ศึกษาดูงานที่ " ARBUTUS MIDDLE SCHOOL"
APRIL 29,2014
SIRIRAT NAKIN*
"ความใส่ใจที่แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ จะถูกสัมผัสได้ด้วยหัวใจ"
วันนี้มีโอกาสได้ไปศึกษาดููงาน ที่โรงเรียน Arbutus Middle School ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียเท่าใดนัก เดินไปประมาณ 15 นาที และได้พบกับครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้ การต้อนรับของท่านก็แตกต่างจากบ้านเราคือ ครูใหญ่จะออกมารับคณะดูงานด้วยตนเอง พาเดินชมห้องเรียนอธิบายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน จำนวนนักเรียนและครู ห้องเรียนแต่ละห้องถูกจัดไว้อย่างเป็นสัดส่วนทั้งเด็กปกติ และเด็กพิเศษประเภทความพิการด้านสมอง ออทิสติก รวมทั้งอธิบายข้อสงสัยตลอดการเดินศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในครั้งนี้ ไม่มีครูคนไหนที่ต้องหยุดสอนมาต้อนรับคณะดูงาน ไม่ต้องออกมาชงกาแฟ บริการคณะและยิ่งไปกว่านั้นคือนักเรียนก็เรียนตามปกติไม่ต้องมีการปิดเรียนเมื่อมีคณะเข้าศึกษาดูงาน หรือแตกตื่นกับการต้อนรับ ทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนที่เขาให้ความสำคัญกับหน้าที่ตรงหน้ามากกว่าบุคคลที่สนใจเข้ามาดูงานมากกว่า นั่นก็คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วเพราะการศึกษาสำคัญที่สุด การลำดับความสำคัญของครูใหญ่ทำได้ดีทีเดียว...
ห้องเรียนห้องแรกที่พวกเราคณะนิสิตปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้เข้าไปเห็นคือ ห้องศิลปะซึ่งเป็นห้องเรียนที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์การเรียน การตกแต่งห้องจากชิ้นงานของนักเรียน จำนวนชิ้นงานแตกต่างกันออกไปหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับเนื้อหา หรือวิชาที่สอนไปแล้วนำมาประดับประดาไว้ตามมุมต่าง ๆ ของห้องเรียน ทำให้เห็นฝีมือของนักเรียนที่สวยงามแตกต่างกัน และจำนวนนักเรียนก็ไม่มากเกินไป เพียงพอต่อขนาดของห้องเรียนนั่งเรียนได้สบาย ไม่แออัดเหมือนบ้านเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ Learning ของผู้เรียนที่สนใจการเรียนถึงแม้จะมีผู้เข้าไปศึกษาสังเกตเขาเพียงไม่กี่นาที เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจเรามากเท่าใดนัก เพราะยังคงสนใจในสิ่งที่ครูสอนอยู่มากกว่าก็ว่าได้ ดังนั้น สิ่งที่ครูสอนต้องมีความหมายต่อผู้เรียนมากมายทีเดียว งานศิลปะคงจะสร้างสรรค์ความคิด จิตนาการและพัฒนาฝีมือเขาเหล่านั้นได้อย่างแน่นอนสังเกตจากชิ้นงานตามมุมในห้องเรียนแล้วรู้สึกประทับใจในความเพียบพร้อมของห้องเรียนที่อยากให้บ้านเราเป็นระบบ ระเบียบ พร้อมใช้แบบนี้บ้างเหลือเกิน แลดูสะอาดตายามได้สอดส่องไปเห็นแล้วน่าชื่นชมกับการตกแต่งห้องเรียนให้มีความหมายต่อผู้เรียนจริงๆ
ห้องต่อมาเป็นห้องดนตรี เมื่อเข้าไปถึงก็ได้พบว่าเด็กๆ กำลังฝึกเล่นดนตรีกันอยู่โดยมี Coach ก็คือครูของเขานั่นเอง ถึงแม้พวกเราจะเข้าไปแต่ก็ไม่มีการหยุดสอน หยุดเล่นต้องมาชะงักทักทาย ทำความเคารพพวกเรา เด็กๆและครูก็ยังคงเรียนและสอนกันตามปกติ ทำให้เราได้เห็นและประทับใจอย่างมาก ว่านั่นไม่ใช่การแสดงแต่เป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงมีคณะเข้ามาเยี่ยมชมโรงเรียน ความประทับใจเหล่านี้ถ้าเราเปลี่ยนวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของบ้านเราได้ตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา ลงมาถึงครูได้บ้างก็คงดีกว่านี้ ครูก็ไม่เหนื่อยเกินไป ผู้บริหารก็ใส่ใจในโรงเรียนของตนเอง สังเกตได้จากการทักทายนักเรียนพิเศษคนหนึ่งที่เราพบเห็นระหว่างทางที่เขาเดินสวนกับครูใหญ่ แล้วครูใหญ่เรียกชื่อพูดทักทาย Say Hello แบบเป็นกันเอง ด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ถ้ามีครูใหญ่แบบนี้ในโรงเรียนของเมืองไทยคงจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ความหวาดกลัว น่าเกรงขามไปได้เลยทีเดียว แต่จะเป็น New Principal ที่เปลี่ยนบุคลิกภาพไปเลย ดูอบอุ่นเป็นกันเอง หรือเราคงจะได้แต่หวังว่าวันหนึ่งจะเป็นเช่นนั้นบ้าง
ห้องเรียนที่สามที่เราได้เห็นเพียงแค่ชั่วพริบตาเพราะไม่อยากรบกวนเด็กๆ นานคือห้องเรียนสำหรับเด็กพิเศษ ที่เราได้สังเกตเห็นว่าก็ไม่ต่างจากบ้านเราคือจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนปกติ แต่มีครูที่ดูแลเด็กได้เฉพาะทางและให้ความใส่ใจมากโดยร่วมมือกันตั้งแต่ พ่อแม่ ครู และทุกคนในโรงเรียน เลยเข้าใจทันทีว่าแตกต่างแต่ไม่แบ่งแยกเพราะครูใหญ่เล่าให้ฟังว่ามีครูพิเศษที่เข้ามาดูแลเด็กๆในส่วนนี้และมีงบประมาณเฉพาะเข้ามาจัดสรร บริหารอีกด้วย ความสำคัญของการดูแลอาจจะแตกต่างจากบ้านเราตรงที่การดูแล ระบบการจัดงบประมาณ และความใส่ใจของครูใหญ่ที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดและเป็นธรรมชาติจริงๆ
ถัดมาห้องที่เราได้เข้าไปชมก็คือ ห้องเรียนทำอาหาร คุณครูกำลังสอนเด็กๆทำขนมมัฟฟิน เด็กๆทุกคนให้ความสนใจมากและครูเองก็ดูท่าทางสนุกกับการสอน และการทำขนมด้วยเช่นกัน เราได้เห็นห้องเรียนที่มากกว่าวิชาการ ความรู้แต่คือทักษะ สมรรถนะที่เขาจะได้ทำจริง ใช้จริงในชีวิตประจำวันนั้นก็สำคัญไม่แพ้กันเลยทีเดียว เห็นแววตาเด็กๆ ถ้าเขาสนใจอะไรเขาไม่อยากจะหันไปสนใจสิ่งอื่นที่มีความหมายที่อยู่ตรงหน้านั้นเลย หากเราสอนความรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียนก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว ถ้าครูไทยเราทำได้เช่นนี้ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว หากการเรียนการสอนที่มอบให้ครูรับผิดชอบและทำงานหน้าเดียวโดยที่ไม่ต้องมีภาระอย่างอื่นมาให้ครูรับผิดชอบมากไปกว่าการสอนก็คงจะดีกว่านี้ การเรียนการสอนก็จะมีประสิทธิภาพ เน้นผู้เรียนที่ได้ความรู้และทักษะที่จะนำสิ่งที่เรียนมาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
และห้องสุดท้ายที่ประทับใจมากคือห้องเรียนช่างเทคนิค มีการจัดการเรียนการสอนวิชาช่าง เช่นการออกแบบต่างๆ โดยมีเครื่องมือที่เด็กๆสามารถประดิษฐ์ชิ้นงานได้เอง น่าสนใจทีเดียวกับการกล้าให้เด็กใช้เครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นทักษะล้วนๆที่ต้องฝึก ต้องเรียน ต้องให้ความสำคัญและสนใจว่าเขาจะออกแบบอะไร เห็นจุดเด่นหรือข้อด้อยตรงไหนบ้างจากชิ้นงาน บางคนก็ทำเป็นบล็อกสำหรับใส่หนังสือ ทั้งเจาะทั้งเลื่อยทั้งตอกกันเลยทีเดียว ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ล้วนทำได้เหมือนกับห้องเรียนทำอาหารที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าเขาสนใจเขาจะทำได้ดี ครูผู้สอนก็อยู่ในห้องเรียนกับเด็กๆ ตลอดเวลาและอย่างน้อยก็มีครูถึงสองคนต่อหนึ่งห้องเรียน สำหรับห้องเรียนงานช่างนี้จำเป็นจะต้องมี Coach ฝึกที่ดี ชี้แนะ ตรวจสอบ และคอยสำรวจว่าผู้เรียนมีปัญหาอะไรระหว่างการประดิษฐ์ชิ้นงานนั้นๆ
ขอย้อนกลับไปอีกห้องหนึ่งคือห้องเรียนกีฬา เด็กๆได้เรียนแบดมินตัน ซึ่งเราไม่ค่อยเห็นในห้องเรียน เพราะส่วนใหญ่เป็นการเล่นแบบกิจกรรมอดิเรกเสียมากกว่า แต่ที่นี่เป็นวิชาหนึ่งเลยที่ต้องเรียนและเด็กๆก็ดูจะสนุกสนานกับกิจกรรมนี้เสียด้วย เราเข้าไปในห้องเรียนที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ยังไม่เห็นเด็กๆคนไหนไม่ค่อยใส่ใจ หรือเล่นซนเลย หรืออาจะเป็นได้ว่าเวลาเรียนก็คือเรียน เรียนๆอย่างจริงจังเสียด้วย เมื่อถึงเวลาพักเด็กๆก็วิ่งเล่น พูดคุยตามประสาเหมือนกันนั่นเอง เป็นระบบระเบียบเรียบร้อยดี แต่เราอยากรู้ว่าๆเด็กๆเขามีทัศนคติต่อโรงเรียนเขาอย่างไรบ้าง ตรงนี้มากกว่าที่เราจะหาคำตอบมาว่า เขามีความรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนของเขาและเขามีส่วนร่วมอะไรในโรงเรียนของเขาบ้าง ถ้าได้คำตอบมาคงจะดีไม่น้อยทีเดียว....

ที่นี่น่าสนใจนะครับ
อาจารย์ยังไม่กลับมาใช่ไหมครับ