​เราสามารถเพิ่ม IQ ให้เด็กๆ ได้จริงหรือ_บันทึกนี้มีคำตอบ

nui
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

คนทั่วไปเชื่อว่า IQ เป็นไปตามพันธุกรรมของพ่อแม่ เป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาแต่เกิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ได้มีการพิสูจน์มาหลายการศึกษาว่า IQ เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู แต่ยังไม่มีใครคิดว่า เราสามารถ "สอน" เด็กแรกเกิดเพื่อเพิ่ม IQ ได้

ในปี ๒๕๒๙ ฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ "TEACH YOUR BABY" เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่ม IQ เด็ ก ช่วงนั้นอ่านอย่างจริงจังลึกซึ้งเพื่อเอามาใช้จริง แม้งานวิจัยเล่มนี้เก่ามาก (ตีพิมพ์ปี ๒๕๑๔) แต่ไม่มีเหตุผลที่มาหักล้างความน่าเชื่อถือ จึงตัดสินใจนำมาเล่าในบันทึกนี้

...................................

นักวิชาการทางการศึกษาชื่อ Genevieve Painter,Ed.D สนใจเป็นพิเศษเรื่องเด็กที่มีปัญหาการเรียนในโรงเรียน โดยเฉพาะเด็กอนุบาลวัย ๓-๔ ขวบที่ไม่สามารถเรียนในสิ่งที่ครูสอนที่โรงเรียน เธอได้พัฒนา "โปรแกรม" สำหรับสอนเด็กเล็กๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ขวบโดยเชื่อว่าโปรแกรมนี้จะเพิ่ม IQ ให้แก่เด็ก

วัตถุประสงค์การวิจัย คือ เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กทารกที่ได้รับการ "สอน" ตามโปรแกรมมี IQ เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับการสอน

การวิจัยแบ่งเป็น ๒ เฟส

เฟสแรก ให้ครูที่ผ่านการฝึกและตัวเธอเองเป็นผู้สอน คัดเลือกเด็ก ๓๐ คน อายุระหว่าง ๘ - ๒๔ เดือน สุขภาพดี IQ ปกติ สุ่มแยกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ครูจะเข้าไปที่บ้านเด็กกลุ่มทดลองทุกวันๆ ละ ๑ ชั่วโมงเพื่อสอนตามโปรแกรมที่กำหนด เด็กอีกกลุ่มเลี้ยงดูไปตามปกติ เวลาผ่านไป ๑ ปี วัด IQ เด็กทั้งสองกลุ่ม ปรากฏว่า IQ เฉลี่ยเด็กกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม ๑๐ จุด ขณะที่ IQ เด็กกลุ่มควบคุมไม่เปลี่ยนแปลง

เฟส ๒ ในปีต่อมา คัดเลือกเด็กด้วยวิธีเดิม ได้เด็กอายุ ๕ - ๒๔ เดือน คราวนี้ให้แม่ของเด็กที่ผ่านการฝึกให้รู้จักโปรแกรมเป็นอย่างดีเป็นผู้สอนลูกที่เป็นกลุ่มทดลอง เด็กอีกกลุ่มก็เลี้ยงดูตามปกติ ผ่านไป ๑ ปี พบว่า IQ เด็กกลุ่มทดลองสูงกว่าเด็กกลุ่มควบคุมมากถึง ๑๖ จุด!!

ครูที่เข้าไปสังเกตการณ์ที่บ้านบอกว่า น่าประทับใจมากที่เห็นเด็กๆ เรียนอย่างมีความสุขกับแม่

หน้าตาของโปรแกรมเป็นอย่างไร

โปรแกรมประกอบด้วยกิจกรรมกระตุ้น (Stimulate) ด้านต่างๆ เช่น ความรู้สึก (Feeling) การมองเห็น (Seeing) การได้ยิน (Hearing) ทั่วๆไป (Generally) การเลียนแบบ (Imitation) มิติสัมพันธ์ (Spatial Relationships) การพูด (Speech) การตระหนักรู้ในตน (Self-awareness) เหตุและผล (Cause and Effect) การได้กลิ่น (Smelling) จินตนาการและการแสดง (Imagination and Dramatic Play) การแก้ปัญหา (Problem Solving) เวลา (Time) น้ำหนัก (Weight) การทำอะไรด้วยตัวเอง (Self-care) ภาษา (Language) การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor Activity) การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Activity) การวาด (Drawing)

(ภาพบน) ตัวอย่างกิจกรรม Stimulate Seeing เด็กวัย ๖ - ๘ เดือน

(ภาพบน) ตัวอย่างกิจกรรม Problem Solving เด็กอายุ ๑๒ - ๑๔ เดือน

การกระตุ้นแต่ละด้านข้างต้น และกิจกรรมในแต่ละด้านจะถูกออกแบบ และกำหนดไว้สำหรับแต่ละช่วงอายุ เพิ่มขึ้น และเปลี่ยนแปลงตามลำดับพัฒนาการ

ในหนังสือจะมีคำแนะนำอย่างละเอียดในการนำโปรแกรมไปใช้ อธิบายกิจกรรมแต่ละกิจกรรม จนเห็นภาพชัดเจน

เราจะนำโปรแกรมนี้ไปใช้บ้างได้หรือไม่

หนังสือเล่มนี้ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย ฉันได้อ่านหนังสือเล่มนี้ราวๆ ปี ๒๕๒๙ ไปเจอหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุดโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาหรือศิริราชก็จำไม่ได้แล้ว เคยสงสัยว่าถ้าจะเอามาใช้ในการสอนลูกจะได้หรือไม่ ได้คุยกับนักจิตวิทยาที่เป็นคนแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้อ่านเธอก็ตอบว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่เราต้องอ่านและทำความเข้าใจโปรแกรมให้ชัดเจนและกิจกรรมทั้งหมด

แม้ในหนังสือจะใช้คำว่า "การสอน" แต่ในความเป็นจริงสำหรับคนเป็นแม่เป็น "วิธีเล่น" ที่หลากหลายวิธี และสนุกสนานมากทั้งแม่และลูก.

สรุป

หลายๆ ประเด็นการเลี้ยงลูกที่เขียนไว้ในเล่มน่าสนใจ และเอามาใช้ได้จริงๆ แม้ว่าเราจะไม่นำโปรแกรมมาใช้ทั้งหมด ต้องใช้เวลาในการอ่านทำความเข้าใจมาก

คุณ MASARU IBUKA ผู้เขียนหนังสือ "รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว" ที่แพร่หลายมากทั่วโลก ได้เขียนไว้สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ (เป็นไปได้ว่าเขาอาจได้อ่านงานวิจัยเล่มนี้ก็ได้) เขาได้เขียนไว้ในบทแรกของหนังสือว่า

"...การศึกษาทางชีววิทยาเกี่ยวกับสมองและกรรมพันธุ์ก้าวหน้าขึ้น จนกระทั่งพบว่า ความสามารถและอุปนิสัยของคนเรานั้น ส่วนใหญ่จะก่อรูปเรียบร้อยเมื่ออายุ ๐ - ๓ ขวบ กล่าวคือคนเรานั้นตอนแรกเกิดเหมือนกันหมด ไม่มีคนที่เกิดมาเป็น "อัจฉริยะบุคคล" หรือเกิดมาเป็น "ไอ้งั่ง" แต่การศึกษาตั้งแต่แรกเกิดนั่นแหละ สามารถทำให้คนเป็น "อัจฉริยะบุคคล" ก็ได้ หรือให้เป็น "ไอ้งั่ง" ก็ได้ ถ้าอยากจะทำ" (หน้า ๔)

"จุดสำคัญก็คือ การเลี้ยงดูเด็กระหว่าง ๐ - ๓ ขวบ ถ้ารอให้เข้าโรงเรียนอนุบาลก่อน ก็สายเสียแล้ว" (หน้า ๕)

เห็นได้ว่า การพัฒนาเด็กนั้นบทบาทสำคัญเริ่มที่แม่กับพ่อ และเริ่มตั้งแต่เด็กเกิด ความคิดของคนไทยส่วนใหญ่ที่รอให้ลูกได้ "เรียน" เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วนั้นช้าเกินการ เพราะการ "เรียน" ในโรงเรียนเป็นการเรียนเขียนอ่าน เรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้ ขณะที่การสอนลูกก่อนเข้าเรียนเป็นการเพิ่มต้นทุนทางสติปัญญาอันเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อเตรียมลูกให้พร้อมที่สุดเมื่อเข้าโรงเรียน เราจะทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงได้อย่างไร???

เสาร์ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

บันทึกเพิ่มเติม

ได้มีการศึกษาและสรุปผลออกมาเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่เคยเชื่อว่า รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว โดย พรวิไล เลิศวิชา ได้ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับสมอง แล้วนำมาเชื่อมโยงเป็นข้อเสนอเพื่อการออกแบบกิจกรรมในชั้นเรียนไว้ในบทความชื่อ "จาก Lab สมอง สู่ห้องเรียน" ในตอนหนึ่งให้ชื่อว่า "มัธยม...ก็ยังไม่สาย" น่าสนใจยิ่งนัก

เอกสารอ้างอิง

Genevieve Painter,Ed.D. TEACH YOUR BABY. New York : Simon and Schuster , 1971.

MASARU IBUKA. ธีระ สุมิตร และ พรอนงค์ นิยมค้า (แปล) . รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2534.

พรวิไล เลิศวิชา, "จาก Lab สมองสู่ห้องเรียน" ใน เด็กไทยใครว่าโง่. กรุงเทพ : อัมรินทร์พริ้นติ้ง , 2548.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อ่าน คิด เขียน



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

ชอบบทความนี้ซึ่งมีประโยชน์มากๆเลย

ขอบคุณครับ อ.

ขอไปแชร์ใน facebook ได้ไหมครับ

เขียนเมื่อ 

ด้วยความยินดีอย่างยิ่งค่ะอาจารย์โรจน์ rojfitness

อยากให้พ่อแม่ทุกคนเห็นโอกาสทองของการพัฒนาลูกด้วยตนเอง แต่การจะลงมือทำต้องหาความรู้เพิ่มเติมด้วยค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์ดร.กัลยา GD ที่แวะมาให้กำลังใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ อ.nui

เขียนเมื่อ 

ตามมาอ่าน ค่ะ

  • เป็นผลการศึกษาที่ตรงใจจังครับ ผมมักบอกเด็กๆเสมอ จากประสบการณ์ที่เคยเห็น ทั้งจากตัวครูเอง เพื่อนที่เรียนด้วยกัน และลูกศิษย์หลายๆรุ่นที่ผ่านมา ว่า"คนเรานั้นความโง่ความฉลาดไม่ต่างกันสักเท่าใดดอก ที่ทำให้ต่างจริงๆนั้นเป็นความขยันหมั่นเพียร การฝึกฝน ความเอาจริงเอาจัง ทุ่มเทกับการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์" ขอบคุณความรู้ครับ
  • สวัสดีปีใหม่ 2558 ด้วยครับพี่Nui..มีความสุขยิ่่งๆขึ้นไปนะครับ
เขียนเมื่อ 

เมื่อใดที่ครู กับ ศิษย์ เห็นตรงกันเรื่องนี้ พี่ว่าห้องเรียนต้องสนุกมากแน่ๆ ค่ะ อาจารย์ ธนิตย์ สุวรรณเจริญ

"ความเพียร" นั้นปลูกฝังได้ที่ครอบครัวเช่นกัน

โดยพ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำงานจนสำเร็จ เมื่อได้ "ลิ้มรสความสำเร็จ" เด็กๆ จะเกิดพลังที่จะทำงานให้สำเร็จยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นจิตวิทยาสำคัญที่ทั้งพ่อแม่และครูต้องเข้าใจและเอาไปใช้ค่ะ

เด็กที่ทำอะไรไม่สำเร็จ ล้มเหลวเป็นนิจ เขาจะค่อยๆ หมดความมั่นใจและยอมแพ้อย่างน่าสงสารค่ะ