เราสามารถแยกสื่อสำหรับเด็กที่มีความสามารถต่างกัน ด้วยการใช้ 3 วิธี ดังนี้
1. การแยกแยะโดยผลการเรียนรู้ (Differentiation by outcome)
ครูบางคนจะแยกแยะผู้เรียนโดยดูจากผลการเรียนรู้ที่ปรากฏไว้ในแผน ในแต่ละแผนจะมีจุดประสงค์กำกับไว้ เช่น ผู้เรียนสามารถทีจะ...., ผู้เรียนส่วนใหญ่สามารถที่จะ....., ผู้เรียนบางคนสามารถที่จะ.... การตั้งจุดประสงค์จะต้องทำในภาษาอังกฤษสำหรับผู้พูดที่เรียนภาษาอื่น (ESOL) แต่โดยส่วนตัวแล้วฉันไม่ค่อยชอบวิธีการนี้เท่าไร เพราะว่าสิ่งที่สอนอาจไม่ใช่สิ่งที่เรียนก็ได้ อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานแล้ววิธีการนี้ก็ยังเป็นโมเดลที่ยังใช้ได้ (deficit model) ฉันอยากจะเสนอว่าน่าจะเป็นการมีประสิทธิภาพมากขี้น (บางทีก็อาจเป็นการกระตุ้น) ที่จะช่วยผู้เรียนให้ประเมินพวกเขาเอง โดยยึดหลักมาตรฐานส่วนบุคคล ( personal standard) วิธีการหนึ่งที่จะได้สิ่งเหล่านี้ก็คือ ต้องไม่ประเมินแบบสรุปผลการเรียน (summative assessment) แต่ให้ประเมินแบบระหว่างเรียนมากกว่า (formative assessment) นี่เป็นประเด็นใหญ่ที่พูดคุยกันมากในโรงเรียนชาวอังกฤษในขณะนี้ โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งนี้ท้าทายความคิดเรื่องการประเมินแบบอิงกลุ่ม วิธีแบบอิงกลุ่มนี้จะสร้างบรรยากาศของการแข่งขัน และทำให้นักเรียนที่อ่อนสรุปได้ด้วยตนเองว่าพวกเขากำลังสอบตก นอกจากนี้ยังทำให้นักเรียนที่เก่งกว่าพยายามทำอะไรก็ได้ที่ทำเขาได้คะแนนสูงที่สุด
อย่างไรก็ตาม การวัดผลแบบอิงเกณฑ์นี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีการประเมินตนเอง (self assess) และมีการตั้งจุดมุ่งหมายของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีเวลาน้อย ในการตั้งจุดหมายในแต่ละบุคคล (individual target) แต่สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ
2. การแยกแยะ โดยวิธีการสอน (Differentiation by teaching method)
การแบ่งแยกด้วยวิธีการสอนนี้สามารถแยกแยะได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น (active learning) หรือเป็นกลุ่ม หรือเป็นคู่ ที่แนวโน้มว่าจะแยกแยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่า
1. ผู้เรียนสามารถที่จะทำงานด้วยระดับของตนเอง
2. ผู้เรียนสามารถที่จะสนับสนุนและเรียนรู้จากกันและกัน
พวกเราโดยส่วนใหญ่มีประสบการณ์กับการให้นักเรียนที่เรียนเก่งไปอยู่ในนักเรียนที่เรียนอ่อน ประสบการณ์นั้นมีหลายหลายเลยทีเดียว บางครั้งมันก็ทำงานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามบางครั้งก็ทำงานแย่ นั่นคือ เด็กเก่งจะหาเอกสารและทำตัวมีบทบาทนำ แต่เด็กอ่อนกลับอายและไม่พูดอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปัญหาย่อมมีการแก้ไข บางครั้ง ชั้นเรียนสัมพันธ์ (classroom dynamics)อาจแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เมื่อใดก็ตามที่มีการอภิปรายกลุ่มเล็กๆ, แต่งตั้งเจ้าหน้าที่คัดลอก หรือ คนจดโน้ตในแต่ละกลุ่ม เจ้าหน้าที่คัดลอก มีหน้าที่อยู่ 2 อย่าง ก็คือ ฟังและจดบันทึกเท่านั้น หลังจากการอภิปราย เจ้าหน้าที่คัดลอกต้องผลัดกันรายงานให้ชั้นฟัง ถ้านักเรียนที่เก่งมากๆเป็นเจ้าหน้าที่คัดลอก สิ่งนี้จะป้องกันเจ้าหน้าที่คัดลอกจากการครอบงำ แต่ยังคงให้บทบาทที่สำคัญแก่เจ้าหน้าที่คัดลอก และโอกาสที่จะเป็นคนสำคัญในตอนสุดท้าย ถ้าเด็กอ่อนทำหน้าที่นี้ ความกดดันจะออกจากตัวพวกเขา ในการผลิตภาษาแบบฉับพลันทันที แต่พวกเด็กอ่อนสามารถเตรียมตัวที่จะพูดถึงบางสิ่งบางอย่างในตอนสุดท้าย การพูดบางสิ่งบางอย่างนี้มีนัยยะถึงความสำเร็จด้วย (achievement) เทคนิคการตั้งคำถามแบบต่างๆ สามารถถูกประยุกต์ใช้ในการแยกแยะที่ดีขึ้นได้ การตั้งคำถามให้ถามก่อนที่จะเรียกนักเรียน ให้เวลาและพื้นที่ในการตอบ อย่างไรก็ตามในบางครั้งครูอาจไม่เรียกเด็กเก่งก็ได้ จงพิจารณาว่าคำถามนั้นยากหรือง่ายปานใด และห้ามเรียกเด็กที่ตอบไม่ได้ จงใช้เทคนิคเฝ้าดู (monitoring) ในขณะที่ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นคู่ เพื่อคอยดูว่านักเรียนตอบคำถามไหนถูกคำถรมไหนผิด จงใช้คำถามที่ต่างชนิดกัน หรืออาจใช้ระดับสติปัญญาของ Bloom ในการตั้งคำถาม ผู้เรียนทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงภาระงานที่เป็นระดับสติปัญญา (mastery task) แต่ภาระงานในเชิงพัฒนาการ (developmental task) อาจยากมากขึ้น และต้องการความเข้าใจขั้นสูง คำถามในเชิงพัฒนาการอาจถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินค่า และใช้วิธีคิดแบบวิจารณญาณ
3. การแยกแยะโดยภาระงาน (Differentiation by task.)
ภาระงานส่วนใหญ่สามารถจะถูกออกแบบให้เป็นการสนับสนุนที่พิเศษ หรือไม่ก็ เป็นการขยายการท้าทายเด็กๆที่มีความสามารถ นักเรียนคนไหนที่เก่งก็ให้ใช้กิจกรรมเพื่อขยาย นักเรียนคนไหนที่อ่อนก็ให้ใช้ยุทธวิธีการสนับสนุน การแยกแยะโดยภาระงานนี้มิใช่เป็นกิจกรรมใหม่ แค่บิดนิดหน่อยก็เรียบร้อย ตารางข้างล่างนี่คือตัวอย่าง (แปลแค่การอ่านกับการฟังเท่านั้น)
| ชนิดของกิจกรรม (Activity Type) | กิจกรรมเพื่อการขยาย (Extension activities) | ยุทธวิธีการสนับสนุน (Support strategies) |
| การอ่าน |
ให้เลือกคำศัพท์ใหม่ 3 คำ จงหาในพจนานุกรม
ให้เขียนทั้ง 3 คำนั้นลงกระดานดำ พร้อมกับความหมาย ให้เขียน 3 คำถามเกี่ยวกับตัวบท
(text)
3 คำถามนี้สามารถไปให้คนที่เสร็จก่อน
ต่อมาค่อยคืนกับคนที่เป็นเจ้าของเพื่อการตรวจ
|
ให้สอนคำศัพท์กับเด็กก่อน การสอนนี้อาจทำเป็นภาระงาน และให้เขียนคำศัพท์บนกระดาน พยายามกระตุ้นความรู้ก่อนหน้าเกี่ยวกับหัวข้อ ให้คำตอบแก่เด็ก คำตอบนั้นต้องไม่เรียงเป็นคำ และควรมีตัวลวงด้วย สร้างคำถามปลายเปิด พร้อมกับตัวเลือก แยกตัวบทออกเป็นส่วนๆพร้อมกับคำถาม |
| การฟัง | เมื่อผู้เรียนฟังเทปเป็นครั้งที่ 2 ครูควรจะมีคำถามแบบพิเศษๆไว้ด้วย เมื่อมีคำถามประเภทถูกหรือผิด ให้ถามว่าทำไม หรือทำไมถึงไม่ด้วย | ให้สอนคำศัพท์ก่อนและกระตุ้นให้นักเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับหัวข้อไว้ ให้นักเรียนมีโอกาสในการอภิปรายเกี่ยวกับคำตอบ ก่อนที่จะนำเสนอต่อเพื่อนร่วมชั้น ให้เนื้อหาในเทปกับนักรเรียนเมื่อฟังเป็นครั้งที่ 2 ในการให้แบบฝึกหัดที่เติมคำ ต้องพยายามให้คำที่เห็นว่าจำเป็น |
หนังสืออ้างอิง