โครงการสร้างคนที่ชุมชนบ้านปะอาว : (ตอนที่ 4) ‘ขอชาวบ้านกิน’ แนวทางการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย!

ดิฉันก็รับปากว่าจะอยู่ด้วย.. จะสั่งบ้านน็อคดาวน์ขนาดเล็กมาติดตั้ง ขอแค่ห้องนอนและห้องน้ำอย่างละ 1 ห้อง กับระเบียงบ้านไว้จิบกาแฟชมดาวกันสองเฒ่าก็พอแล้ว อาศัยกินกับครอบครัวนี้เป็นหลัก หากินตามงานบ้านงานวัดบ้าง ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย เกาะคนบ้านนี้กินไปจนตายจากกัน แค่นั้นละ ..

17 ม.ค.58

เมื่อกลับออกมาจากวัดบูรพาปะอาวเหนือ ดิฉันแวะที่บ้าน 'ยายตุ๋ย' ซึ่งอยู่ตรงข้ามประตูวัดด้านหน้า เพื่อนำของฝากมามอบให้ ขณะนั้นแกกำลังยืนคุยกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง กับลูกสาวอายุอานามประมาณมัธยมต้นอีกคนหนึ่ง ดิฉันร้องทักเสียงดังๆ สองครั้งว่า "หวัดดี ยายตุ๋ย" แกไม่ได้ยิน มองเข้าไปในบ้าน เห็นยืนคาประตูห้องครัวคุยกันอยู่ เมื่อเดินเข้าไปพบว่าแกกำลังอุ่นอาหารบนเตาไปด้วย จึงแย่งช้อนในมือแกมา อาสาอุ่นอาหารให้ แล้วไล่ให้แกออกไปคุยกันด้านนอก ครู่เดียวแกก็กลับมา ท่าทางดีใจ พูดนั่นพูดนี่ไม่หยุด ดิฉันบอกให้ลูกสาวส่งถุงปลาสดให้แก แล้วบอกแกอย่างรู้ทันว่า

"เอาปลา อย่างที่อยากได้มาฝาก โลนึง ทำกินมั่งล่ะ อย่าเอาไปทำบุญเสียหมด"

แกหัวเราะชอบใจ พยายามจัดสำรับอาหารและชักชวนให้ทานมื้อเย็นด้วย เมื่อไม่ได้ผลก็พยายามจะตักข้าวสารให้อีก ก็ไม่ได้ผลอีกเช่นเคย เพราะที่ให้ไปครั้งก่อนยังไม่หมดเลย ชีวิตของดิฉันไม่ต้องซื้อข้าวสารมานาน 5 ปีแล้วค่ะ เพราะมีผู้เฒ่าใจดีหลายบ้านตักข้าวสารให้เป็นแบบประจำ พบหน้าครั้งใดก็เรียก

"หมอมานี่ จะเอาข้าวให้"

ดิฉันก็รับเป็นส่วนใหญ่เพราะนี่คือ 'สินน้ำใจ' ที่ชาวบ้านยินดีมอบให้ เราไม่ควรปฏิเสธใช่ไหมคะ

ดิฉันทานมื้อเย็นวันนี้ที่บ้าน 'พ่อทวี' ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ซึ่งประกอบด้วย 'แม่แถว' ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับดิฉัน 'แม่ถัน' น้องสะใภ้ และ 'ยายราญ' แม่ยายเจ้าของบ้านหลังนี้และที่นาอีกหลายผืน อันที่จริงยังมี 'ยายปุ่น' อีกคนหนึ่ง แกไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกับครอบครัวนี้ เป็นคนตัวคนเดียวไม่มีสามีและลูก เข้ามาสัมพันธ์และขออยู่ด้วยหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบันแกมีสภาพร่างกายเสื่อมโทรมกว่าวัย เดินไม่ไหว ใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเตียงนอน ยายปุ่นจะเป็นคนแรกที่ดิฉันทักทายเสมอ เพราะไปไหนไม่ได้ แกจะเป็นตัวละครสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ของใครหลายคน วันหลังจะเล่าเรื่องยายปุ่นให้ฟังนะคะ

เราๆ (ดิฉัน แม่แถว แม่ถัน และลูกสาวดิฉันชื่ออาย) ช่วยกันทำครัว วันนี้ดิฉันซื้ออาการที่เปิดถุงทานได้เลยมาด้วยหลายอย่าง มีส้มตำ (มีข้อสังเกตว่าครอบครัวนี้ไม่เคยตำส้มตำให้ทานเลยแม้แต่ครั้งเดียว) ไก่ย่าง ซี่โครงหมูทอด แต่ว่ามีอย่างละนิดละหน่อย ดิฉันจึงทอดขาไก่เพิ่ม อาหารโปรดของดิฉันค่ะ ขณะทอดขาไก่ต้องกระโดดไป-มาเพราะคอยหลบน้ำมันร้อนๆ ที่กระเด็นออกมา และร้องโอ๊ยๆ เป็นระยะเพื่อความสนุกสนาน สามีดิฉันนั่งคุยกับยายราญที่ห้องโถงบ้าน ได้ยินเสียงภรรยาร้องเสียงดังก็เข้ามาทักเชิงตำหนิว่าดิฉันเรื่องมาก บอกให้ซื้ออาหารมาให้พอก็ไม่เชื่อ และยังฟ้องแม่แถวว่า

"บอกให้ซื้อมาเลยไม่เอา อยากทำเอง เขาบอกว่ากินเลยมันง่ายไป ไม่มีอะไรทำ ต้องมีอะไรทำจะได้สนุก .. ดูกันเอาเองเด้อ"

ในสำรับมื้อเย็นวันนี้ จึงมีอาหารเพิ่มอีก 2 อย่าง คือ ปลานึ่ง (ซื้อปลาจากแมคโคร) และขาไก่ทอด แม่แถวทำน้ำจิ้มปลานึ่งอร่อยมาก แล้วยังนึ่งผักข้างรั้วเพิ่มให้อีกด้วย สำหรับดิฉันหรือคะ ทานข้าวได้น้อยมาก แค่ 4-5 คำจริงๆ ทานบวบ 2 ชิ้น (บวบลูกหนึ่งหั่น 3 ชิ้น) เป็นเพราะทานขาไก่ทอดอิ่มแล้วตั้งแต่ยังทอดไม่เสร็จค่ะ ฮา..

คืนนี้แม่ถันตื้อให้นอนค้างเหมือนเคย แบ่งห้องในบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ให้ 1 ห้อง ดิฉันติดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้นานหลายเดือนแล้วยังไม่เคยมานอน วันนี้แม่ถันจัดเตรียมเครื่องนอนไว้ให้ด้วยแล้ว แต่ดิฉันยังไม่นอนค้างคืนนี้หรอกค่ะ รอวันเสาร์-อาทิตย์ถัดไปจึงจะมาอยู่มากินให้หนำใจ

ระหว่างทอดขาไก่ แม่ถันเล่าให้ฟังว่า พี่ชายเธอที่ไปทำงานต่างถิ่นจะกลับมาอยู่บ้านปะอาวพร้อมภรรยา คู่นี้ไม่มีลูกค่ะ ปรับพื้นที่บริเวณริมถนนใหญ่ทางเข้าหมู่บ้านไว้แล้ว วางแผนจะขายข้าวแกง อาหารตามสั่ง ชักชวนให้ดิฉันสร้างบ้านอยู่ในพื้นที่เดียวกันนี้

"คุณหมออยู่กับพี่ชายเลยก็ได้ ไม่ต้องไปหาซื้อ จะเอาพื้นที่แค่ไหนก็ได้ มีเยอะแยะ ปรับดินทิ้งไว้แล้ว"

ดิฉันก็รับปากว่าจะอยู่ด้วย ไม่ขอซื้อสิทธิ์เป็นเจ้าของ ขอเช่าเป็นรายปี แล้วจะสั่งบ้านน็อคดาวน์ขนาดเล็กๆ มาติดตั้ง ขอแค่ห้องนอนและห้องน้ำอย่างละ 1 ห้อง กับระเบียงบ้านไว้จิบกาแฟชมดาวกันสองเฒ่าก็พอแล้ว จะอาศัยกินอยู่กับครอบครัวนี้เป็นหลัก หากินตามงานบ้านงานวัดบ้าง ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย "เกาะคนบ้านนี้กินไปจนตายจากกันนั่นละ" เธอหัวเราะชอบใจ

ดูเธอพอใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ดิฉันให้เธอช่วยหา พื้นที่เล็กๆ สักงานหนึ่งสำหรับกางเต็นท์นอน จะปลูกรั้วกระถินเตี้ยๆ ปลูกไม้ดอกไม้ใบรอบบ้าน อาศัยรดน้ำพอได้ออกกำลังกายบ้าง วางแผนว่าจะท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ที่ไหนพักอาศัยแล้วมีความสุขก็อยู่นานหน่อย สัก 3–4 เดือนก็กลับมานอนเต็นท์ที่บ้านปะอาวสักครั้ง อีก 2–3 เดือนก็ไปเที่ยวใหม่ หากลูกสาวคิดถึงก็ให้โอนเงินให้ คิดถึงบ่อยก็โอนให้บ่อยๆ ก็แล้วกัน .. คิดแล้วอยากเกษียณเร็วๆ จัง

เนื้อหาบทความดูไร้สาระนะคะ ดิฉันต้องให้รายละเอียดมากหน่อย เพราะตัวละครในบทความนี้ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อชุมชนปะอาวอย่างมากค่ะ

ตอนที่ 5 จะเล่าเรื่อง 'ยายผา' ผู้เฒ่าคนสำคัญของชุมชนค่ะ

หมายเหตุ : ขอเผยแพร่บทความนี้ 1 วัน (20 ม.ค.58)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้ชีวิต



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

เข้าใจว่าน้องอายต้องได้เรียนรู้ไปกับพี่ด้วย

สนใจบ้านนี้มาก บ้านปะอาวเลยไปค้นข้อมูลที่นี่ ครั้งแรกคิดว่าอยู่ยโสธร

เลยได้เห็นภาพเครื่องทองเหลืองด้วยครับ

ทีแรกคิดว่าอยู่แถวไม่ไกลอ้อ อยู่ที่อุบลฯนะครับ เป็นหมู่บ้านที่อายุมากกว่า 200 ปี เหมือนหมูบ้านหนองขาวที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีบ้านผมเลยครับ

อยู่กับชุมชนมีความสุข แต่ผมชอบเรื่องการไปทำงานกับชุมชนระดมความคิดกันทำเรื่องดีๆให้ชุมชนแบบนี้

https://www.gotoknow.org/posts/552515

รออ่านเรื่องยายผา นะครับ

ขอบคุณพี่มากๆครับ

เขียนเมื่อ 

น้องเสนอให้พี่รวมเล่มหลังจากเขียนจบแล้ว

เป็นข้อมูลชุมชน แบบเรื่องการถอดบทเรียนหมู่บ้านน้ำทรัพย์ แบบนี้

13. หนังสือ ถอดบทเรียนหมู่บ้านน้ำทรัพย์ หน้าปกถอดบทเรียนน้ำทรัพย์..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/user/khajitfoythong/profile

ต่อไปจะได้เป็นข้อมูลต่างๆของชุมชนครับ

ขอบคุณครับ

ดีใจจัง! มี 'น้องชาย' รูปหล่อเพิ่มอีกหนึ่งคน หลังจากเป็น 'ป้า' และเป็น 'ยาย' ได้หลายปี กลับมาเป็น 'พี่สาว' บ้างก็ดีค่ะ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ ตอนนี้ลงรูปภาพให้แล้ว ในอนุทินค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณพี่มากครับ

ที่ลงรูปให้ดู

แก้ไขบันทึก

แล้วลงรูปได้นะครับ

เขียนเมื่อ 

น่าทำเป็นเล่ม นะคะ เป็นผลงานด้วย นะคะ

เขียนเมื่อ 

เป็นเรื่องราวของบันทึกที่ให้ทั้งสาระ ความรู้ ความบันเทิงดีมาก ๆ จ้ะ ขอบคุณจ้ะ