นัดกันไว้ตีสี่ครึ่งล้อหมุน หลายคนอยากชมและเก็บภาพทะเลหมอก ถ้าช้าหรือออกเดินทางสาย คงได้เห็นแค่ทิวเขาที่เตียนโล่งเท่านั้น เคยนึกถ้าเขาค้อยังมีป่าไม้หนาแน่น เหมือนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ธรรมชาติที่นี้ต้องงดงามมากกว่านี้อีกหลายเท่า แค่ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวยังล้นแน่น รถติดหนึบยาวเหยียดในทุกเทศกาล ปีนี้ก็เช่นกัน..

นัดลูกหลานซึ่งบางส่วนยังเรียน บางส่วนเริ่มทำงาน เผลอแผล็บๆเด็กๆโตกันหมดแล้ว เวลาเร็วจริงๆ อายุมาก เวลายิ่งเร็ว รู้สึกมั้ย? เพิ่งจะซึ้งรสพระธรรมคำสอนที่ว่า "ชีวิตคนเราสั้นนัก" ก็เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยที่ได้รับเกียรติเป็น ส.ว.แล้วนี้แหละ นึกสงสารตัวเองขึ้นมาพลัน กว่าจะเรียนรู้(ฮา)

เขาค้อเป็นเป้าหมาย เพราะไม่ไกลจากบ้าน ขับรถชั่วโมงครึ่งก็ถึง ตามปกติหลายปีมาแล้ว ช่วงเทศกาลจะไม่เดินทางไปไหน เกรงจำนวนรถบนท้องถนน กลัวสถิติอุบัติเหตุ ที่ว่ากันว่า แต่ละเทศกาลบ้านเรา คนตายมากกว่าสงครามเสียอีก ปีใหม่ 2558 นี้ จึงเป็นความไม่ปกติ ที่พวกเราเดินทางไปเที่ยว

นัดกันไว้ตีสี่ครึ่งล้อหมุน หลายคนอยากชมและเก็บภาพทะเลหมอก ถ้าช้าหรือออกเดินทางสาย คงได้เห็นแค่ทิวเขาที่เตียนโล่งเท่านั้น เคยนึกถ้าเขาค้อยังมีป่าไม้หนาแน่น เหมือนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ธรรมชาติที่นี้ต้องงดงามมากกว่านี้อีกหลายเท่า แค่ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวยังล้นแน่น รถติดหนึบยาวเหยียดในทุกเทศกาล ปีนี้ก็เช่นกัน

หกโมงเศษฟ้าสาง หยุดแวะที่ปั้มน้ำมันแยกแค้มป์สนทางเข้า อากาศวันนี้หนาวขึ้นกว่าเมื่อวาน พอดีเลย มาหาความหนาวกันอยู่แล้ว เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย จึงขับรถตามกันเข้าไปยังตัวอำเภอ รีสอร์ตที่นี่มากมายราวกับดอกเห็ด เป็นประจักษ์พยานได้ว่า แต่ละปีนักท่องเที่ยวแห่กันมาที่นี่อย่างเนืองแน่น ครู่เดียวก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ทุกคนลงจากรถ ด้วยอาการกระดี๊กระด๊า ยิ่งเมื่อได้สัมผัสความหนาวเย็นและลมแรงของธรรมชาติ "เซลฟี" พฤติกรรมยอดฮิตของคนในยุคนี้ ระบาดมาถึงลูกหลานของผมด้วย ต่างร่าเริง ชื่นมื่นกันไปหมด

ระหว่างเดินทางมา อุณหภูมิก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอ บางจุดต่ำถึง 8 องศาเซลเซียส จึงนึกว่าน่าจะสมหวัง แต่สุดท้ายไม่ได้เห็นครับ ทั้งที่ป้ายเชิญชวนชมทะเลหมอกข้างทางมีอยู่ทั่วไปหมด อากาศแต่ละวันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เห็นแต่หมอกควันขาวสลัวอยู่บ้างประปรายเท่านั้น ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ ความหนาวเย็นและลมแรงอย่างที่บ้านเราไม่มี ทำให้ทุกคนเซลฟีร่วมกันไม่หยุดหย่อน พร้อมจิบชากาแฟ เคล้าด้วยแดดอ่อนๆ เคียงด้วยขนมจีบและขนมปังปิ้ง ซึ่งลูกๆบอกราคาไม่เบาเลย

ไปต่อที่จุดชมวิวอีกจุดหนึ่ง มองผ่านแนวกั้น ซึ่งเป็นรั้วสแตนเลส จะเห็นเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มีหมอกบางๆช่วยเสริมบรรยากาศ จุดนี้น่าจะสวยงามอีกแห่งหนึ่ง เพราะคนเยอะมาก ป้าย"หนาวนี้ที่เพชรบูรณ์" ก็คุ้นตา รถเริ่มติด ที่จอดอยู่สองข้างทางก็เต็มไปหมด อีกฝั่งถนนมีตลาดนัดขายเสื้อผ้า อาหาร และของที่ระลึก คงเป็นตลาดนัดเฉพาะกิจ จัดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาล

ขับรถต่อไปอีกบนถนนเส้นเดิม เพื่อชมดอกทิวลิปที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งตามป้ายโฆษณา เจ้าของคุยว่าที่นี่สวยกว่าที่ใดๆในละแวกนี้ ค่าเข้าชมคนละ 100 บาท หลังจากบวกลบคูณหารราคากับความน่าเข้าชมแล้ว สุดท้ายพวกเราถอย(ฮา) เคยเห็นบ้างแล้วด้วย เมื่อครั้งงานพืชสวนโลก สรุปว่าไม่ได้เข้าไปดูกัน

เป้าหมายต่อไปที่คิดกันมาแล้วล่วงหน้า ต้องย้อนกลับเส้นทางเก่า เพื่อออกไปที่แยกแค้มป์สน วัดที่ตั้งบนภูเขาสูง เคยขับรถผ่านอยู่หน บนถนนสายหล่มสัก-พิษณุโลก ช่วงตะวันกำลังล่ำลายอดภูลูกนี้พอดี ขนาดเห็นไกลลิบๆยังสวย นอกจากนั้นภาพถ่ายหลายๆภาพที่เคยเห็นที่นี่ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกนั้น ล้วนแล้วแต่งดงาม วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วครับ

ความยุ่งยากใจมาเริ่มต้นเอาตอนนี้เอง เมื่อเราย้อนรถกลับ ช่วงขามาหวั่นๆอยู่แล้ว จากการสังเกตรถที่ขับสวน รถเริ่มติดให้เห็นเป็นแถวยาว และแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ รถติดหนักยิ่งกว่าเมื่อตะกี๊เสียอีก ถนนหนทางเป็นเขาชันเสียด้วย สายธารรถยนต์ที่ยาวสุดตาข้างหน้าและหลัง กระดืบไปได้ทีละน้อย ค้างเติ่งอยู่บนทางที่ลาดชันเป็นชั่วโมงๆ ยังนึกถ้ารถเป็นเกียร์ธรรมดาเหมือนคันก่อน ต้องเครียดแน่ ยี่สิบแปดกิโลเมตรเท่านั้น ขาเข้ามาแป๊บเดียว แต่ขากลับสองสามชั่วโมงเลยทีเดียว ยังดีที่กระจกหลังรถหลานสาวซึ่งขับนำอยู่ มีวลีที่มีประโยชน์ "NOT SERIOUS" (ฮา)

เช่นกันอีก ทางขึ้นวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว รถคืบคลานตามกันเป็นแถว ไปต่อดีหรือไม่? เพิ่งโล่งหลุดจากขบวนรถมาเอง ความลังเลใจ จึงหยุดถามเจ้าหน้าที่ ซึ่งคอยให้บริการประชาชนอย่างแข็งขัน นายดาบตำรวจยิ้มแย้มแนะนำอย่างอารมณ์ดี แถมบอกเส้นทางใหม่ขึ้นวัดอีกเส้น ซึ่งอยู่ใกล้กัน แต่คนใช้น้อยกว่า

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่บนยอดเขา แม้ไม่สูงมาก แต่ทางขึ้นที่ชันและแคบ ประกอบกับเขาละแวกนี้ ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ จึงสามารถมองเห็นถนนหนทางข้างหน้าและสองข้างทางได้ไกล ยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นไป ชวนให้หวาดเสียวได้ไม่น้อย แต่ความงามของธรรมชาติที่ค่อยไหลผ่านสายตาเรา ช่วยลดความน่ากลัวลงไปได้เยอะครับ

บริเวณวัดผู้คนมากมาย เดินกันไขว่ ไม่น่าเชื่อเลย เส้นทางที่ขึ้นมาใช่จะง่าย ความศรัทธา ความเชื่อคนสำคัญจริงๆ มหาวิหารพระพุทธเจ้า 5 พระองค์สีขาวขนาดใหญ่ตระหง่านเด่นสะดุดตา เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุก็งดงามยิ่ง แต่ตัวเองแล้วยอมแพ้จำนวนผู้คนครับ ไหว้พระเสร็จเดินเก็บภาพอยู่ไม่นานก็หาที่นั่งพัก ตั้งใจว่าวันหน้า วันที่ไม่ใช่เทศกาล อาจเป็นช่วงเช้าหรือเย็น ช่วงที่แสงแดดสวยๆ จะย้อนมาเก็บภาพที่นี่อีกครั้ง

เช้ามืดที่มาถึง อากาศหนาวเย็นและลมแรง สร้างความสดชื่นสมหวังในช่วงเทศกาลหยุดยาวให้กับทุกๆคนได้ล้นเหลือ แต่พอสายรถรามากมายมหาศาล ทำให้เสียเวลากับการติดแหง็กอยู่บนท้องถนนเนิ่นนาน อารมณ์รื่นเริงที่มีค่อยมลายหายไป จนบ่ายคล้อยเมื่อได้เห็นความงามของวัด เห็นความศรัทธาของผู้คน ซึ่งหลั่งไหลกันมา จึงได้สติ เป็นเช่นนั้นเองหนอ..

มีสดชื่นสมหวัง ก็มีไม่สมหวัง มีสุขก็มีทุกข์ ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ด้วย ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน(ฮา)

สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับ!