วิธีตรวจสอบ Smart Phone ที่ผู้ซื้อควรทราบ

นอกจากการตรวจสอบคุณสมบัติ และราคาจำหน่าย ให้ตรงกับความต้องการของเราแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราควรทำก่อนที่จะจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับร้านค้าก็คือ การตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวสินค้าอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่ภายนอกกล่อง ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ภายใน เพื่อให้สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งใจซื้อมาใช้งาน มีสภาพที่สมบูรณ์เต็ม 100% นั่นเอง โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบดังนี้

ขั้นที่ 1 : ตวจสอบสภาพกล่อง


สภาพกล่องจะต้องไม่มีร่องรอยการแกะ หรือบุบเสียหายก่อนจะถึงมือเรา

ขั้นที่ 2 : ตวจสอบสภาพตัวเครื่อง



เมื่อทำการแกะกล่องแล้ว ก็มาตรวจสอบสภาพตัวเครื่องว่ามีร่องรอยในการตกหล่น, รอยขีดข่วน หรือรอยถลอกของตัวเครื่องบ้างหรือไม่ โดยผู้ใช้งานควรจะตรวจสอบทั้งตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ, ขอบตัวเครื่องทั้งด้านบน-ล่าง และซ้าย-ขวา ถ้าสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวนั้นสามารถถอดฝาหลังได้ ก็ควรจะแกะฝาหลัง และตรวจสอบด้านใน พร้อมตรวจสอบแบตเตอรี่ด้วย

ขั้นที่ 3 : ตวจสอบอุปกรณ์เพิ่มเติมต่างๆ ภายในกล่อง


โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วจะประกอบไปด้วย สายหูฟังแบบสเตอริโอ, อะแดปเตอร์สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่, สาย microUSB สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์, คู่มือการใช้งาน และใบรับประกัน ซึ่งส่วนนี้จะสำคัญมากเป็นพิเศษ ดังนั้นผู้ใช้งานควรจะตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกันอย่างละเอียด

ขั้นที่ 4 : ตวจสอบคลื่นความถี่ 3G หรือ 4G


ความถี่ 3G ของแต่ละเครือข่ายในประเทศไทยจะเป็นดังนี้คือ เครือข่าย AIS ใช้คลื่นความถี่ 900/2100 MHz, เครือข่าย dtac ใช้คลื่นความถี่ 850/2100 MHz และเครือข่าย TrueMove H ใช้คลื่นความถี่ 850/2100 MHz

ขั้นที่ 5 : ตวจสอบหมายเลข IMEI


โดยเบื้องต้นแล้วเราสามารถตรวจสอบได้จากข้างกล่อง และนำมาเปรียบเทียบกับเลข IMEI บนเครื่อง โดยสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่เลข IMEI จะอยู่ด้านในใต้แบตเตอรี่ ซึ่งเราสามารถแกะฝาหลัง และนำแบตเตอรี่ออกได้ สำหรับสมาร์ทโฟนที่ไม่สามารถแกะฝาหลังได้นั้น เลข IMEI จะถูกติดไว้ที่หลังของตัวเครื่อง รวมไปถึงการใส่รหัสพิเศษเพื่อตรวจเช็คเลข IMEI ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเข้าไปที่โหมดการโทร และกดรหัส *#06# แค่นี้เลข IMEI ก็จะแสดงขึ้นมาให้เราเห็น

ขั้นที่ 6 : ตวจสอบขั้วแบตเตอรี่


โดยปกติแล้วสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ที่ออกจากกล่อง บริเวณขั้วแบตเตอรี่สีทอง นั้นไม่ควรมีรอยขีดข่วน หรือมีสีอื่นๆ ปะปนนอกจากสีทอง รวมไปถึงรอยไหม้ หรือจุดดำบริเวณขั้วแบตเตอรี่ ทั้งในส่วนของตัวเครื่อง และส่วนของก้อนแบตเตอรี่

ขั้นที่ 7 : ตรวจสอบอาการผิดปกติของเม็ดสีบนหน้าจอแสดงผล


การตรวจสอบนั้นจะมี 2 แบบ อย่างแรกคือ การตรวจสอบ Stuck Pixel โดยการตรวจสอบนี้หน้าจอแสดงผลต้องเป็นภาพที่ดำสนิท เมื่อลองตรวจสอบแล้วจะเห็นเม็ดสีที่แตกต่างไปจากสีดำ ซึ่งเม็ดสีที่เห็นนั้นจะมีทั้งสีน้ำเงิน, สีขาว และสีแดง อย่างที่สองคือการตรวจสอบ Dead Pixel โดยการตรวจสอบนี้ภาพหน้าจอต้องเป็นสีขาวสว่างพอสมควร เมื่อลองตรวจสอบแล้วจะเห็นเม็ดสีที่เป็นสีดำ และถ้าเปลี่ยนภาพที่เป็นสีอื่นๆ ที่ไม่ใช้สีดำแล้ว เม็ดสีนั้นก็ยังคงเป็นสีดำอยู่เหมือนเดิน

ขั้นที่ 8 : เข้าเมนูตรวจสอบ (Service Test) ด้วยรหัสลับของสมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์


ซัมซุง (Samsung) ใส่รหัส *#0*#
โซนี่ (Sony) ใส่รหัส *#*#7378423#*#*
เอชทีซี (HTC) ใส่รหัส *#*#3424#*#*
แอลจี (LG) ใส่รหัส 3845#*รหัสรุ่น# หรือ กด 1809#*รหัสรุ่น#
ออปโป้ (OPPO) ใส่รหัส *#808#
เลอโนโว (Lenovo) ใส่รหัส ####1111#
หัวเว่ย (Huawei) ใส่รหัส ##497613
รหัสของสมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์ข้างต้น จะเป็นรหัสเพื่อเข้าโหมดทดสอบ หรือ Service Test และมีเมนูย่อยเพื่อทดสอบการใช้งานขั้นพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบ Dead Pixel, การรับสัญญาณ, ระบบสั่น, กล้องถ่ายภาพ, เซ็นเซอร์, ระบบสัมผัส, ลำโพง, ปุ่มกด และอื่นๆ ซึ่งฟังก์ชันทดสอบต่างๆ จะมากน้อยต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์จะใส่มาให้มากน้อยขนาดไหน

ขั้นที่ 9: ตรวจสอบแสงลอดบนหน้าจอแสดงผล


เริ่มจากการเปิดกล้องดิจิตอลที่ด้านหลังของตัวเครื่องแล้วทำการนำมือทั้งสองข้างมาบังแสงรอบนอก และสังเกตตามขอบจอว่ามีแสงลอดออกมามาก หรือน้อย เพียงใด ถ้าออกมามากจนเกินไป ผู้ใช้งานก็สามารถแจ้งพนักงานเพื่อทำการเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันที

ขั้นที่ 10: ตรวจสอบระบบสัมผัสของหน้าจอแสดงผล และปุ่มสัมผัส


การตรวจสอบระบบสัมผัสนั้นมีหลายวิธี เช่น การปัดหน้าจอไปซ้าย-ขวา หรือการปัดขอบหน้าจอด้านบน และด้านล่าง พร้อมทั้งทดสอบการแตะหน้าจอขณะเล่นเกม รวมไปถึงการแตะปุ่มควบคุมการทำงานแบบสัมผัส ซึ่งจะอยู่ด้านล่างของหน้าจอ โดยกดปุ่มฟังก์ชัน (หรือปุ่ม Recent Apps), ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ ประมาณ 3-5 ครั้ง

ขั้นที่ 11: ตรวจสอบลำโพง หูฟัง


ทดสอบเปิดเสียงฟังว่ามีเสียงแตกหรือเปล่า

ขั้นที่ 12: ตรวจสอบปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มอื่นๆ


การตรวจสอบนั้นจะต้องลองกดใช้งานดูจริงๆ โดยกดปุ่มเปิด-ปิด เครื่อง, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง หรือปุ่มกล้อง (ถ้ามี) ประมาณ 3-5 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าในการกดปุ่มแต่ละครั้ง ปุ่มจะไม่มีการค้าง หรือยุบลงไปแบบผิดปกติ รวมถึงมีการตอบสนองที่ดี

ขั้นที่ 13: ตรวจสอบกล้องดิจิตอล และไฟแฟลช


ตรวจสอบได้ด้วยการเปิดโหมดกล้องถ่ายภาพ พร้อมกดถ่ายภาพ ซึ่งต้องลองทดสอบแบบนี้ประมาณ 3-4 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ากล้องถ่ายภาพนั้นไม่มีปัญหา ทั้งกล้องด้านหน้า และกล้องด้านหลัง รวมไปถึงลองเปิดใช้งานไฟแฟลชว่ามีแสงแฟลชออกมาตามปกติหรือไม่

ขั้นที่ 14: ตรวจสอบสายชาร์จ และอะแดปเตอร์


สำหรับการตรวจสอบสายชาร์จ หรือสายยูเอสบี และอะแดปเตอร์ นั้นก็สำคัญไม่แพ้การตรวจสอบหูฟังเลยก็ว่าได้ โดยให้นำสายชาร์จ และอะแดปเตอร์มาเสียบชาร์จแบตเตอรี่ของตัวเครื่อง ซึ่งจะมีสัญลักษณ์รูปไฟฟ้าตรงแบตเตอรี่แสดงขึ้นมาที่ด้านบนขวาของหน้าจอ พร้อมทั้งนำสายชาร์จ หรือสายยูเอสบี มาลองเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊ค ซึ่งจะมีสัญลักษณ์รูปการเชื่อมต่อที่ด้านบนขวาของหน้าจอ

ข้อมูลจาก http://www.thaimobilecenter.com/article-2557/how-to-check-your-android-smartphone-before-buying.asp

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เทคโนโลยี ปัจจุบันและอนาคต



ความเห็น (0)