ขอบพระคุณพระองค์ท่าน

ประมาณ 6 - 7 ปีที่แล้ว เจี๊ยบไปหาซื้อหนังสือเก่าจากตลาดนัดแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี หนังสือที่เจี๊ยบเลือกซื้อส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือแนวสุขภาพ เพราะเห็นว่าคุ้มค่าแก่การเก็บสะสม และหนึ่งในนั้นก็คือ หนังสือชีวจิต จำไม่ได้ว่าเป็นเล่มที่เท่าไร แต่เท่าที่จำได้เป็นเล่มเกือบจะปีแรกๆที่หนังสือชีวจิตออกมา

เจี๊ยบอ่านไปเรื่อยๆ จนมาถึงคอลัมน์นึงของหนังสือซึ่งน่าสนใจมาก เป็นการพูดถึงเรื่อง การกล่าว "ขอบคุณ" สิ่งดีๆในชีวิตของเรา เหมือนกับที่ GotoKnow กำลังชวนทุกคนเขียนบันทึกเพื่อขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2557 ตลอดเดือนธันวาคมนี้พอดีค่ะ จึงอยากขอใช้พื้นที่นี้เพื่อ "ขอบคุณ" ใครสักคนนึงเช่นกันค่ะ

หลายปีก่อน เจี๊ยบยังไม่ค่อยรู้จักใช้คอมพิวเตอร์ จึงยังไม่ค่อยรู้จักใช้อินเตอร์เนตมากนัก ตอนนั้นเจี๊ยบจึงใช้จดหมายในการเขียนขอบคุณ (แรงบันดาลใจก็มาจากหนังสือชีวจิตเล่มนั้นแหละค่ะ) ส่วนใหญ่จะขอบคุณเพื่อนๆค่ะ แต่เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา อยู่ๆก็นึกอยากจะขอบพระคุณ " ในหลวง " ถึงตรงนี้คงมีหลายคนว่าเจี๊ยบเพ้อละ...ไม่เลยค่ะ นี่คือสิ่งที่คิดมาตลอดจริงๆ คิดหลายต่อหลายครั้งมาก ร่างใส่กระดาษก็หลายหน แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จเลย เพราะมันติดอยู่แค่เหตุผลเดียวคือ ไม่กล้าหรือกลัว ทุกวันนี้จึงทำได้แต่...คิด...

ที่บอกว่าอยากจะขอบพระคุณพระองค์ท่าน มันก็มีเหตุผลนะคะ เชื่อว่าคนไทยทุกคนที่รักพระองค์ท่านก็มีเหตุผลคล้ายๆกันจากที่เห็นและที่เป็นอยู่ และเชื่อเหลือเกินว่าคงจะมีหลายคนที่กำลังคิดแบบเจี๊ยบอยู่เช่นกัน

สำหรับเจี๊ยบ สิ่งที่อยากจะขอบคุณเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ขอบพระคุณที่พระองค์ท่านได้ให้บรรพบุรุษของเจี๊ยบเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย เพราะปู่ย่าตายายเป็นคนเวียดนามค่ะ เจี๊ยบจึงมีเชื้อสายเวียดนามไปด้วย ถ้าในตอนนั้นไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ก็คงไม่มีพ่อแม่ของเจี๊ยบ พี่ๆและตัวเจี๊ยบเองจนถึงทุกวันนี้ และรู้สึกภาคภูมิใจมากมายเหลือเกินที่ตาก็ได้เคยเข้าร่วมทำสงคราม "กู้ชาติ" รับใช้ผืนแผ่นดินไทยนี้จนได้มีชื่อสลักไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้วยค่ะ

เรื่องที่สองคือ ขอบพระคุณพระองค์ท่านที่ทำให้เจี๊ยบมีชีวิตที่สดใสขึ้นค่ะ ตอนที่เจี๊ยบยังเป็นทารกแบเบาะ ไม่รู้แม่หรือพ่ออุ้มเจี๊ยบแล้วเกิดหลุดมือค่ะ เจี๊ยบก็เลยบาดเจ็บเป็นแผลฉีกเล็กๆที่ริมฝีปาก ทั้งสองพาเจี๊ยบไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอเย็บแผล ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหมอถึงเย็บยาวไปถึงจมูก ลองนึกภาพตามนะคะ ลักษณะจะเหมือนกับเด็กที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ค่ะ ยิ่งเราโตขึ้น ใบหน้าขยายมากขึ้น แผลก็ยิ่งดึงรั้ง โตเป็นสาวก็เริ่มอายเวลามีใครมามองมาจ้องหน้า หมดความมั่นใจเลยและเริ่มกลายเป็นคนเก็บตัว พ่อกับแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ พอเรียนชั้น ม.5 แม่ก็เลยพาไปทำศัลยกรรมที่กรุงเทพ แต่ก็ทำได้แค่บริเวณริมฝีปากเท่านั้น ยังทำอะไรมากไม่ได้ เพราะหมอบอกว่าร่างกายยังไม่โตเต็มที่ จนในที่สุดก็ได้รับการแก้ไขจุดด้วยของตัวเองอีกครั้งเมื่อตอนเรียนจบปี48


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน I LOVE THE KING



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณเช่นกันครับ ;)...

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านบันทึกของเจี๊ยบนะคะ