ชีวิตที่พอเพียง : ๒๓๓๙. ใคร่ครวญเส้นทางชีวิตที่หาดใหญ่ยามเช้าตรู่

.........การอ่านหนังสือดีๆ เหล่านั้น มีส่วนช่วยให้ผมเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ รวมทั้งหนังสือสำหรับเด็ก ก็ได้ช่วยหล่อหลอมลูกๆ ของผมด้วย เมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ลูกชายเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่านให้ลูกสาวของเขาฟัง และบอกว่า "เป็นหนังสือที่คุณปู่ซื้อให้พ่ออ่านสมัยเด็ก"


คืนวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผมนอนค้างที่โรงแรมเซนทารา หาดใหญ่ เมื่อไปถึงสนามบินหาดใหญ่ เวลาสองทุ่ม คนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ไปรับบอกว่าฝนตกทุกวัน จนน้ำจะท่วมหาดใหญ่อยู่แล้ว โชคดีที่ฝนหยุดในวันที่ ๑๙ นั้น ฟังแล้วผมใจแป้ว ว่าอาจไม่ได้ออกไปวิ่งระลึกชาติที่หาดใหญ่เช้าวันรุ่งขึ้น

เช้าวันที่ ๒๐ โชคดีที่ช่วง ๖ น. ฝนไม่ตก ผมจึงได้ออกไปวิ่ง ไปตามถนนประชาธิปัตย์ ผ่านถนนนิพัทธ์อุทิศ ๓, นิพัทธ์อุทิศ ๒ สู่นิพัทธ์อุทิศ ๑ เลี้ยวขวาไปตามถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑ สู่สี่แยกสะพานลอย ที่มีโรงแรมวีแอลตั้งเด่นอยู่ ผมเลี้ยวซ้ายไปข้างๆ สะพานลอย เพื่อจะไปดูพื้นที่ที่สมัยผมอยู่ที่หาดใหญ่ (พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๓๘) เป็นร้านหาดใหญ่บรรณาคาร ซึ่งชื่อก็บอกว่าเป็นร้านหนังสือและเครื่องเขียน เป็นร้านหนังสือใหญ่ที่สุดในหาดใหญ่ เป็นอาคารไม้สองชั้นขนาดใหญ่และเก่ามาก

ผมไปพบว่าตรงนั้นเป็นที่ว่าง มีป้ายบอกว่าเป็นที่จอดรถของโรงแรมวีแอล ผมปลงอนิจจัง อนิจจาวัฏฏสังขารา สังขารไม่เที่ยงหนอ

ร้านหาดใหญ่บรรณาคารมีคุณูปการต่อชีวิตของผมมาก ทั้งๆ ที่มองมุมกลับ ผมเป็นลูกค้าที่อุดหนุน เจ้าของร้านเป็นเงินมากทีเดียว แต่การอ่านหนังสือดีๆ เหล่านั้น มีส่วนช่วยให้ผมเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ รวมทั้งหนังสือสำหรับเด็ก ก็ได้ช่วยหล่อหลอมลูกๆ ของผมด้วย เมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ลูกชายเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่านให้ลูกสาวของเขาฟัง และบอกว่า "เป็นหนังสือที่คุณปู่ซื้อให้พ่ออ่านสมัยเด็ก"

ร้านนี้อยู่ตรงหัวมุมสามแยกถนนรัถการไปชนถนนเพชรเกษม ผมวิ่งไปตามถนนรัถการ ซึ่งหากวิ่งตรงไปก็จะเป็นบริเวณด้านหลังของตลาดเทศบาล ที่สมัยโน้นผมขับรถไปส่งสาวน้อยกับ "ยาย" (แม่ของสาวน้อย) ไปจ่ายตลาดตอนเช้าวันเสาร์หรืออาทิตย์ แล้วผมก็เลยไปเดินดูหนังสือที่ร้าน หาดใหญ่บรรณาคาร ตอนนี้ทั้งยายและร้านหนังสือไม่อยู่แล้ว

เมื่อไปอยู่แถวนั้น ผมก็นึกถึง "อาจารย์หมอจำลอง" (นายแพทย์จำลอง บ่อเกิด) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่สมัยผมลงไปทำงานที่หาดใหญ่ จนถึงสมัยผมเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จึงมีปฏิสัมพันธ์กันมาก ทั้งในเชิงทำงานร่วมมือกัน และในเชิงไม่เห็นพ้องในงานบางเรื่อง แต่ท่านก็เมตตารักใคร่ผม และลูกชาย (นพ. จุมพต บ่อเกิด) และลูกสะใภ้ของท่าน (พญ. ฐิติพร บ่อเกิด) ก็เป็นศิษย์แพทย์ มอ. รุ่น ๕

ไม่ทราบว่าอะไรบันดาลใจให้ผมวิ่งเลี้ยวขวาเข้าถนนซอยหนึ่ง ที่เชื่อมไปสู่ถนนเพชรเกษม วิ่งไปหน่อยเดียวก็พบร้านหมอจำลอง และส่งความเคารพระลึกถึงทางใจไปให้ท่าน ผมเพิ่งพบคุณหมอฐิติพรเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เมื่อถามถึงอาจารย์หมอจำลองและพี่พิมพ์ ก็ทราบว่าท่านแข็งแรงดี ในอายุที่เลย ๘๐ ไปมากแล้ว

ผมวิ่งเลี้ยวขวาไปตามทางเท้าของถนนเพชรเกษม ซึ่งไม่ราบเรียบและปูกระเบื้องไม่เรียบร้อย ต่างจากทางเท้าของถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑, ๒, ๓ และถนนเชื่อมระหว่างถนนทั้งสาม ที่ปูกระเบี้องชนิดเดียวกันหมด จึงดูเรียบร้อยสวยงาม มีการรักษาความสะอาดอย่างดี

ผมหวนคิดว่า ผมเผลอไปสมัครเป็นผู้อำนวยการ สกว. ตอนปลายปี ๒๕๓๕ ที่ผมไปเรียน วปอ. ที่กรุงเทพ แล้วในปี ๒๕๓๖ ผมก็ต้องทำงานริเริ่ม สกว. ไป เรียน วปอ. ไป จนในที่สุดครอบครัวผมก็ย้าย ไปอยู่กรุงเทพหมดในปี ๒๕๓๘ หากชีวิตหมุนกลับไปเริ่มใหม่ โดยผมทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์จนเกษียณอายุราชการ ตามที่ตั้งใจไว้ ชีวิตของผมและครอบครัวจะแตกต่างไปอย่างไร

ผมเดาว่า ผมก็คงจะสร้างบ้านอยู่ที่ใดที่หนึ่งในหาดใหญ่ และคงจะใช้ชีวิตเงียบๆ ทำสวนปลูกต้นไม้ อยู่ที่บ้าน เดาว่าตำแหน่งอธิการบดีก็คงไม่ได้เป็น เพราะทำงานการเมืองหาเสียงแย่งชิงตำแหน่ง ไม่เป็น ส่วนที่ผมเสียดายที่สุดคือ จะไม่ได้เรียนรู้กว้างขวางอย่างที่เป็นอยู่ตลอดมาตั้งแต่ทำงาน สกว. ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และแน่นอน ฐานะทางการเงินก็จะด้อยกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก

แต่ไม่แน่ใจว่า ชีวิตแบบไหนจะมีความสุขมากกว่า เพราะผมชอบความสงบพอๆ กันกับการเรียนรู้ ผมเป็น introvert



วิจารณ์ พานิช

๒๑ ธ.ค. ๕๗


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)