ไม่ใช่คู่สร้างคู่สมของแม่

ไม่ใช่คู่สร้างคู่สมของแม่<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

นายปั่น อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ ตาอ่ำ คุณตาผู้ให้กำเนิดแม่ของผม นายปั่นมีภรรยาชื่อนางบาง มีภูมิลำเนาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลพบุรี ที่ตำบลบางคู้ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อาชีพทำนาฐานะดี เป็นผู้มีอันจะกิน มีที่นามาก มีบุตรหญิงชาย 5 คนเรียงลำดับกันดังนี้

1 นางชั้น2 นายบุญยัง 3 นายเขียน4 นายขาว 5 นายแก้ว

นายบุญยัง เมื่อถึงวัยบวชเรียนได้บวชที่วัดบ้านเกิดหนึ่งพรรษา สึกออกมาแล้วมีนิสัยชอบดื่มสุราเป็นอาจินต์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทราบกันดีในหมู่ชาวบ้านแถวย่านบ้านเดียวกัน และหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อถึงวัยที่จะมีครอบครัว นายปั่นบิดาจะไปติดต่อสู่ขอสาวแถวย่านบ้านเดียวกันหรือหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อมาเป็นคู่ครองนายบุญยังลูกชายมีแต่คนเขาปฏิเสธ รู้ว่า ตาอ่ำคนบ้านเดิมบางคู้ แถวบ้านย่านเดียวกันไปมีครอบครัวอยู่ที่ หมู่ที่ 9 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อำเภอเดียวกัน ในลุ่มแม่น้ำลพบุรี เหนืออำเภอท่าวุ้งขึ้นไปหลายท้องคุ้ง มีบุตรสาวกำลังแรกรุ่นอายุย่างเข้า 18 ปี จึงไปสู่ขอ ตาอ่ำรู้กิติศัพท์เรื่องนี้ดีด้วยนิสัยนักเลง จึงไม่ปฏิเสธ ตกลงกับนายปั่นคนบ้านเดียวกันว่า ขอให้นายบุญยังบุตรของนายปั่น มาช่วยงานในครอบครัวของตนสักระยะหนึ่ง หากพอใจก็จะรับหมั้น ปรากฏว่านายบุญยังมาอยู่กินบ้านตาอ่ำแต่ไม่ช่วยงานเท่าที่ควร เอาแต่ดื่มสุราเช่นเดิม ไปไม่ลามาไม่ไหว้ ไม่เป็นที่ถูกใจ ตาอ่ำคุณตาของผม จึงแจ้งกับนายปั่น ขอเลิกราไม่ขอรับหมั้นนายบุญยัง

สรุปว่าคนแถวย่านบ้านเดียวกัน หรือคนบ้านเดียวกันไปได้ครอบครัวอยู่ที่อื่นในอำเภอเดียวกัน ยังไม่รับเป็นดองด้วย จึงต้องหากินข้ามจังหวัด เนื่องจากนายปั่นเป็นคนมีอันจะกินมีที่นานับร้อยไร่ขึ้นไป คิดว่าจะหาลูกสะใภ้ให้ไกลสุดกู่รู้แล้วรู้รอดไปเลย จะได้หมดปัญหา มีเพื่อนบ้านสนิทและปรารถนาดีมาบอกว่า มีสาวงามชื่อ นางสาวนกแก้ว คนมีอันจะกินเหมือนกัน อยู่ตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา กำลังแรกรุ่นวัยกำดัด จึงพากันไปทาบทามสู่ขอ ยุคก่อนย้อนหลังไปครั้งกระโน้น เมื่อประมาณ 80 ปี จากตำบลบางคู้ ไปตำบลเทวราช อำเภอไชโย หนทางไปมาลำบากพอสมควร ไม่มีถนนหนทางไปมาสะดวกเหมือนอย่างสมัยนี้ ต้องเดินลัดทุ่งกันไปเป็นวัน พักค้างแรมบ้านญาติของผู้ที่ชักนำ

ด้วยเป็นบุพเพสันนิวาส หรือเนื้อคู่ซึ่งกันและกันของนายบุญยัง กับนางสาวนกแก้ว บิดามารดาทางฝ่ายสาวจึงรับหมั้น และแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน เนื่องจากเป็นลูกสะใภ้คนแรก ประกอบกับนายปั่นฐานะดีมีที่นามากจึงตกลงกับพ่อแม่ของลูกสะใภ้ ขอให้ฝ่ายหญิงมาอยู่บ้านของฝ่ายชายที่ตำบลบางคู้ อำเภอท่าวุ้ง ไม่ต้องอยู่บ้านพ่อตาให้อับอายขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้านแถวย่านบ้านนั้น และเพื่อประกาศศักดาคนแถวย่านบ้านเดียวกันว่า ข้ามีฐานะดีมีอันจะกินเสียอย่าง ไม่ยากที่จะหาลูกสะใภ้กับเขาหรอกนะ

เมื่อนายบุญยังได้นางนกแก้วมาเป็นคู่ครอง ได้แยกเรือนจากนายปั่นบิดามาแล้ว บิดาแบ่งที่นาให้ทำกินจำนวนหนึ่ง ได้นางนกแก้วคนขยันมาช่วยทำนา มีกำลังใจตั้งหน้าทำนาหาเลี้ยงครอบครัวและมีบุตรชายหญิงจำนวน 5 คน

นายบุญยังเมื่อมีครอบครัว มีบุตรหญิงชายแล้วไม่ทิ้งลาย ยังคงดื่มสุราเป็นยาชูกำลังในหมู่เพื่อนฝูงมาโดยตลอด วันหนึ่งใกล้ค่ำนายบุญยังไปนั่งดื่มสุรากับเพื่อนชื่อนายผ่องที่ร้านจำหน่ายสุราใต้บ้าน มีคนเลี้ยงเป็ดฝูงนายหนึ่งในหมู่บ้าน ได้มาพบนายผ่องที่ร้านจำหน่ายสุรา ต่อว่านายผ่องที่ปล่อยให้สุนัขไปกัดเป็ดของตนตาย นายผ่องเถียงคนเลี้ยงเป็ดว่า

“แกทำไมไม่ดูแลเป็ดของแกให้ดี ปล่อยให้เป็ดเดินเพ่นพ่านกลางทุ่ง หมากูจะไปรู้ได้อย่างไร”

เกิดการโต้เถียงกันจนเกือบจะวางมวย แต่พรรคพวกที่ร้านสุราห้ามไว้ คนเลี้ยงเป็ดแค้นเคืองมาก เดินกลับบ้าน ไปเตรียมอาวุธหอกเหล็กแหลม มีลักษณะยาวเหมือนใบข้าวสองคมด้ามยาว มาดักรอนายผ่องที่ปากตรอกทางเข้าบ้านนายบุญยัง ในเวลาเข้าใต้เข้าไฟ เมื่อนายบุญยังและนายผ่องเดินผ่านมาคนเลี้ยงเป็ด ได้ออกปากเรียกนายผ่องว่า

“เฮ้ยไอ้ผ่อง ถึงที่ตายของมึงแล้ว”

เมื่อนายผ่องหันไป คนเลี้ยงเป็ดจึงแทงสวนด้วยหอกที่กลางหน้าอกเต็มแรง จนนายผ่องล้มลง แล้ว กระชากหอกจากอกของนายผ่อง นายบุญยังเห็นดังนั้นด้วยความรักเพื่อนจะเข้าไปช่วย ทั้งที่มีแต่มือเปล่า

คนเลี้ยงเป็ดประกาศห้ามว่า “อย่าเข้ามานะพี่บุญยัง เข้ามาเจ็บตัวแน่”

ด้วยความมึนเมาและความรักเพื่อนเห็นช้างตัวเท่าหมู สาวเท้าก้าวเข้าไป จึงถูกคนเลี้ยงเป็ดแทงสวนเข้าที่พุง คนเลี้ยงเป็ดกระชากหอกออกแล้วออกวิ่งหนีทันที นายบุญยังเอามือกุมแผลที่ท้องเดินโซเซ สาวเท้าเดินขึ้นบ้านเรียกให้นางนกแก้วภรรยาช่วย นางนกแก้วเห็นอาการสามีเดินมือกุมท้องโซเซขึ้นบ้านมา ตกใจรีบเข้าประคองถามด้วยอาการตกใจว่า

“พี่ไปโดนอะไรมา”

นายบุญยังตอบว่า“ถูกคนเลี้ยงเป็ดแทง มันแทงไอ้ผ่องนอนจมกองเลือดอยู่ปากตรอกหลังบ้านเรา”

คนในบ้านรู้เรื่องต่างก็แตกตื่น ส่วนหนึ่งแยกย้ายกันไปดูนายผ่องปรากฏว่าสิ้นใจแล้ว ห้วงนั้นเป็นระยะเดือนแปดเดือนเก้า น้ำในแม่น้ำลพบุรีเริ่มหลากยังไม่ล้นฝั่ง ญาติพี่น้องจึงรีบจัดหาเรือแจวพานายบุญยัง ไปส่งโรงพยาบาล โดยทางน้ำระยะทางประมาณ 8 ก.ม. ยุคนั้นประมาณ ปี พ.ศ. 2493 เป็นเวลา 64 ปี ผ่านมาแล้ว ยังไม่มีโรงพยาบาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชดังปัจจุบัน มีแต่สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง อยู่ที่ข้างปรางสามยอด มีโรงพยาบาลแห่งเดียวคือโรงพยาบาลอานันทมหิดล(ของทหาร) เรือแจวไปได้เพียงแค่ท่าขุนนาง ท่าเรือ ตลาดลพบุรี นายบุญยังก็สิ้นลมหายใจเสียก่อนเพราะเสียเลือดมากและเลือดตกใน

เมื่อสิ้นบุญนายบุญยังสามี นางนกแก้วภรรยาต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ตั้งใจเลี้ยงดูบุตรชายหญิงทั้ง 5 คน โดยเฉพาะบุตรสาวคนสุดท้องขณะนั้นเพิ่งอายุได้ประมาณ 1 ขวบ ได้ส่งเสียลูกชายทั้ง 2 คน ให้มีความรู้รับราชการทหารมีอาชีพการงานที่มั่นคง ส่วนบุตรหญิงทั้ง 3 คน มีการศึกษาได้สามีที่ดี ตั้งครอบครัวที่มั่นคงสืบมา

ปัจจุบันนี้ ถึงเวลาจะผ่านมา 80 ปี คนยุคนั้นสิ้นบุญไปหมดแล้ว ผมเองรุ่นลูก ก็เป็นไม้ใกล้ฝั่ง โชคดีได้รับรู้เรื่องราวของบรรพบุรุษ นำมาเล่าขานให้คนรุ่นหลังได้สดับตรับฟังกัน ก่อนที่เรื่องราวจะเลือนหายไปกับกาลเวลา..../

โดย :: นายสมหมาย ฉัตรทอง

---------------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมหมาย ฉัตรทอง



ความเห็น (0)