ใจยังมีกิเลส

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม 2557

หากใจยังไปในแนวทางกับครูบาอาจารย์ไม่ได้ มันก็อยู่เรียนรู้ด้วยกันยาก

กับใจที่ยังเกิดความรู้สึก ขี้รำคาญ การปลุกเด็กๆ ก็ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมาของใจ

คิดคำครูบาอาจารย์ขึ้นมาก็รู้สึก ละเหียใจกับตนเอง

"พัฒนาคนต้องพัฒนาที่ใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตนเองก่อน"

เพราะหนูก็ยังฝึกตนเองไม่ได้ ใจก็ยังมีแต่ส่งความรู้สึกบังคับเด็กๆออกไป มันก็แย่หน่ะซิ

ออกอาการเผลอไม่ได้เป็นโมโห แค่นี้ศีลข้อหนึ่งก็ด่างพร้อยละ

รับข้าวเสร็จครูเมตตาถามงานที่สั่งให้ไปโหลดบทสวด

ซ่ึงหนูลืม กับซื้อถุงแพ็คขนมที่ ครูบอกให้ซื้อแต่หนูก็โดนกิดลสตัวงงๆเอาไปกินจนพลาดไป

ครูถามย้ำ "ถ้าไม่ตั้งใจก็ไปซะ"

ใจข้างในก็ไหลลงต่ำทันที ความชั่วทำงานเร็วมาก

แต่สารภาพตามตรง ว่าเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่อยากไปไหน

แล้วที่ทำลงไป ก็ไม่ได้แสดงถึง การลง การเชื่อครูบางอาจารย์ แบบนี้มันก็อยู่กันไม่ได้

ครูให้โอกาสไปแก้ไข

น่าเจ็บใจกิเลสแบบครานี้เหมือนเจอโจทย์ยากอุปสรรคเพียบ กินเวลานานมากกว่าจะ หาแผ่น CD หากวิธีโหลด เพราะร้านไม่ได้รองรับ เครื่องคอมตนเองกำลังมีปัญหา ออกอาการจ๋อยเลย

ใช้เวลาไปเกือบ 3 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จกลับมาหาครู

มิหนำซ้ำ ที่ส่งครูไปเปิดไม่ได้ น่าเจ็บใจซะมัด

สมน้ำหน้าตนเอง

ครูชี้ว่า มันนานไป. ใจก็ยังโดนกิเลสตัวเดิมเล่นงาน คือ น้อยใจ

ครูชี้ให้เห็นก่อนกลับว่า มันยังแก้ไขไม่ได้

ซึ่งเรื่องนี้เคยคุยกันแล้ว

ว่า "มันคิดว่าฉันไม่ผิด"

ทำไมไม่รีบแก้ ปล่อยให้มันโต

ครูแก้ให้โดยให้มองและพิจารณา

"ง่ายนิดเดียว ครูไม่เคยคิดร้ายกับใคร มีแต่ช่วย"

คำนี้ช่วยให้ใจหนูคลายออก

ย้ำคำครูมาคิดทวน

"เออเหนาะ ครูไม่เคยคิดร้ายกับใคร

แล้วใจกูที่มันน้อยใจนี่ กิเลสกะเอาไปกินเฉย ซิยอมมันติ"

ขอโอกาสครูเอาใหม่

ครูชี้ว่า กลับไปจะไปทำอย่างเก่าใช่ไหม

"ย้ำลงไปในใจ ไม่ค่ะกับตนเอง ที่เหลือคือ ช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตนเอง"

ครูสอนอีกเรื่องคือ "ไม่ได้สอนให้ทำอะไรสมบูรณ์แบบ แต่สอนให้ทำไปเรียนรู้ไป ปัญหาของติ๋วคือ

ไม่ทำ ไม่พยายาม ไม่เรียนรู้ จบข่าว"

แม้เรื่องการเขียนบันทึก็เหมือนกัน ไม่ตั้งใจ

ครูชี้ให้เขียน "เพื่อให้ทบทวนตนเอง"

ขับรถออกมาแล้วก็ตั้งใจกับตนเองว่า

"วันนี้วันพระ พาพ่อแม่ไปสวดมนต์ที่วัดที่พระพี่ชายบวช เพราะพ่อกับแม่พร้อมและยินดีมากมากที่จะไป"

ครูเมตตาไปเด็กๆ หนูบึ่งกลับบ้าน

ได้เวลาเหมาะเจาะพอดี

ได้ฟังเทศน์หลวงปู่หลังทำวัตรท่านก็ย้ำลงมาในใจให้ว่า

"นี่มันยังไงพระนี่ ไม่เข้ามาหาเรา

เหมือนมันหลบหนีหน้า ไม่รู้ว่าวันทั้งวันอยู่ตัวคนเดียวมันฝึกมันหัดขัดเกลาตนเองไหม

หนีหน้า บ่เข้ามาปานมันทำอะไรผิด รึไปทำอะไรผิดไว้แล้วบ่กล้ามา

สมัยเฮายังฝึกยังหัด ใจนี่มันคิดมันอ่าน

ไปหาครูบาอาจารย์ก็ตั้งอกตั้งใจไปฝึกไปหัด คอยฟังเพิ่น อิหยั๋งเพิ่นบอก

เพิ่นฝึกเพิ่นหัด ให้ จำไว้อันไหนทำแล้วเพิ่นดุด่า ว่ากล่าวตักเตือน

นำมาแก้ไขเจ้าของ

นี่จั๊กอิหยั่ง มีแต่กลัวแต่โกรธ แทนที่มันจะได้ฝึกได้หัดมันจะได้บาปรึได้อิหยั๋งหนอ"

เหมือนคำเทศหลวงปู่ไหลลงมาย้ำในใจหนูว่า

"ให้เร่งแก้ไขใจที่มัน ยังคิดผิดต่อครูบาอาจารย์"

ซึ่งย้ำชัดลงไปในใจถึงแนวทางที่ครูบาอาจารย์ชี้ว่า

"ไปในแนวทางเดียวกัน"

หลวงปู่ชี้อีกว่า

"นั่งภาวนา การภาวนามันสนุกเด้อ สนุกดูใจเจ้าของ

เบิ่งมันลงไป หัวใจเจ้าของนิ ทั้งวันทั้งคืน มันเป็นให้เฮาเบิ่ง"

ทวนเข้ามากับตนเอง

ดูใจตัวเองยังน้อยมาก ภาวนาไปก็อยากเอาแต่สงบสว่าง

ไม่สงบสว่างบางทีก็เอาแต่คิดฟุ้งซ่าน

ยังห่างไกลเรื่องการ ดูใจ ที่มันเป็น มีแต่อยากนั่นอยากนี่ อยากบังคับใจให้ได้สมอยาก มันเลยทุกข์ซ้ำ

ย้ำกับตนเอง เอ๋าอยู่กับครูบาอาจารย์นั่นหมายถึงว่า

"นาทีทองและโอกาสยังมี"

การลงมือทำเต็มที่คือการพิสูจน์

ผลลัพธ์แท้ๆไม่ใช่งานเขียนนี่ แต่มันคือ ใจเจ้าของ

ฝึกได้ ใจกะเย็น ภาวนาเป็นพัฒนาเป็น

มีหลายประเด็นพยายามหยิบมาพัฒนา แต่ตอนแรกก็ยังไม่สมบูรณ์แต่ก็พอได้บ้างเริ่มบ้างละ

อย่างอาหารถวายครู ลงพยายามกับตนเองดู และย้ำเรื่องข้อวัตรและดูใจ ดูกิเลสที่สำคัญต้องตั้งใจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เพียงเพียรพอ



ความเห็น (0)