การใช้กล้องติดไฟฉาย ส่องพระเนื้อโลหะ

ตอนกลับจากกรุงเทพคราวที่แล้ว มีลูกศิษย์ท่านหนึ่ง (คุณวุฒิชัย) ได้มอบกล้องส่องพระติดไฟฉายให้ผมหนึ่งอัน กำลังขยายน่าจะ 60x ใช้ถ่านนาฬิกา 3 ก้อน

ผมก็ไม่เคยใช้ และใช้ไม่เป็น แต่ก็ลองนำมาส่องเล่นๆไปเรื่อยๆ แบบไม่มีเป้าหมายอะไร

แต่ผมว่าแสงจ้าเกินไป บนพื้นที่เล็กเกินไป ดูอะไรก็ยาก ดูได้แต่เนื้อแบบละเอียดๆ ลึกๆ เลยไม่ค่อยได้ใช้ เพราะนึกไม่ออกว่าจะใช้ทำอะไร จึงจะเหมาะสม

จนกระทั่งตอนเย็นวันหนึ่ง แสงไม่ค่อยพอ จึงลองนำมาใช้ส่องพระเนื้อโลหะดู เห็นแล้วตกใจมาก.........

เพราะเห็นสนิมในเนื้อโลหะ พราวทั้งองค์ ครบทุกสี ทั้ง ขาว เขียว แดง ดำ ที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของพระรูปหล่อส่วนใหญ่ ที่มี ทองเหลือง เป็นวัสดุพื้นฐานหลัก เงิน และทองคำ เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่มีสนิม 4 สี่ ดังกล่าวอยู่ในเนื้อ

ต่างจากพระเก๊ ที่มักเป็นทองเหลืองแต่งผิวด้วยสีแดง ดำ ขาว เป็นคราบโปะอยู่บนผิว มิใช่สีสนิมอยู่ในเนื้อ

การส่องด้วยไฟที่กำลังขยายสูง ยังมองเห็นการงอกของสนิมเป็นเม็ดเล็กๆ พราวอยู่บนผิว ต่างจากของปลอมที่เป็นการโปะสีเป็นปื้นๆ

ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ท่านที่ชอบเนื้อโลหะ ควรหากล้องประกอบไฟในการส่องพระดังกล่าวไว้ใช้

แล้วท่านจะสามารถแยกแยะ เก๊-แท้ ได้ทันที ไม่ต้องลังเลนานจนเกินไป

ทั้งนี้เพราะของเก๊ที่มีเงิน และทองคำนั้น จะมีน้อยมาก ถึงแม้จะมี อายุสนิมก็ไม่ได้

ส่วนใหญ่ที่เราเจอก็แค่ ทองเหลืองแต่งผิวเท่านั้นครับ

ง่ายๆ 5555555555555555555555

ถ้าเจอสนิม 4 สีในเนื้อ ก็น่าจะแท้ แล้วมาไล่หาพิมพ์ว่าเป็นพระอะไร วัดไหนอีกที

อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ

พอผมส่งรูปกล้องให้ดู กลุ่มลูกศิษย์บอกว่า ที่คลองถม อันละ 70 บาท ผมเลยขอให้ซื้อให้ 1 โหล

ใครมาเยี่ยมผม คราวหน้า น่าจะได้รับแจกท่านละ 1 อัน หมดก็สั่งมาใหม่

ไม่ยาก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนประวัติศาสตร์จากของเก่า



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

แสงและสีจากหลอดไฟฉายในความเห็นของผม คิดว่าน่าจะทำให้หลอกสายตาเราได้ครับ เช่นมองในตู้เป็ดย่างที่มีหลอดไฟสีนวล มันช่วยทำให้เป็ดดูน่าทาน หรือขับรถผ่านร้านขายข้าวมันไก่ดูอ้วนน่าทาน พอเข้าไปจะสั่งกิน ดูในตู้ไก่อีกที อ่ะ..กลายเป็นไก่พลาสติก ขนาดขายข้าวมันไก่ยังเจอไก่ปลอม นับประสาอะไรกับวัตถุโบราณหรือพระเครื่องมีหรือจะไม่มีปลอม เมื่อ demand มากกว่า supply

คนเล่นพระจึงไม่ส่องพระเวลาพลบค่ำเพราะเจอแต่พระประเภท พระลาวตกรถ เพราะความโลภของเราดีๆนี่เอง ยิ่งส่องดูพระใช้แสงไฟในร้าน ยิ่งมีโอกาสพลาดมาก ผมแนะนำครับ ควรนำออกมาส่องดูในที่ๆมีแสงแดดจะเป็นการดีที่สุดครับ เหมือนเวลานำรถไปทำสี ดูในอู่ก็ว่าสีเหมือนเดิมแล้ว แต่พอขับออกมาดูกลางแดด กลายเป็นสีคนละโทนไปเลยครับ

ยิ่งไปใช้กล้องจีนแดงซื้อมาจากคลองถม เลนส์เป็นพลาสติกไม่ใช่ทำจากแก้ว ยิ่งไปกันใหญ่ จะซื้อของทั้งที อย่าขี้เหนียวรอรับแจกจากอาจารย์แสวงอยู่เลยครับ ของฟรี ดีๆไม่มีในโลก เช่นเดียวกับหวังพระสมเด็จฯ ราคาขนมนั้น ยากมากๆครับ ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์มากๆ อ่านหนังสือของอาจารย์แสวงหลายๆรอบ ก่อนเข้าสนามนะครับ..โชคดีทุกท่าน ขอบคุณที่ฟังเสียงบ่นเช้าๆ..สวัสดี.

เขียนเมื่อ 

ถูกต้องครับ แสงไฟไม่ว่าจากนีออน (ฟลูออเรซเซนท์) หรือจากหลอดต่างๆ ยังไงก็สู้แสงจากธรรมชาติที่มาจากดวงอาทิตย์ไม่ได้ครับ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีแสงซะเลย ไอ้แสงทึมๆนีแหละตัวดี บางทีเล่นเอาเซียนตากลับส่องเก๊ เป็น แท้ ส่องของแท้ ตีเก๊ ซะฉิบ เล่นเอาเจ้าของพระด่าพรึมไปเลยก็มี ยิ่งในงานประกวดที่มีไฟสลัวจาก ดาวไลท์ หรือในสนามพระติดแอร์ ทำเอาเซียนกลายเป็นคนและก็เสียคนมาเยอะแล้ว อิ..อิ..

เขียนเมื่อ 

ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคนครับ สำหรับกลุ่มเพื่อนในวงการผม ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะใช้มานานราว2-3ปีแล้ว ขึ้นอยู่กับทักษะและความรู้ในการใช้เครื่องมือครับ กล้องแบบนี้เดิมใช้ในวงการjewelry มีไฟและสามารถปรับกำลังขยายได้ครับ หลอดไฟเป็นหลอดพิเศษครับเป็นหลอดที่ให้อุณหภูมิสีแสงใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติครับ เป็นกล้องไมโครสโคปชนิดหนึ่งครับ พวกผมใช้กันมานานแล้วและพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสม เพียงแต่ใช้กันในกลุ่มเท่านั้นและปกปิดวิธีใช้ที่เหมาะสม. ทำให้ได้เปรียบเมื่อเดินหาของในตลาดกลางคืนเช่นคลองถม ตลาดขลประทาน ตลาดรถไฟ เป็นการลดข้อจำกัดเรื่องการเล่นพระพลบค่ำของอจ.ในวงการพระเครื่องรุ่นเก่า ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีสีแสง รู้ว่าแหล่งกำเนิดแสงในกล้องดังกล่าวให้สีผิดเพี้ยนจากสีที่มาจากแสงธรรมชาติอย่างไร รู้เรื่องอุณหภูมิสีแสงครับ ความจริงก็รออจ.แสวงมาตอบ เพราะต้องการดูว่าอจ.จะใช้วิธีการใดมาอธิบายให้นักเรียนที่มีความรู้แตกต่างกันมากในระบบเปิดเช่นนี้ จึงนิ่งเสีย และจะดูว่าจะมีนักเรียนท่านใดมีภูมิปัญญาที่จะนำความรู้นอกวงการพระเครื่องมาปรับใช้ เหมือนที่อจ.แสวงนำความรู้ในวงการธรณีวิทยาเรื่องการเกิดหินงอกหินย้อยมาปรับใช้กับพระเนื้อผงในพระตระกูลสมเด็จ และผมได้เข้าไปให้ความเห็นแบบปุจฉา-วิสัชนากับท่านอจ. โลกกว้างครับ สิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ มนุษย์ที่ไม่หยุดคิดสามารถทำให้เป็นไปได้ทั้งนั้นครับ ต้องใช้เทคนิคการถ่ายภาพของวงการถ่ายภาพมาปรับใช้และทดลองเปรียบเทียบสีที่เห็นในสภาพแสงที่แตกต่างกันจากแหล่งกำเนิดแสงที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะนะครับ เหมือนกับกล้องถ่ายภาพก็จะมีโหมดปรับแหล่งกำเนิดแสงให้เหมาะสมที่เรียกว่าไวท์บาลนซ์ มีแต่ผู้ที่หยุดเรียนรู้และหยุดพัฒนาเท่านั้นที่ทำไม่ได้ ลูกศิษย์ผมหลายๆคนก็พกกล้อง2 ตัว และเปลี่ยนมาใช้กล้องให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ตามความรู้ที่แต่ละคนมีครับ พออจ.แสวงนำความรู้นี้มาสอนก็เลยปล่อยให้ท่านอธิบายไป เพราะในเวปนี้ผมยกให้ท่านอจ.แสวงเป็นอจ.ผมครับ และในฐานะลูกศิษย์ก็มาชี้แจงแทนท่านอจ.ว่าใช้ได้จริงครับ แต่ต้องรู้จักเครื่องมือและวิธีใช้ด้วยครับ แล้วลูกศิษย์ที่นำกล้องแบบดังกล่าวไม่ทราบว่าเป็นลูกศิษย์อจ.แสวงที่เคยไปพบผมหรือเปล่า และได้เห็นกล้องชนิดนี้ในคราวนั้น ถ้าใช่ก็น่าจะถามวิธีใช้เครื่องมือจากผมในคราวนั้นเลยก็ได้ จะได้ไม่เสียเวลาในการหาคำตอบ การถ่ายรูปพระเครื่องบางประเภท ผมพัฒนามาถึงขั้นที่ไม่ต้องใช้การปรับโพกัสเลย และที่สำคัญไม่ต้องใช้กล้องถ่ายรูปก็ถ่ายรูปพระเครื่องได้ ใช้เทคนิคเฉพาะนี้มาเป็น10 ปี ก็ยังไม่เห็นคนในวงการพระเครื่องพัฒนาเทคนิคนี้มาใช้เลย ผมถึงสอนลูกศิษย์ผมทุกคนว่าอย่าหยุดการเรียนรู้ การสอนของผมเป็นแนวพุทธะเรื่องมงคล38 หัวข้อเรื่องพหูสูต ดังนั้นอย่าตัดสินอะไรจากความรู้ที่ท่านมีอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่ท่านทำไม่ได้คนที่สามารถทำได้ยังมีครับ เพียงแต่เขาจะบอกหรือไม่เท่านั้นเอง ตอนนี้นักเรียนทั้งหลายคิดออกหรือยังว่าผมถ่ายรูปพระเครื่องอย่างไรโดยไม่ใช้กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์ชิ้นนี้รู้จักกันดีเรียกว่า"สแกนเนอร์" ใช้ในวงการคอมมายาวนานร่วม20-30แล้วครับ ส่วนวิธีใช้ก็ขอให้นักเรียนทั้งหลายลองใช้สติปัญญาไตร่ตรองดูและพัฒนาเป็นเทคนิคเฉพาะตนนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจากลูกศิษย์อจ.แสวงครับ

เขียนเมื่อ 

อีกอย่างครับ นักเรียนทุกท่านใช้กล้องดูอะไรในพระองค์หนึ่ง ถ้าท่านใช้หลักการดูพระตามในเวปนี้ปัญหาเรื่องสีที่ผืดเพี้ยนนั้นแทบไม่มีผลเลยนะครับ ยกเว้นพระฝีมือดีจริงๆเท่านั้น เพราะเราดูที่การพัฒนาของเนื้อนะครับ ไม่ใช่ดูที่สี พระเนื้อโลหะเราก็ดูการสนิมที่มีลักษณะผสมผสานกัน สีที่เราเห็นอาจจะเพี้ยนไปบ้าง แต่ลักษณะการเกิดสนิมต้องไม่เพี้ยนครับ สีที่ใกล้เคียงกัน ก็มีความต่างกัน เป็นเฉดสีครับ มีอ่อนมีแก่ ไม่ใช่สีที่เสมอกันโดยเด็ดขาด ถ้าท่านทั้งหลายยังใช้สีเป็นตัวตัดสิน นั่นย่อมบ่งบอกว่าท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจในหลักการดูการพัฒนาของเนื้อนะครับ ลองกลับไปอ่านและค่อยๆทำความเข้าใจครับ สิ่งที่นักเรียนทุกคนมีคือความรู้ แต่ที่ขาดคือความเข้าใจที่จะนำความรู้นั้นมาใช้และปรับให้เหมาะสม เรียนมาตลอด รู้โดยตลอด นั่นเป็นแต่การท่องจำเท่านั้น หาใช่ความเข้าใจ ระบบการศึกษาของเรา สอนให้จำ แต่ไม่สอนให้คิด เราถึงถดถอยลงตลอด การให้ความรู้ใครก็สามารถให้ได้ เพราะไปเอาจากตำรามาสอนกัน แต่การให้ทานทางปัญญานั้นทำได้ยากกว่ากันครับ เพราะต้องให้แนวคิด วิธีการคิดและปลูกฝังให้เกิดความหลากหลายและลดอัตตาลง ซึ่งเป็นหลักของพุทธะโดยตรง ให้ใช้สติและการพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบถึงจะเป็นผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง...สวัสดีมีชัยทุกท่า