ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา ที่ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ บ่ายวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๘ ผมได้เรียนรู้มายาคติของคนทั่วไปต่อการวิจัยระบบ การศึกษา จึงนำมาบันทึกไว้เป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ สำหรับให้มีคนมาทำวิจัยประวัติของระบบ การศึกษาไทย ได้ใช้

คณะกรรมการชุดนี้ประชุมไปแล้ว ๑ ครั้ง เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ โดยผมติดงานอื่น จึงไม่ได้เข้าประชุม มีข่าวเกี่ยวกับการประชุมครั้งแรกที่นี่ การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ตามข่าวนี้

คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่เสนอแนะและดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษา

ในการประชุมครั้งที่ ๒ นี้มีวาระการประชุมที่ที่ประชุมใช้เวลามากคือเรื่อง การดำเนินการ โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน กับเรื่องการปรับบทบาทองค์กรของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งข้อใหญ่ใจความคือแยกออกไปจากกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เป็นอิสระจากการเมือง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง

ในทั้งสองวาระ ผมได้พยายามเสนอให้ตั้ง สถาบันวิจัยระบบการศึกษา แยกเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ต่างหาก เป็นหน่วยงานเล็กๆ มีคนประมาณ ๓๐ คน ทำงานในทำนองเดียวกันกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

การอภิปรายเรื่องสถาบันวิจัยระบบการศึกษา ในที่ประชุม ทำให้ผมได้เรียนรู้มายาคติของสังคมไทย ว่าด้วยการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิจัยระบบ

การวิจัยระบบ (systems research) เป็นเครื่องมือของการพัฒนาระบบ ในแบบ "พัฒนาอย่างมีข้อมูล หลักฐาน" (evidence-based development) ซึ่งสังคมไทยไม่รู้จัก เราพัฒนาระบบแบบลอกประเทศอื่น หรือคิดๆ เอาด้วยปัญญาของคนมีความรู้ความสามารถ ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเปิดช่องให้แก่ความ ผิดพลาด และเปิดช่องให้แก่คอร์รัปชั่น

หนังสือ Visible Learning : A Synthesis of Over 800 Meta-Analyses Relating to Achievement บอกเราว่า นโยบาย/มาตรการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่คิดด้วยเหตุผลเป็นวิธีการที่ดีอย่างแน่นอน แต่เมื่อเอาไปใช้จริง และวัดผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ของเด็ก กลับพบว่าไม่เกิดผลอย่างมีนัยสำคัญ ไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไป ซึ่งการวัดต้องวัดเป็น ตีความผลลัพธ์เป็น ไม่ทึกทักจากผลที่เป็นข้อมูลดิบ เพราะผลลัพธ์ทางการศึกษาเป็นเรื่องซับซ้อน คิดตื้นๆ ไม่ได้

ตัวอย่างของวิธีคิดตื้นๆ ตรงกันข้ามกับผลที่มาจากการวิจัย อ่านได้ ที่นี่

โปรดสังเกตนะครับ ว่าการวิจัยระบบการศึกษา ต้องไม่ลืมเป้าหมายว่า ผลลัพธ์สุดท้ายต้องดูที่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก

อีกมายาคติคือการมีสถาบันเดียว เพื่อไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อน (duplication) เรื่องสถาบันวิจัย หรือสถาบันสนับสนุนการวิจัยต้องมีที่เดียวเพื่อไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนนี้ สมัยผมมาทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกว. ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๖ - ๒๕๓๘ นักการเมืองพูดกันมาก เพราะเขาอยู่ในกระบวนทัศน์อำนาจ เน้นการควบคุมสั่งการ ต้องการควบคุมทุกเรื่องให้อยู่ในอำนาจและเอื้อประโยชน์ตนหรือพรรคตน

วิธีคิดแบบควบคุมกุมอำนาจนี้ไม่ต้องโฉลกกับเรื่องการวิจัย ซึ่งต้องการความเป็นอิสระ ปราศจากอคติ ไม่ว่าเพราะชอบชังหลงโกรธ หรือเพราะผลประโยชน์

แต่ที่เป็นมายายิ่งกว่าอำนาจควบคุมคือ หลักการเรื่องความซับซ้อน (complexity) งานวิจัยเป็นกิจกรรม ที่ทำงานกับความซับซ้อน มีหลากหลายมิติ หลากหลายแง่มุม การวิจัยระบบการศึกษาจึงต้องจัดระบบองค์กร แบบ distributive หรือแบบ networking ไม่ใช่แบบ centralized ดังนั้น สถาบันวิจัยระบบการศึกษาจึงต้องเล็ก แต่ทำงานใหญ่ มีคนที่มีทักษะทำงานแบบนี้เป็น ไม่ใช่เอาใครๆ ก็ได้ที่รอตำแหน่งที่ซีสูงขึ้น มาเป็น

ที่สำคัญ ต้องสนับสนุนการก่อตั้งสถาบันวิจัยเล็กๆ ที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพ เพื่อทำวิจัย สนับสนุนการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องในด้านนั้นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาในภาพใหญ่ ผมเดาว่า จะต้องเกิดสถาบันวิจัยเฉพาะด้านนับสิบ แต่ผมไม่มีความรู้เพียงพอที่จะระบุ ที่น่าจะต้องมีคือ สถาบันวิจัยและ พัฒนาระบบข้อมูลการศึกษา ที่เป็นแรงขับเคลื่อนคุณภาพ ความเป็นธรรม (equity) และประสิทธิภาพ ของการศึกษา ที่ประชาชนทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์ได้ ทั้งเพื่อหาทางเลือกของการศึกษาของตนเอง ของลูก และเพื่อใช้ตรวจสอบระบบการศึกษาในพื้นที่หรือชุมชนของตน เปรียบเทียบกับพื้นที่/ชุมชนอื่น

ระบบสุขภาพของไทย มีคุณภาพสูง ในลักษณะ Good health at low cost เป็นที่ยกย่องไปทั่วโลก ก็เพราะมีเครือข่ายสถาบันวิจัยเชิงระบบด้านสาธารณสุขที่ซับซ้อนมาก มีกว่าสิบสถาบัน ทำงานเชื่อมโยง เป็นเครือข่ายกับ สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) และทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักวิจัยระบบ ในต่างประเทศ

มายาคติที่ ๓ คือการทำงานรับใช้ฝ่ายการเมือง นักการเมืองมักคิดว่า กลไกต่างๆ ที่เป็นกลไกสาธารณะ ต้องอยู่ใต้อำนาจของผู้ถืออำนาจรัฐ คือรัฐบาล เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้บ้านเมือง ของเราไม่เจริญ และนำไปสู่การทุจริตฉ้อฉล ดังที่เห็นๆ กันอยู่

การวิจัยต้องรับใช้บ้านเมือง ซึ่งกว้างกว่ารัฐบาล และการวิจัยเชิงระบบ เชิงนโยบาย ต้องอิสระที่จะ วิจารณ์นโยบายรัฐหรือนโยบายสาธารณะ ที่เป็นการวิจารณ์ด้วยผลการวิจัยที่แม่นยำน่าเชื่อถือ ได้ เพราะนโยบาย รัฐบาล ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกต้องเหมาะสมเสมอไป ควรใช้ผลการวิจัย สำหรับนำมาปรับปรุงนโยบาย หรือมาตรการ ของรัฐบาล

สังคมไทยในยุคปัจจุบัน และในอนาคต ต้องเปิดกว้าง โปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูล และมีการวิเคราะห์ ข้อมูล สังเคราะห์เป็นความรู้ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้ในการกำหนด นโยบายสาธารณะ ให้มีลักษณะ evidence-based

ยิ่งกว่านั้น ต้องใช้ evidence จากการวิจัย นำมาปรับปรุงวิธีปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดไว้ ในลักษณะ evidence-based policy implementation มีการใช้ผลการวิจัย มาปรับปรุงมาตรการ/วิธีการทำงาน อย่างต่อเนื่อง

มายาคติที่ ๔ ทำงานมะงุมมะงาหราอยู่ภายในประเทศเท่านั้น ไม่เข้าใจ Global Governance ที่แฝงอยู่ คิดว่าการศึกษาไทย ย่อมควบคุมกำกับโดยกลไกไทยเท่านั้น ยิ่งรัฐบาลมีอำนาจมาก ยิ่งควบคุมได้ นี่คือมิจฉาทิฐิ

ระบบต่างๆ ไม่ว่าระบบใด ในระดับชาติ มันเชื่อมโยงกับระบบโลกอยู่โดยอัตโนมัติ เชื่อมโยง ทางตรงบ้าง ทางอ้อมบ้าง หากเราไม่รู้เท่าทัน เราจะถูกครอบงำโดยกระแสครอบงำจากโลก หรือจากมหาอำนาจ หรือจากองค์กรโลก

การวิจัยระบบการศึกษา จึงต้องทำงานเชื่อมโยงกับนักวิจัย/หน่วยงานวิจัยภายนอกประเทศ จุดสำคัญคือต้องฉลาดร่วมมือ/เชื่อมโยง ต้องเชื่อมโยงแนวราบในฐานะเสมอกัน ร่วมมือกันอย่างเท่าเทียม โดยฝ่ายเราต้องเก่งพอ ทั้งในด้านเทคนิควิชาการ และในด้านการจัดการความร่วมมือ

ตัวอย่างการวิจัยระบบสาธารณสุขของประเทศไทย เราร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก มูลนิธิร็อกกี้เฟลเล่อร์ IDRC, JICA, China Medical Board, NICE เป็นต้น รวมทั้งร่วมมือกับ หน่วยวิจัยเชิงนโยบาย หรือเชิงระบบในประเทศต่างๆ มากมาย โดยที่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมมือ ผ่านหน่วยวิจัยหรือนักวิจัยที่เขายอมรับนับถือ

ผมเชื่อว่า คุณภาพการศึกษาไทยจะไม่มีวันพัฒนาไปได้อย่างที่เราคาดหวัง หากไม่มีสถาบัน วิจัยระบบการศึกษา ที่ทำงานในลักษณะเครือข่ายของสถาบันวิจัยจำนวนมาก ที่ก่อตัวขึ้นมาตามความต้องการ และตามที่มีนักวิจัยที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ และทำงานร่วมกับเครือข่ายสถาบันวิจัยระบบการศึกษา ในต่างประเทศ



วิจารณ์ พานิช

๙ ม.ค. ๕๘