5. วิธีการสอน

จุดประสงค์ในส่วนนี้ทั้งหมดก็คือต้องการจะนำเสนอวิธีการสอนที่ใช้ฝึกทักษะการฟังแบบต่างๆที่นำเสนอข้างต้น โดยที่ผมจะอภิปรายเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ 1. ผมจะนำเสนอทักษะขั้นพื้นฐานในการฟังเพื่อความเข้าใจ 2. กิจกรรมการสร้างภาพร่าง (schemata-building) จะต้องมีอยู่ในการสอนการฟังเพื่อความเข้าใจ 3. นักเรียนจะต้องเรียนรู้ยุทธวิธี (strategies for effective leaning) ในการฟังที่มีประสิทธิภาพ 4. กิจกรรมขั้นหลังการฟังจะต้องบูรณาการกับการพูด, การอ่าน และการเขียน และ 5. นักเรียนควรจะได้เรียนรู้สื่อที่ใช้ภาษาจริง (authentic materials)

1. ทักษะพื้นฐานในการฟังเพื่อความเข้าใจ

1.1 การทำความเข้าใจขอบเขตของคำ (word boundaries) และ รูปแบบที่ย่นย่อ (reduced forms)

ทักษะขั้นพื้นฐาน ก็คือการสอนในเรื่อง 1. ความแตกต่างระหว่างทำนองเสียง (intonation) และต้องรู้ว่าทำนองเสียงแต่ละทำนองมีความหมายว่าอย่างไร 2. การรู้คำเน้นว่าคำใดเน้นที่ตัวอักษรตัวไหน และคำใดไม่เน้นที่ตัวอักษรตัวไหน 3. การทำความเข้าขอบคำเขตของคำ (ซึ่งหมายถึงจุดเริ่มต้นของคำและจุดสุดท้ายของคำ) และรูปแบบที่ย่นย่อ (เช่น because จะออกเสียง ว่า คอส หรือ bet you จะออกเสียงว่า เบ๊ทช่า เป็นต้น)

ในการฟังเพื่อความเข้าใจ ทั้งวิธีการจากก้นสู่ยอดและจากยอดสู่ก้น ใช้ได้ในกรณีการทำความเข้าใจประโยคเท่านั้น หากขาดวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เราจะก็จะไม่ได้ความเข้าใจประโยคนั้นๆได้อย่างถูกต้อง เช่น หากนักเรียนไม่เข้าใจประมาณ 3 คำจาก 5 คำ (จากก้นสู่ยอด) พวกเขาจะไม่สามารถจะเดาการอ้างอิง (inference) ได้ หรือแม้แต่จะใช้ความรู้ที่มีมาก่อนในเดาเนื้อเรื่องได้ (จากยอดสู่ก้น)

Ur (1984) เสนอว่า หากคำใดคำหนึ่งถูกออกเสียงต่างไปในการพูดแบบไม่เป็นทางการ พูดให้ง่ายก็คือ หากคำนั้นแตกต่างจากที่เคยพูดในการพูดแบบปกติหรือเป็นทางการ หรือต่างจากที่เคยได้เรียนรู้ ผู้ฟังอาจฟังคำนั้นแตกต่างไปจากเดิม หรือาจไม่ได้เห็นว่าคำนั้นดำรงอยู่อย่างจริงๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อครูผู้สอนจะได้สอนทักษะเหล่านี้ โดยการใช้ทั้งการสอนแบบเป็นทางการและแบบไม่เป็นทางการ

1.2 วิธีการสอนทักษะพื้นฐาน

ผมจะได้นำเสนอการสอนที่มีอยู่ 2 วิธี วิธีที่ 1 ก็คือ เป็นการสอนที่ใช้หนังสือเป็นหลัก แต่บทสอนมี 2 รูปแบบก็คือ แบบช้า และแบบเร็ว ดูที่ตัวอย่าง

Part 1 Introduction

Conversation บทสนทนา

Listen to each part of the conversation : (จงฟังบทสนทนาในแต่ละส่วน) First spoken with careful (slow) pronunciation (ส่วนแรกจะเป็นการออกเสียงแบบช้า) ; the spoken with relaxed (fast) pronunciation. (อีกอันจะเป็นการออกเสียงแบบเร็ว)

Careful (slow) Pronunciation

Joe: My tooth's driving me crazy

George: Then you've got to make an appointment with a dentist.

Joe: I've got to find one first. I don't have a dentist. (continued)

อีกวิธีหนึ่งเป็นวิธีที่ใช้สื่อการสอนในชีวิตจริง ในกรณีนี้จะมีหลายขั้นตอนที่จะต้องทำ

1. นักเรียนจะต้องฟังสัก 2-3 เที่ยว เพื่อที่จะหาบริบท ในที่นี้ต้องมีรูปแบบย่นย่อและขอบเขตของคำด้วย โดยที่ไม่เห็นบทอ่าน (transcript) ในการใช้วิธีนี้ครูจะต้องช่วยผู้เรียนในการเดาหรือพยากรณ์ โดยอาจถามคำถาม เช่น มีคำอยู่กี่คำ ที่นักเรียนสามารถแยกความแตกต่างได้ (How many words can you distinguish?) หลังจากฟังได้สัก 2-3 เที่ยวแล้ว ครูอาจให้นักเรียนทำงานกันเป็นคู่ นักเรียนแต่ละคนสามารถอภิปรายต่อคู่ของตนว่าสามารถแยกคำได้กี่คำ และสามารถฟังอีกครั้งเพื่อทำให้คำตอบของตนเองได้รับการยืนยัน

2. ต่อมานักเรียนจะได้รับบทอ่าน อย่างไรก็ตามหากมีการจำเป็น ครูอาจมีการสอนเรื่องรูปย่อของคำและขอบเขตคำอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม พวกเราควรจะนึกถึงสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในใจ สิ่งเหล่านี้คือ

1. หากครูเน้นย้ำในเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไร โดยมากแล้ว นักเรียนมีแนวโน้มที่จะฟังทุกคำที่ได้ยิน มากกว่าที่จะฟังเพื่อหาใจความสำคัญ

2. สื่อการสอนต้องไม่ยากเกินไปกว่าความสามารถของผู้เรียน เช่น คำและวลีต่างๆ นักเรียนควรจะได้เรียนก่อนที่จะมีการฟัง

หนังสืออ้างอิง

Koichi Nihei. (2002). how to teach listening