2.2 ทฤษฏีภาพร่าง (schema theory)

แบบภาพร่าง (schemata) หรือตัวบท (script) (คำว่าภาพร่าง หรือตัวบท หมายถึง แผนการที่เกี่ยวกับโครงสร้างที่ว่าด้วยเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ และความสัมพันธ์โดยรวม) มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการบนสู่ล่างในการฟังเพื่อความเข้าใจ H.D. Brown (2003) กล่าวไว้ว่า ความรู้เรื่องปูมหลัง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการฟัง เมื่อต้องประยุกต์ในเรื่องการฟังเพื่อความเข้าใจภาษาต่างชาติ ความรู้ในเรื่องบริบท ปูมหลัง จะเป็นพระเอก Nunan (1999) เคยกล่าวว่า เมื่อผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ภาษาต่างประเทศเป็นการจำเพาะ หากพวกเขาไม่สามารถจะกระตุ้นภาพร่างอันนั้นได้ จะมีความยุ่งยากในการใช้ภาษา

อะไรคือภาพร่าง? Chiang และ Dunkel (1992) อธิบายไว้ว่า หลักเกณฑ์เบื้องต้นของภาพร่าง ก็คือ ตัวบทที่เป็นงานเขียน หรือ ภาษาที่เป็นภาษาพูด ซึ่งตัวบท หรือภาษาพูดไม่มีความหมายในตนเอง จริงๆแล้ว ความหมายก็คือผลของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกของผู้อ่านและผู้ฟัง กับตัวบท หรือภาษาที่ใช้พูด ความรู้เรื่องโลกนี้ก็คือประสบการณ์ทางชีวิต และกระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลสร้างนัยยะ (inference) และสร้างความคาดหวังในเรื่องทั่วไปได้

นอกจากนี้พวกเขาทั้งสองยังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากมีความแตกต่างระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ผู้ฟังจะไม่สามารถใช้ภาพร่าง หรือปูมหลังที่มีอยู่ได้ สุดท้ายก็อาจเข้าใจเจตนาของผู้พูดผิดไปก็ได้

Richards (1987) กล่าวว่า ส่วนใหญ่ของความรู้ในโลกของเรานี้มีการจัดองค์ประกอบด้วยภาพร่างทั้งสิ้น ซึ่งก็หมายถึง ความทรงจำเกี่ยวกับขั้นตอนในสถานการณ์แบบต่างๆที่มีลักษณะเฉพาะ เขาสรุปว่า พวกเรามีภาพร่างของหมอฟัน, ภาพร่างของภาพยนตร์, ภาพร่างของห้องสมุด, ภาพร่างของร้านขายยา, ภาพร่างของโรงเรียน, ภาพร่างของมื้ออาหาร, และอื่นๆมากมาย และภาพร่างเหล่านี้ทั้งหมดช่วยให้เราตีความภาษาที่ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวัน

3. ลักษณะพิเศษบางประการของภาษาพูด

สำหรับเรื่องนี้นั้น เราต้องยอมรับก่อนว่าภาษาอังกฤษที่ใช้ในการพูด แตกต่างจากภาษาอังกฤษที่ใช้ในการเขียน ภาษาที่ใช้ในการพูดนั้นต้องประกอบไปด้วย การลังเล (false start) การปรับเข้ากับลักษณะของสังคม (assimilation) ความลังเล (hesitation) การพูดที่ผิดไวยากรณ์ (ungrammatical utterance) การใช้คำมากเกินไป (redundancy) คำอุทาน เช่น อืม, อึม, และเย เป็นต้น) และการหยุด เป็นต้น ลักษณะทั้งหมดนี้จะปรากฏอยู่ในบทสนทนาอย่างไม่เป็นทางการประมาณ 30%-50% H. D. Brown (2001) เสนอว่า ผู้เรียนภาษาที่สอง จะได้มีการตระหนักรู้ในลักษณะของภาษาพูด (และจะต้องได้รับการฝึกให้คุ้นเคยกับลักษณะภาษาพูดนั้นด้วย) หากพวกเขาไม่มีการตระหนักรู้แล้ว ทักษะการฟังของพวกเขาจะส่งผลในทางลบ และทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะฟังด้วยความเข้าใจได้

หนังสืออ้างอิง

Koichi Nihei. (2002). how to teach listening.