มรณกรรมของการสอนไวยากรณ์แบบโบราณ (The demise of traditional grammar instruction)

การสอนไวยากรณ์แบบโบราณ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากการอบรมครูในทุกแห่ง โดยมากจะเน้นในเรื่องการฝึกพูดซ้ำ, ความน่าเบื่อ และแบบฝึกหัดที่ซ้ำๆซากๆ ในทศวรรษที่ 1970 วิธีการสอนแบบใหม่เกิดขึ้น และได้มาแทนที่แบบฝึกหัดไวยากรณ์ที่เคยเป็นมา โดยการสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อการสื่อสารที่ทรงความหมายมากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว จุดมุ่งหมายก็คือ ได้เสนอวิธีการที่บุคคล ที่เรียนรู้ภาษาที่ 1 ซึ่งได้รับมากจากทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ของ Chomsky (1965) ทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ของเขามีอยู่ว่า มนุษย์จะมีเครื่องมือในการรับภาษา (language acquisition device) ที่สามารถทำให้เขาได้รับภาษาอะไรก็ได้ ที่พวกเขาได้เข้าไปอยู่ ตามที่ Chomsky ได้กล่าวไว้ว่า "เครื่องมือทางภาษาจะสกัดกฎเกณฑ์ทางภาษา จากข้อมูลที่ใช้จริง และภาพร่างที่ติดตัวมานี้จะประกอบไปด้วย ความเป็นสากลทางภาษาศาสตร์ (linguistic universals) ที่เป็นสมบัติของมนุษย์เรา"

ทฤษฎีของ Chomsky ได้ปฏิวัติเนื้อหาทางภาษาศาสตร์ และส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อการสอนด้วยเช่นเดียวกัน สมมติฐานที่ส่งผลต่อวิธีการทางการสื่อสาร ก็คือ ภาษาถูกสร้างอยู่ภายใน และอยู่ในจิต สิ่งนี้ Chomsky เรียกมันว่า I-language สิ่งนี้ยืนยันว่า ภาษาไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการให้ผู้เรียนทางภาษาได้กระทำในสิ่งซ้ำๆกันโดยการใช้ภาษา ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่อยู่ในการสอนไวยากรณ์แบบเดิม และสิ่งที่เขาเรียกมันว่า E-language ที่เชื่อกันว่า ภาษาอยู่ภายนอก

พวกที่เชื่อในการเรียนภาษาแบบธรรมชาติ เช่น Krashen, Prabhu, และคนอื่นๆ ต่างเสนอว่า การเรียนไวยากรณ์แบบที่เน้นการสัมผัสภาษาข้างนอกนั้นใช้ไม่ได้ แต่ให้เรียนภาษาด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการให้ผู้เรียนได้ค้นพบระบบกฎทางภาษาด้วยตนเอง ในช่วงทศวรรษที่ 1980 Krashen เสนอว่า การให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับตัวป้อนที่เข้าใจได้ และอยู่ในภาวะที่ไม่มีข้อกดดันใดๆ คือ เงื่อนไขเบื้องต้นในการได้รับภาษาที่สอง

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน มีการเผยแพร่ว่า มีจำนวนนักวิจัยกำลังสำรวจผลของการสอนที่เป็นทางการของในเรื่องการรับภาษาที่ 2 เช่น Long หลังจากที่ได้ทำการวิจัยในเชิงประจักษ์จำนวนมาก ได้ค้นพบว่า มีการสอนอยู่บางชนิดมีนัยยะสำคัญทางสถิติ และต่อมาจึงไม่มียอมรับสมมติฐานของพวกเรียนภาษาแบบธรรมชาติได้อีกต่อไป สรุปก็คือ ผลของการสอนไวยากรณ์ดูเหมือนจะอยู่ชายขอบเข้าไปทุกทีแล้ว

หนังสืออ้างอิง

James M. Bourke. (2014). A Rough Guide to Language Awareness