เรื่องของ...หินอ่อน

วันนี้มีเรื่องมาแบ่งปันกันอีกแล้วค่ะ เรื่องของ หินอ่อน เป็นชื่อนิทานก่อนนอนในค่ำคืนหนึ่งที่ได้เล่าให้ลูกชายฟัง เคยได้ยินประโยคนี้ไหมคะ "เหตุบังเอิญไม่มีในโลก" มีหลายครั้งเหมือนกันในชีวิตตัวเองที่เคยเกิดเรื่องบังเอิญแบบที่รู้สึกว่า มันช่างจะบังเอิญได้แบบตรงใจซะเหลือเกิน

บนโต๊ะอาหารเย็น ในเย็นวันหนึ่ง พวกเรา พ่อ แม่ ลูก นั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน บ่อยครั้งบนโต๊ะอาหารนั้น พ่อก็มักจะถือโอกาสสั่งสอนอบรมระเบียบวินัย มารยาทต่าง ๆ บ้างบนโต๊ะอาหาร และหลายครั้งที่ทำให้อาหารมื้อนั้น ๆ จากมื้อแห่งความสุขก็กลายเป็นมื้อแห่งความอึดอัด ทุกข์ใจ มื้อเย็นวันนั้นก็เช่นกัน

ลูกชายอยากทานน้ำมะพร้าว เดินไปหยิบและมาวางบนโต๊ะ แต่ไม่ทันระวัง ไม่มองให้ดี วางลูกมะพร้าวกระแทกกับลูกมะพร้าวลูกแรกที่มีบนโต๊ะของแม่หกไปเล็กน้อย ดีว่าคว้าไว้ทัน จากนั้นคำพูดในการสั่งสอนอบรมจากคนเป็นพ่อก็ดังขึ้น (อีกแล้ว...นึกในใจ) บรรยากาศบนโต๊ะทานข้าวเริ่มกร่อย เจ้าตัวน้อย ๆ เริ่มทำท่าจะปิดใจที่จะรับฟัง และบ่อยครั้งอีกเช่นกัน ที่ลูกชายนั้นจะให้เหตุผลแบบแถ ๆ ไม่อยากจะยอมรับผิด หากมีกรณีที่พ่อชิงพูดตัดหน้าแม่เช่นนี้ แม่ดาวจะเงียบ เพราะเราแนวคิดและวิธีปฏิบัติค่อนข้างจะต่างกันพอสมควร เราคิดต่างกัน แต่รักและปรารถนาดีต่อลูกเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่คำบ่น ข้อสงสัย ความอยากจะแก้ปัญหา ความขุ่นข้องใจยังคงมีอยู่ ยังคงพร่างพรูออกจากปากผู้เป็นพ่อ เขาอยากให้ลูกเป็นเด็กดี มีระเบียบวินัยมาก ตัวแม่ดาวเองก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ไม่รีบ ไม่เร่ง อาจด้วยมีแนวคิดว่า เด็กแต่ละคนเขาเกิดมาพร้อมนิสัยบางอย่างที่ติดตัวมาอยู่แล้ว เขามีลักษณะเฉพาะพิเศษในแบบของเขา เรารอได้ ไม่ได้ปล่อย แต่ค่อย ๆ ปลูก ค่อย ๆ เสริมสร้างในส่วนที่คิดว่าอยากให้เขามี อยากให้เขาเป็นเพิ่มเข้าไป และเชื่อว่าหลายสิ่งดี ๆ มีในตัวของเด็กแต่ละคนอยู่แล้ว เพียงแต่บางทีอาจยังไม่เติบโตแข็งแรงมากพอที่จะอวดช่อชูดอกผลให้คนอื่น ๆ ได้เห็น ถึงใครไม่เห็นแม่ แต่แม่เห็นและแม่เชื่อว่าลูกจะเป็นได้

มีหลายวิธีการในการปฏิบัติของแม่ ที่พ่อนั้นไม่เข้าใจ ขัดใจ คิดว่าไม่สมเหตุสมผล เหมือนอยากให้แม่ชี้ให้เห็นรับประกันใช้วิธีนี้เห็นผลภายใน......วัน/เดือน/ปี แบบให้แน่ใจว่ามันใช้ได้ผลจริง บอกตามตรงตัวแม่ดาวเองก็ไม่ทราบหรอกว่ามันจะใช่วิธีที่ใช้ได้จริงไหม แค่ลอง ๆ ใช้ไป สักระยะ หากดูว่าไม่ใช่ ไม่ได้ผลเท่าไหร่ ก็จะคิดวิธีใหม่ลองเปลี่ยนไปจนกว่าจะพบวิธีที่คิดว่าใช่สำหรับพวกเรา แต่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดเดิม แค่เปลี่ยนวิธีการประมาณนี้ สรุปจบบนโต๊ะทานข้าว ส้มตำมื้อนั้นไม่อร่อย ขมคอกันเลยทีเดียว ส่วนตัวนั้นก็เสนอให้ผู้เป็นพ่อไปลองคิด เขียนออกมาก็ได้มาวิธีไหนน่าจะดีกว่านี้ แล้วเรามาคุยกันอีกที ดูท่าจะคุยกันตอนนี้ไม่รู้เรื่องแน่ ๆ เพราะมีอารมณ์ผสม และบอกความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่คิดในใจออกไปดัง ๆ ให้ได้ยิน ว่า การทานอาหารร่วมกันคงจะดีหากเป็นบรรยากาศแห่งความสุข ความรัก ความอบอุ่น ไม่ใช่ปล่อยผ่านในการกระทำ แต่เราสามารถพูดสั้น ๆ ได้ และเก็บไว้คุยกันได้อีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวแม่ดาวมักใช้เวลาในตอนก่อนเข้านอนคุยเรื่องราวในแต่ละวันกับลูก

ครอบครัวเรามีความแตกต่างกันหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของความรัก และพยายามถักทอความเข้าใจให้แน่นหนาขึ้นต่อไป หลายครั้งที่ขัดใจกันระหว่างพ่อลูก หน้าที่ในการเชื่อมต่อสายใยความสัมพันธ์ก็คงต้องเป็นแม่นี่แหละ ในหลายพฤติกรรมของลูกที่แม่ดาวอยากแนะนำ หรือบางทีก็ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมนั้น ก็มักใช้นิทานก่อนนอนในการปรับจูน แก้ไข หรือเสริมสร้างพฤติกรรมที่ตนเองอยากให้ลูกเป็นนั้น นิทานก่อนนอนช่วยแม่ดาวได้หลายครั้ง เป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมมากอีกอย่างที่ตนเองนั้นใช้เลี้ยงลูก เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็คิดถึงเครื่องมือนี้อีกเช่นเคย แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ก่อน ก็ไม่รู้ล่วงหน้านี่เนาะ คิดในใจเอาไว้ก่อนยังร้อนกันอยู่ นิทานในสมองตอนนั้นก็ยังไม่มีที่คิดได้ มีบางครั้งเหมือนกัน ที่พอมีเวลาเตรียมตัวบ้าง จะคิดสด ๆ ไว้ในหัวระหว่างอาบน้ำก่อนจะมาเข้าห้องนอนเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่ครั้งนี้สมองคล้ายจะพัง ร่างกายก็เพลียป่วย ๆ อยู่เลยตันไปหมด

เข้าห้องนอนแม่และลูกหยิบนิทานคนละเล่ม ลูก 1 เล่ม แม่ 1 เล่ม ผลัดกันเล่าให้กันฟัง คืนนั้นเข้านอนช้ากว่าเวลาปกติมากพอสมควร ไม่มีเวลาในการพูดคุย กระชับเวลาเป็นนิทานก่อนนอนกันเลย พอดีมีนิทานเล่มหนึ่งเพิ่งซื้อมาจากสวนโมกข์กรุงเทพฯ "นิทานสีขาว" ของดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา คว้ามาฉวยไว้ คงใช้สักเรื่องเล่าให้ฟัง เล่มนี้มี 24 เรื่อง พอถึงตามาแม่ดาวเล่า ก็คว้ามาเปิดสุ่มหน้ากันเลยฮ่าๆๆ จริง ๆ บางทีที่มีเวลาเยอะก็จะให้ลูกอ่านสารบัญและเลือกเรื่องที่ลูกอยากฟัง แต่ครั้งนี้แม่สุ่มเปิด เจอชื่อเรื่อง "เรื่องของ หินอ่อน" อ่านชื่อเรื่องแล้วเดาเรื่องไม่ออกเลยค่ะ ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร อ่านแล้วสะดุด และใจอยากจะอ่านเรื่องนี้ในคืนนี้ให้ลูกฟัง

เรื่องของหินอ่อน

เหตุการ์นี้เกิดขึ้นที่อิตาลี ในวันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งกรุงโรมสร้างเสร็จและเปิดให้คนเข้าชมเป็นวันแรก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีความวิจิตรงดงามมาก พื้นของพิพิธภัณฑ์ปูด้วยหินอ่อนอย่างดี แต่ที่ทำให้ผู้คนฮือฮามากที่สุดเห็นจะเป็นหินอ่อนแกะสลัก รูปม้าขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถงของพิพิธภัณฑ์ หลังจากผู้คนพากันกลับไปหมดแล้ว พื้นหินอ่อนก็พูดขึ้นว่า

พื้นหินอ่อน "นี่แนะหินอ่อนรูปสลัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่มาที่นี่ถึงเอาแต่เหยียบย่ำฉัน ไม่มีใครชื่นชม

ฉันเหมือนที่ชื่นชมเธอเลย"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า " เธอน้อยใจหรือเปล่าน่ะ"

พื้นหินอ่อน " เปล่าหรอก ฉันไม่ได้น้อยใจหรืออิจฉาเธอเลย ฉันดีใจมากที่เธอเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน แค่ไม่

เข้าใจเท่านั้นว่าทำไมเราจึงได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันนักทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นหินอ่อนเหมือนกัน"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า "แล้วเราก็มาจากถ้ำแห่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกันจากทีมงานเดียวกันเสียด้วย"

พื้นหินอ่อน "นั่นน่ะสิ ฉันถึงได้ไม่เข้าใจอยู่นี่ไงล่ะ ความยุติธรรมไม่มีในโลกนี้หรืออย่างไรกันนะ"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า "ใจเย็น ๆ ก่อนจ้ะ พื้นหินอ่อนเพื่อนรัก"

พื้นหินอ่อน "เธอมีคำอธิบายดี ๆ เหรอ"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า "เอาอย่างนี้ เธอจำเวลาที่เขาเอาเราออกมาจากถ้ำและพาไปยังที่แห่งหนึ่งได้ไหม"

พื้นหินอ่อน "ได้สิ เขาพาพวกเราไปยังห้องใหญ่ ๆ แห่งหนึ่งแล้วเราก็ได้พบกับตาแก่คนหนึ่งที่โหดร้ายสุดๆ

ตาแก่นั่นเอาค้อนมาทุบฉันเสียระบมไปหมดทั้งตัว ฉันล่ะโกรธจริง ๆ เลย แข็งขืนต่อต้านเสีย

ยกใหญ่ไม่ยอมให้เขามาทำอะไรฉันได้เลย"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า "นั่นล่ะจ้ะ คือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงเป็นที่ชื่นชมของผู้คน ในขณะที่เธอต้องถูกคนอื่น ๆ

เหยียบย่ำ ทั้ง ๆ ที่เราต่างเป็นหินอ่อนเหมือนกันแท้ ๆ"

พื้นหินอ่อน "เอ๋? เธอยิ่งพูดฉันก็ยิ่งงงนะ"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า "อย่างนี้นะจ๊ะ เพราะเธอต่อต้านเขาเป็นการใหญ่ เขาจะทุบตีดัดแปลงให้สวยงามอย่างไรเธอก็ไม่ยอมเสียทีเดียว เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำอะไรกับเธอมากไปกว่าเอาเธอมารองพื้น แต่สำหรับฉัน ฉันเข้าใจว่าเขากำลังจะทำให้หินอ่อนอย่างฉันมีคุณค่า และแสดงความสวยงามตัวตนออกมาให้มากที่สุด ฉันจึงยินดีที่จะให้เขาใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ กับฉัน ทั้งค้อนทุบ ทั้งเหล็กแซะ และอะไรต่อมิอะไรที่เขาคิดว่าเขาต้องใช้เพื่อทำให้ฉันกลายเป็นหินอ่อนที่มี่คุณค่าขึ้นมาได้"

พื้นหินอ่อน "แล้วเธอไม่เจ็บบ้างหรือ"

หินอ่อนแกะสลักรูปม้า "เจ็บสิ เจ็บจะแย่ แต่ฉันอดทนอดกลั้นมาก ฉันอดทนจนได้รูปร่างที่สวยงามอย่างนี้ และมันก็คุ้มค่า เพราะความอดทนของฉัน ทำให้ฉันกลายเป็นหินอ่อนที่มีความสวยงามและมีคุณค่าให้ผู้คนชื่นชมได้ในที่สุด"

พื้นหินอ่อนเข้าใจแล้ว หากในวันนั้นมันอดดทนให้มากพอ ไม่ย่อท้อต่อความเจ็บปวด วันนี้มันก็อาจจะได้กลายเป็นหินอ่อนแกะสลักที่สวยงามชิ้นหนึ่งเคียงคู่เพื่อนของมันอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เป็นได้

เธอทั้งหลาย...การที่คน ๆ หนึ่งจะเป็นคนดีได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับการขัดเกลาจิตใจและเจียระไนพฤติกรรมจากผู้เป็นพ่อแม่และครูบาอาจารย์เสียยกใหญ่ โดยอาจจะมีวิธีการที่ขัดใจเด็ก ๆ อยู่บ้าง บางครั้งการสั่งสอนของผู้ใหญ่ก็ต้องใช้ค้อนทุบระเบียบวินัยให้เข้าที่ ใช้เหล็กแซะเอานิสัยที่เสีย ๆ ออก ซึ่งในทีแรกเด็ก ๆ มักจะไม่เข้าใจและต่อต้าน แต่เมื่อโตขึ้น เขาจะได้ประจักษ์กับผลงานชิ้นโบแดงที่ผู้ใหญ่สร้างสรรค์ไว้กับเขา เหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีคุณภาพเป็นที่ชื่นชมของสังคม และนำไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด

ระหว่างที่เล่านิทาน แม่ดาวก็มักจะแอบชำเลือง มีสบตา ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่ตัวหนังสือ มีออกท่าทางบ้าง เล่าให้สนุก ลูกก็เพลิดเพลินเจริญใจ ขำกระจายไปกับแม่ เมื่อนิทานจบ ส่งยิ้ม และถามลูกว่า

แม่ นิทานเรื่องนี้ลูกฟังแล้ว ลูกนึกถึงใครครับ

ลูก นึกถึง ป๊า

แม่ (อมยิ้ม มันช่างตรงใจจริง ๆ ) เราใจตรงกันกัน แม่เองก็คิดถึง ป๊าเหมือนกัน

แล้วลูกคิดว่าเมื่อเย็นนี้ ลูกเป็นหินอ่อนแบบไหน

ลูก (ยิ้ม) พื้นหินอ่อน

แม่ แล้วอนาคตลูกอยากเติบโตเป็นหินอ่อนแบบไหน

ลูก หินอ่อนแกะสลักรูปม้า

แม่ อืม....แล้วลูกต้องทำอย่างไร ถึงจะเป็นหินอ่อนแกะสลักรูปม้าได้

ลูก ก็ต้อง อดทน

จากนั้นเราคุยกันต่ออีกนิดหน่อย กอดและหอมกัน ไม่น่าเชื่อว่า นิทานเรื่องนี้จะตรงใจได้ขนาดนี้ อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ว่าไหมฮ่าๆๆๆๆ

ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะต้องปฏิบัติตัวดีได้อย่างใจพ่อเขาเลยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพียงแต่อย่างน้อยปมน้อย ๆ ในใจระหว่างพ่อลูกก็คงคลายออกได้ ลูกดูเข้าใจถึงความปรารถนาดีและความรักของพ่อเข้าได้ชัดขึ้น อันที่จริงเขาก็รู้อยู่ว่าพ่อพูด พ่อบ่นเพราะรัก แต่บางทีความโกรธ ความไม่พอใจ ก็เป็นม่านบังตาเหมือนกัน พาลูกเข้านอนด้วยใจเป็นสุข จากนั้นก็ออกมาคุยกันกับสามีส่งต่อเรื่องดี ๆ นี้ให้เขาฟัง เขานั่งทำงานอยู่นอกห้องนอน เล่าจบผู้เป็นพ่อแอบมีน้ำใส ๆ คลอตาทีเดียวเชียว และก็ผ่านพ้นไปด้วยดีได้อีกวัน

นิทานเรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกว่าเราสามารถใช้ได้หลานสถานการณ์ทีเดียว ใครสนใจวิธีการนี้ ลองดูนะคะ บ้านนี้ใช้แล้วดีจึงบอกต่อจ้า

***ใครสนใจหนังสือนิทานสีขาว มีหลายเล่มนะคะ เล่มนี้เป็นเล่ม 4 สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป ลองสอบถามพนักงานดูได้ เพราะไปเดินในร้านหนังสือก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง หรือใครบ้านใกล้สวนโมกข์กทม. ก็ไปซื้อได้ในศูนย์หนังสือของสวนโมกข์ ล่าสุดเห็นมีครบทุกเล่มนะคะ ใครสนใจลองแวะ ๆเวียนไปดูกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

"เราคิดต่างกัน แต่รักและปรารถนาดีต่อลูกเช่นเดียวกัน"

ขอบคุณเรื่องดีๆที่แบ่งปันมาให้อ่าน

เดี๋ยวไปหาหนังสือมาอ่านบ้างครับ

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วดีมากๆ ครับอาจารย์

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีปีใหม่ครับแม่ดาว

ดูแลสุภาพด้วยนะครับ