปัญหา
  • 3. ยังไม่เคยมีใครแก้ปัญหานี้มาก่อน
  • 4. มีการกำหนดเส้นตายในการแก้ปัญหา
  • 5. อย่ากำหนดว่าวิธีการแก้ปัญหามีแค่หนทางเดียว

วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

  • 1. ระบุปัญหาหรือเป้าประสงค์ลงบนกระดาษ
  • 2. ให้ถามว่า มีปัญหาเพิ่มเติมอีกหรือไม่
  • 3. ปรับคำในปัญหาเพื่อให้ง่ายต่อการแก้ไข
  • 4. พยายามหาสาเหตุทั้งหมดของปัญหา
  • 5. กำหนดวิธีแก้ปัญหาทุกวิถีทางที่เป็นไปได้
  • 6. หลังจากหาสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหาทุกแง่มุมแล้ว ถึงเวลาตัดสินใจ
  • 7. เมื่อตัดสินใจแล้ว ให้มอบหมายความรับผิดชอบ
  • 8. กำหนดเส้นตาย และระบุวันเวลาที่ต้องส่งรายงาน
  • 9. นำแผนไปปฏิบัติ
  • 10. ทบทวนและตรวจสอบว่า การแก้ปัญหาได้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

แนวทาง 3 ประการในการตัดสินใจ

  • 1.เริ่มต้นด้วยการถกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง
  • 2.มีการตัดสินใจที่ชัดเจน ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ใคร ต้องทำอะไร เมื่อใด และทำอย่างไร
  • 3.ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

วิธีช่วยการตัดสินใจ

  • 1.ใช้กระดาษสองช่อง (The Balance Sheet Method) หรือที่เรียกว่า Ben Franklin Method ด้านหนึ่งเขียนข้อดีของวิธีการตัดสินใจ และอีกด้านหนึ่งเขียนข้อเสียของวิธีการตัดสินใจนั้น ๆ
  • 2.ใช้ระบบให้คะแนน (The Point Scoring System) ให้เขียนทุกวิธีการตัดสินใจทั้งหมดลงกระดาษ โดยมีคะแนนทั้งหมด 1,000 แต้ม แล้วให้คะแนนแต่ละหัวข้อมากน้อยตามความสำคัญ โดยรวมคะแนนทุกวิธีแล้วให้ได้ 1,000 แต้ม

วิธีสร้างความสำเร็จให้เป็นมาตรฐาน

  • 1. ตั้งเป้าประสงค์และมีตัววัดผลที่เป็นมาตรฐานที่ชัดเจน
  • 2. ทบทวนติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
  • 3. พร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อมีข้อมูลข่าวสารใหม่
  • 4. ยอมรับผลสะท้อนกลับและทำการแก้ไข
  • 5. มีแผนสำรองไว้ ในกรณีที่แผนแรกใช้ไม่ได้ผล

วิธีช่วยบุคลากรตัดสินใจ

  • 1. ก่อนนำปัญหามาถก ให้เขียนมาเป็นลายลักษร์อักษร
  • 2. เขียนเหตุผลว่าเหตุใดปัญหาจึงเกิดขึ้น
  • 3. ระบุแนวทางการแก้ปัญหามาทั้งหมด และให้บุคคลนั้นเลือกแนวทางที่คิดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดมา 1 วิธี

การเรียนรู้จากทุกสถานการณ์

  • 1. เราทำอะไรได้ดี ''What did I do right?'' วิเคราะห์ถึงข้อดีของวิธีการตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำทุกสิ่ง แล้วประสบความสำเร็จ
  • 2. เราควรทำอะไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ''What would I do differently?'' ระบุแนวทางการปรับปรุง ในการทำงานครั้งต่อไปให้ดีขึ้น

CHAPTER 8 - Communicate with Power

Aristotle's Rhetoric: The Three Parts of Any Communication

  • Aristotle กล่าวถึงผลสำเร็จของการสื่อสารว่ามี 3 องค์ประกอบคือ
  • 1. Ethos: บุคลิกภาพของผู้พูด
  • 2. Pathos: การสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ฟัง
  • 3. Logos: คำพูดที่ใช้ (สำคัญน้อยที่สุด!).

การนำเสนออย่างมืออาชีพ

  • บุคคลรู้โดยทันที ว่าคุณเตรียมพร้อมมาดีเพียงใด
  • ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างสัมพันธภาพคือ ความชื่นชอบ (liking) ถ้าผู้คนชื่นชอบคุณ คุณก็สามารถชักนำหรือชี้ชวนได้ง่าย
  • ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะต้องมีความน่าเชื่อถือ และมีความสามารถด้วย

Make Them Feel Important

  • ความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์คือ ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีความสำคัญ
  • ดังนั้นควรฝึกฝน 4A ทุกวัน
    • 1. การกล่าวขอบคุณ Appreciation.
    • 2. การชื่นชมเมื่อทำได้ดี Approval.
    • 3. การยกย่องสรรเสริญ Admiration.
    • 4. ให้ความใส่ใจ Attention. (ตั้งใจฟังอย่างอดทน ฟังเงียบ ๆ ฟังอย่างสงบ ฟังให้ตลอด อย่าพูดทะลุกลางปล้อง)

การเป็นนักฟังที่ยิ่งใหญ่

  • 1. ฟังอย่างตั้งใจ โน้มตัวไปข้างหน้า อย่าพูดแทรก
  • 2. หยุดสักครู่ก่อนตอบ
    • a) เพื่อป้องกันการขัดจังหวะ
    • b) ทำให้ฟังได้ลึกซึ้งขึ้น
    • c) แสดงถึงมีการใคร่ครวญในสิ่งที่ผู้อื่นพูด
  • 3. มีการซักถามเพื่อความแน่ใจ
  • 4. สะท้อนกลับด้วยคำพูดของเราเอง

การสื่อสารมีทั้งวจนะ และ อวจนะ

  • 1. ภาษากาย (Body language)—55% ของข้อความ
  • 2. น้ำเสียง (Tone of voice)—38% ของข้อความ
  • 3. คำพูด (The words themselves)—7% ของข้อความ
  • ถ้าคุณพูดปด ภาษาร่างกายและน้ำเสียงจะแสดงออกมา ไม่ว่าคุณจะใช้ถ้อยคำพูดอย่างไรก็ตาม

วิธีการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ 5 ประการ

  • 1. เตรียมความพร้อมล่วงหน้า จะสร้างประสิทธิภาพ 90%
  • 2. เสนอแนวคิดและเป้าประสงค์อย่างชัดเจน ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น
  • 3. ให้เหตุผลประกอบแนวคิด
  • 4. มีพยานหลักฐานประกอบเหตุผล
  • 5. ยืนยันแนวคิดอีกครั้ง และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติ

CHAPTER 9 - The Leader's Questionnaire

The Leader's Questionnaire

  • คำถามสำหรับผู้นำ ในเรื่องยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และประเด็นการบริหารงาน บางคำถามอาจคุ้นเคย บางคำถามอาจแปลกใหม่
  • ผู้นำทุกคนสมควรตอบปัญหาเหล่านี้ด้วยความมั่นใจ ไม่มีความลังเลสงสัย

Here are the 61 tough questions

  • ตัวอย่างคำถาม (ที่เหลืออยู่ในหนังสือ)
  • 1. คุณอยู่ในธุรกิจอะไร บริษัทคุณทำให้ลูกค้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างไร
  • 2. อะไรคือพันธกิจของบริษัท ซึ่งระบุสิ่งที่ต้องการบรรลุ หลีกเลี่ยง หรือ อนุรักษ์ สำหรับลูกค้า
  • 3. ลูกค้า คิด พูด หรืออธิบาย ถึงบริษัทคุณอย่างไร เขาใช้คำว่าอะไร
  • ฯ ล ฯ

CHAPTER 10 - Simplify Your Life

Simplify Your Life

  • ทุกคนมีเรื่องที่จะต้องทำเยอะ แต่ไม่มีเวลาพอ
  • สิ่งท้าทายในการทำให้ชีวิตเรียบง่ายคือ เลือกทำแต่งานที่มีความสำคัญสูง และใช้เวลาให้น้อยลงกับงานที่ไม่ค่อยสำคัญ

Determine Your True Values

  • ให้พิจารณาสิ่งที่ความสำคัญในชีวิตของคุณ นั่นคือเมื่อทำแล้ว เกิดความสงบในจิตใจ
  • ถ้าสิ่งใดทำแล้วเกิดความสันติ พอใจ พึงใจ และรู้สึกมีความสำคัญและมีคุณค่า (peace, satisfaction, joy, and the feeling of value and importance) นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องของคุณ (right for you)
  • ถ้าทำแล้วเครียด เสียสมาธิ ไม่มีความสุข หรือรู้สึกวุ่นวาย (stress, distraction, unhappiness, or irritation) นั่นคือสิ่งผิดสำหรับคุณ (wrong for you)

Get Your Life in Balance

  • วิธีการสร้างความสมดุลคือ ทุกกิจกรรมภายนอกที่ทำสอดคล้องกับคุณค่าภายในใจ ทำแล้วมีความสุข สงบ รื่นเริง ผ่อนคลาย
  • ลองนึกภาพเองว่า ถ้าไม่มีข้อจำกัด คุณสามารถจะทำอะไรก็ได้ สิ่งนั้นคืออะไร

Practice Zero-Based Thinking

  • วิธีทำให้สบายใจ คือ ยอมรับว่าตนเองไม่สมบูรณ์แบบ ทำผิดพลาดได้ และสามารถเปลี่ยนใจได้
  • Zero-based Thinking คือ ถ้าให้เลือกทำใหม่ได้ จะไม่ทำอะไรซ้ำอีก
  • คุณมีทางเลือกคือ เลือกทำในสิ่งที่ทำอยู่เพิ่มขึ้น ทำในสิ่งที่ทำอยู่ให้น้อยลง เริ่มทำในสิ่งที่อยากทำ เลิกทำเรื่องอื่น ๆ
  • มันคืออะไร?

การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ

  • 1.มอบหมายงานของคุณทุกอย่างที่ไม่จำเป็นให้ผู้อื่นทำแทน
  • 2.การ outsource งานที่ไม่จำเป็นทุกอย่าง ที่มีบริษัทอื่นทำให้เราได้ดีกว่าที่เราทำเอง
  • 3.กำจัดกิจกรรมที่ไม่ก่อประโยชน์ หรือมีคุณค่าต่ำ

ให้ตั้งลำดับความสำคัญของการงาน (ABCDE)

  • วิธีดูคือ ผลที่ตามมา (consequences) ถ้าทำหรือไม่ทำอะไรแล้วก่อเกิดผลตามมาที่รุนแรง แสดงว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญ ทำนองเดียวกันถ้าผลที่ตามมาไม่รุนแรงแสดงว่าสิ่งนั้นสำคัญน้อย
  • มีกฏอยู่ว่า อย่าทำงาน B จนกว่างาน A จะเสร็จสิ้น

ในการวางแผนงานล่วงหน้า

  • อย่าลืม 6 P: ''Proper Prior Planning Prevents Poor Performance,''
  • ให้วางแผนล่วงหน้าเป็นปี สำหรับการหยุดพักผ่อนกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง
  • วางแผนทุกเดือนล่วงหน้า
  • วางแผนรายสัปดาห์ก่อนทุกสัปดาห์
  • วางแผนรายวันล่วงหน้า โดยเฉพาะคืนก่อนหน้า

Put Your Relationships First

  • ให้ลำดับความสัมพันธ์คือ บุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตคุณอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง
  • แล้วให้จินตนาการว่าคุณมีชีวิตเหลือแค่ 6 เดือน คุณจะทำอะไรบ้าง จะแบ่งการใช้เวลาอย่างไร
  • แต่...ไม่ต้องรอให้ถูกรางวัลเป็นเงินล้าน หรือเหลือเวลาแค่ 6 เดือนจึงจะเริ่มทำอะไรที่ตั้งใจ ให้ทำตอนนี้ ทันที

ดูแลสุขภาพคุณให้ดี (อโรคา ปรมา ลาภา)

  • กินให้น้อยแต่กินให้ดีขึ้น
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่าให้เป็นโรคอ้วน
  • หมั่นตรวจสุขภาพร่างกายและสุขภาพฟัน

Practice Solitude Daily

  • วิธีการแสวงหาความสันโดษ โดยอยู่กับตนเองเงียบๆ วันละ 30-60 นาที
  • รู้จักตั้งใจฟังเสียงภายในตนเอง
  • เมื่อฝึกความสันโดษเป็นประจำ คุณจะรู้สึกสงบ เกิดความสร้างสรรค์ และเกิดความผ่อนคลาย
  • ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ลองทำดู

สรุป

วิถีผู้นำชั้นยอด ได้กล่าวถึงภาวะผู้นำ วิธีการจัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ และสุดท้ายคือการปฏิบัติตนให้มีความสุข

***********************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน leadership



ความเห็น (0)