​วิถีนายฮ้อย..๔

บุตรสาวสุดท้องพ่อมานิตย์ กล่าวว่า ให้ผมไปคุยกับพี่ชายที่มีบ้านพักท้ายบ้านดีกว่า นั่นตัวจริงที่ยังเหลือชีวิตอยู่ พี่ชายคนนี้เดินทางไปกับพ่อ คงมีอะไรเล่าให้ฟังมากมายเชียว เธออาสาโทรศัพท์ไปสอบถามกับพี่สะใภ้ให้

เธอใช้เวลาไม่นานนักก็บอกผมว่า โชคดี อยู่ที่บ้านกันทั้งหมด ไปเถอะหาบ้านไม่ยาก มีหลังเดียวท้ายหมู่บ้านนั่นแหละ พี่เขาจะให้ข้อมูลได้ดีกว่า..

ผมกราบลาพร้อมกับกล่าวว่า ขอบพระคุณมากๆที่ให้ผมถ่ายรูปพ่อมานิตย์ และแนะนำข้อมูลทั้งหมดให้ กราบขอบพระคุณที่อนาคตอาจจะต้องแวะเวียนมาสอบถามข้อมูลอีก

ผมเดินทางออกจากตัวบ้านพ่อมานิตย์ ไปตามเส้นทางที่ลูกสาวพ่ออธิบาย ไม่ยากเย็นจริงๆเพราะเป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มากนักและมีถนนคอนกรีตผ่านกลางหมู่บ้าน เพื่อความแน่ใจผมแวะที่ร้านขายกล้วยทอด ถามว่าบ้านหลังไหนเป็นของอาจารย์ไพบูลย์ ปัดทุม บุตรชายนายฮ้อยมานิตย์ ปัดทุม แม่ค้าตอบทันทีพร้อมชี้นิ้วไปที่บ้านตรงข้ามกับร้านนี่เอง

เนื่องจากบุตรสาวพ่อมานิตย์ โทรมาบอกก่อนแล้วว่าผมจะมาหา พอผมจอดรถที่หน้าบ้าน ก็มีคนเดินออกมา

ผมยกมือไหว้พร้อมกล่าวว่า ขออนุญาตพบท่านอาจารย์ไพบูลย์ ปัดทุมครับ ผู้ชายท่านที่เดินออกมาไม่ได้ใส่เสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้น ยิ้มรับผมพร้อมยกมือไหว้ตอบผมพร้อมพูดว่า ผมเองครับ เท่านั้นเอง อ.ไพบูลย์ เชิญผมขึ้นไปบนบ้าน ผมเสนอว่านั่งข้างนอกบ้านก็แล้วกันครับ ท่านอาจารย์ก็พาไปนั่งชานบ้าน

ผมแนะนำตัวเองว่า ผมเคยทำงานที่สำนักงานเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่าพระเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ผมเห็นควายนับร้อยนับพันตัวผ่านหน้าสำนักงานไปขึ้นรถไฟที่ท่าพระ ผมสนใจจึงตามเรื่องราวพบว่าเป็นขบวนการค้าควายของนายฮ้อยใหญ่มานิตย์ ปัดทุม ซึ่งเป็นบิดาของท่าน และสมัยนั้นผมเดินทางมาพบท่านนายฮ้อยใหญ่ครั้งหนึ่งแล้วพร้อมสัมภาษณ์คร่าวๆ และได้บันทึกเส้นทางการเดินทางค้าควายในสมัยก่อน ก่อนที่จะมาเป็นการใช้รถไฟ และรถสิบล้อในที่สุด

ผมย้ายงานไปหลายครั้ง ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว และบันทึกครั้งนั้นก็หายไป ปีใหม่นี้ผมมาจัดห้องทำงานส่วนตัวที่บ้าน พบบันทึกเส้นทางเดินทางค้าควาย จึงอยากมาย้อนบันทึกเรื่องราวใหม่.... อาจารย์ไพบูลย์ยิ้มรับ พร้อมกล่าวว่า ผมเคยเดินทางไปกับพ่อจริง ถึงลพบุรี ผมบันทึกรายวันไว้ด้วย หายหมดเช่นกัน ดีแล้วที่จะมาบันทึกเรื่องราวนี้ใหม่ ผมจะได้เชิญนายฮ้อยคนที่เหลือมาร่วมพูดคุยพร้อมกัน....ฯ.....

ผมอธิบายว่า การมาครั้งนี้ผมมาแนะนำตัวก่อน และเล่าถึงวัตถุประสงค์ให้ฟัง การสัมภาษณ์เต็มๆค่อยนัดให้เป็นกิจจะลักษณะกันใหม่ ผมอาจจะมีเพื่อนมาช่วยบันทึก ผมจะเตรียมประเด็นมา และอาจจะส่งประเด็นให้อาจารย์ไพบูลย์ก่อน เพื่อเตรียมตัวระลึกความทรงจำต่างๆไว้ล่วงหน้า หากจะกรุณานัดหมายนายฮ้อยท่านอื่นๆมาร่วมวงคุยด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง

ท่านอาจารย์บอกยินดียิ่ง จะเตรียมข้อมูลไว้ จะนัดนายฮ้อยท่านอื่นๆมาด้วย และอยากได้บันทึกนี้มอบให้ห้องสมุดหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และอาจจะเข้าไปเป็นเรื่องหนึ่งในโรงเรียนด้วย มีประโยชน์มาก...

เราแลกเบอร์โทรศัพท์กันก่อนผมขอตัวกลับ ท่านอาจารย์ยังได้เล่าบางส่วนไว้ว่า

  • พ่อผมทำงานเป็นนายฮ้อยมานาน ช่วงที่ผมเดินทางไปกับพ่อแถวป่าชัยภูมิ มีต้นไม้ใหญ่ขนาดตุ่มน้ำสองตุ่ม พ่อบอกว่า พ่อเป็นพ่อค้าควายมาตั้งแต่ต้นนี้ยังเล็กๆ พ่อยังเดินดึงยอดมันอยู่เลย...
  • คุณไพศาล รู้ไหมว่ารายชื่อหมู่บ้านที่คุณไพศาลบันทึกมาจากการคุยกับพ่อยาวเหยียดนั้นมีความสำคัญต่อการเดินทัพควายเป็นพันๆตัวอย่างไร ผมตอบว่า ก็เป็นเส้นทางที่ท่านนายฮ้อยคุ้นเคย ถนัด และเหมาะสมในการนำทัพควายผ่านทางน่ะซีครับ อาจารย์ไพบูลย์ขยายความว่า เหตุผลหลักที่สำคัญที่สุดในการกำหนดเส้นทางเดินทัพควายตามรายชื่อหมู่บ้านปรากฏนั้นก็คือ หมู่บ้านเหล่านั้นมีแหล่งน้ำครับ คุณไพศาล ควายเป็นพันๆตัว นายฮ้อยที่ร่วมเดินทางและเป็นผู้คุมเป็นสิบๆคนนั้นต้องการน้ำดื่ม น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทุกหมู่บ้านที่พ่อระบุนั้นล้วนมีแหล่งน้ำที่จะพักควาย ให้ควายกินน้ำ คนไม่เท่าไหร่ ควายเดินทางไกลนั้นต้องการน้ำมากกว่าคนและแต่ละตัวกินน้ำเยอะ หากไม่รู้จักภูมิประเทศจริงๆ ควายตายหมดกว่าจะถึงเป้าหมาย มีครั้งหนึ่งที่ผมไปด้วย พ่อตั้งโจทย์ไว้ว่าให้ไปหยุดกินน้ำที่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีหนองน้ำใหญ่ พอไปถึง หนองน้ำนั้นไม่มีน้ำ แห้งหมด พ่อต้องสั่งให้เดินทางต่อไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง....คุณไพศาล ควายที่ผมคุมไปนั้นเกือบตาย น้ำลายมันเป็นฟอง ไหลยืด ดวงตามันโต มันเดินแทบไม่ไหว...ผมผ่านมาแล้ว ผมผ่านมันมาแล้ว...

แค่อาจารย์ไพบูลย์ขยับเล่าเรื่องรายชื่อหมู่บ้านในบันทึกของผมกับความสำคัญของเส้นทางเดินทัพควาย แค่นี้ผมก็เนื้อเต้นแล้ว...มันมีความหมายมากกว่าความเข้าใจที่ผมมีอยู่

มันมีเรื่องราวมากมายที่รอการเปิดเผยจากการบอกเล่าออกมา

มันมีเรื่องราวที่คนเป็นนายฮ้อยจะต้องนำทัพควายจำนวนมากผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปให้ได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เส้นทางที่ผ่าน



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ตามมาตั้งแต่ตอนแรกเลยครับ

ได้มาถึงสัมภาษณ์ลูกชายท่านนายฮ้อยแล้วนะครับ

น่าสนใจมาก

คิดถึงและสนใจตอนมีคนปล้นควายครับ

รออ่านอีกครับ

เขียนเมื่อ 

อ.ขจิตครับ เป็นการทำงานแบบความสนใจของตัวเอง ซึ่งทำตามโอกาส เงื่อนไขของตัวเองและครอบครัว เลยไม่ต่อเนื่องครับ ทั้งที่อยากทำให้ต่อเนื่องครับ ใช้เวลาที่ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ทำการศึกษาเรื่องราวที่เรียกว่า subject area จากเอกสารอื่นๆ เรื่องนายฮ้อยที่ท่านอื่นๆเขียนไว้ก่อนแล้ว จนกระทั่งงานวิจัยที่มีคนทำไว้แล้วเพื่อเตรียมตัวเองไปตั้งประเด็นสัมภาษณ์น่ะครับ อิอิ คอยหน่อยนะครับ ช่วงนี้เดินทางเยอะซะด้วย ครับ ขอบคุณครับขจิต ขอบคุณน้องโอ๋ด้วยครับ