(89) คุณมีกลิ่นอะไร!

.. ประชุมในห้องเดียวกัน ผู้อื่นมองว่า "โต๊ะในห้องประชุมนี้จัดสวยจังเลย แก้วน้ำทรงสูงก็สวย ดูหรูหรามีระดับ .." แต่ดิฉันกลับมองว่า "มีปลั๊กไฟใต้โต๊ะด้วย หากแก้วน้ำบนโต๊ะล้ม น้ำหก จะอันตรายถึงชีวิตเชียวนะ" นี่คือมุมมองด้วยจิตวิญาณที่แตกต่างกัน .. นักธุรกิจเขามี 'กลิ่นผลประโยชน์' ลูกก็ควรมี 'กลิ่น รปศ.'

ลูกสาวคนเล็กของดิฉันที่กำลังศึกษาปริญญาโทในกรุงเทพฯ วันนี้เธอควรจะกลับบ้านที่อุบลฯได้แล้ว เพราะเธอเรียนจบคอร์สเวิร์คแล้ว เหลือเพียงภาควิทยานิพนธ์ซึ่งกลับมาทำที่บ้านได้ .. ก็พ่อ-แม่คิดถึงนี่นา แต่เธอยังไม่กลับ เพราะต้องทำงานชิ้นสุดท้ายส่งให้ทันวันที่ 25 ธ.ค.นี้

ดิฉันก็ถามไถ่ว่าเป็นงานอะไร โดยสรุปแล้วเป็นงานวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ โดยให้ยกตัวอย่าง(สถานการณ์ปัจจุบัน)ประกอบ ดิฉันไลน์กลับไปว่าง่ายมาก "แค่จิบกาแฟหมดถ้วยก็เสร็จ" แต่สำหรับลูก คำพูดนี้นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้วยิ่งทำให้เธอรู้สึกกังวลมากขึ้น ดิฉันจึงสอนเธอว่า

"เวลาแม่ได้โจทย์งาน แม่จะทำใจให้สงบ นิ่ง สักครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ คิด วิเคราะห์โจทย์ในใจ ก่อนเขียนเค้าโครงการตอบลงในกระดาษ" "อย่างงานของอาย ก็ต้องเริ่มจากการถามตัวเองว่านโยบายสาธารณะคืออะไร มีโมเดลอะไรบ้าง นึกเปรียบเทียบกับสถานการณ์บ้านเมืองเด่นๆ ..."

"ส่วนใหญ่ นศ.ยังหาหัวข้องานวิจัยของตนเองไม่ได้ การบ้านอาจารย์น่ะเป็นอุบายชี้ตัวตนของอาย ว่าอายเป็น รปศ." "อายต้องแม่น แบบซึมลึก หายใจออกมาได้กลิ่น รปศ."

คนข้างตัวดิฉันค่อนขอดว่าไม่ดูแลลูก ดิฉันก็พูดให้เขาเข้าใจว่าลูกมีแม่เป็น รปศ.นั้นเป็นการช่วยให้เธอ 'จูน' หาคลื่นได้ง่ายขึ้น นี่ก็ได้เปรียบมากแล้ว หากต้องป้อนข้าวป้อนน้ำให้ด้วยละก็ 'ไม่มีทางเสียหรอก' ดิฉันไม่อาจทำร้ายลูกด้วยการปิดโอกาสคิด ฝึกฝนตนเองของลูกอย่างเด็ดขาด

คำพูดนี้ไม่ได้ดังใจคนข้างตัว เขาหน้างอไม่ค่อยพอใจ ก็ปลอบใจเขาไปว่า "เออ..จะให้เวลาลูกคิดอีกวันหนึ่ง ถ้าไม่มาไม่ไปก็จะไกด์ให้จนกว่าจะทำงานได้" ดูเขาพอใจมากขึ้น

เช้านี้ดิฉันอ่านข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ พบข่าว 'ยูเอสทูเดย์พาดพิง "ทักษิณ" หนึ่งในต้นแบบ "มหาเศรษฐีผู้นำเลว" ของโลก!!' ข่าวนำเสนอสภาพปัญหาของนักการเมืองที่ผันตัวเองมาจากภาคธุรกิจ .. ดิฉันทราบแล้วว่าจะทำให้ลูกเข้าใจคำว่า 'กลิ่น รปศ' (คำศัพท์ประหลาดที่โพล่งออกไปแล้ว) อย่างง่ายๆ ได้อย่างไร

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น เขามองอะไรก็เห็น 'โอกาส' ในธุรกิจของเขาเสมอ พูดง่ายๆ ว่าเขามองเห็นช่องทางการหา 'เงิน' ให้ตนเองได้จากทุกสิ่งรอบตัว (เป็นสาเหตุของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ conflict of interest ในกรณีที่กลิ่นผลประโยชน์ส่วนตัวชัดกว่า กลิ่นผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม) เหมือนดิฉันที่เป็นพยาบาล มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความเสี่ยง แนวโน้มความ (ไม่) ปลอดภัย อย่างกรณีการประชุมในห้องเดียวกัน ผู้อื่นมองว่า "โต๊ะในห้องประชุมนี้จัดสวยจังเลย แก้วน้ำทรงสูงก็สวย ดูหรูหรามีระดับ .." แต่ดิฉันกลับมองว่า "มีปลั๊กไฟใต้โต๊ะด้วย หากแก้วน้ำบนโต๊ะล้ม น้ำหก จะอันตรายถึงชีวิตเชียวนะ" นี่คือมุมมองด้วยจิตวิญาณที่แตกต่างกัน นักธุรกิจเขามี 'กลิ่นผลประโยชน์' ลูกก็ควรมี 'กลิ่น รปศ.'

ได้คำอธิบายลูกแล้ว ดูเหมือนเรื่องจะจบลงด้วยดี ถ้าดิฉันไม่อุตริตั้งคำถามตนเองว่าดิฉันมีกลิ่นอะไรในตัวบ้าง

ดิฉันเรียนสายบริหารภาครัฐและเอกชน วุฒิบัตรปริญญาเอก ที่มีภารกิจหลักในการปกปิดกลิ่น รปศ.ของตนเองอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยให้แก่บุคคลรอบตัว อันที่จริงปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก ก็แค่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมดังเช่นที่ใครๆ เขาทำกัน .. แต่ ไม่หรอกค่ะ ดิฉันเลือกจะอยู่เบื้องหลังมากกว่า ก็ทำเนียบบุคคลสำคัญมันมีพื้นที่จำกัดนี่นา ใช้วิธีจารึกชื่อไว้ในใจ 'ใครๆ' ก็แล้วกัน

เรื่องนี้ดิฉันขอสงวนสิทธิ์ในการตัดสินใจ โดยไม่ต้องรายงานใครให้ทราบภายหลังตัดสินใจแล้ว นะคะ.


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องดีดีที่อยากเล่า



ความเห็น (1)