Cultural Study

ศึกษาเรียนรู้....วัฒนธรรมต่างแดน

สิริรัตน์ นาคิน*

นิสิตปริญญาเอก

สาขาหลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

"ตื๊ด ๆ ๆ เสียงดังมาจากที่นั่งด้านหน้าประตู ทำไมมีเสียงดัง... !"

บ่อยครั้งที่ผู้เขียนได้ยินเสียงนี้ก็แปลกใจแต่ไม่นานก็หายสงสัยเพราะได้รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีคนพิการนั่งรถวีลแชร(Wheelchair)ขึ้นมาบนรถเมื่อไหร่ก็จะมีเสียงนี้ดังทุกครั้ง และทุกคนจะลุกออกจากที่นั่งตรงนั้นทันทีเพื่อให้เขานั่ง รวมกระทั่งคนชรา เด็กที่ทุกคนจะลุกให้นั่งเสมอ แม้บางครั้งประสบการณ์ใหม่อีกมากมายที่เราต้องเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมดีดีเหล่านี้"

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมต่างแดน ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่จะศึกษาเรียนรู้อย่างไร ทำความเข้าใจและปรับวิธีคิดที่ได้รับมานั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไรกันคงเป็นเรื่องที่ยากกว่า เพราะส่วนใหญ่เราเลือกที่จะเรียนรู้รับเข้ามา แต่ไม่ได้เลือกที่จะปฏิบัติตามกันเท่าใดนัก เพราะเห็นได้จากเมืองไทยก็นำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้กันเยอะมากมาย ทั้งวัฒนธรรมดีๆที่ได้ซึมซับก็มีแต่อยู่ที่เราจะนิยมเลือกใช้กันมากกว่า หากจะให้ก่อเกิดเป็นอุปนิสัยคงต้องใช้เวลาพอสมควรในการปลูกฝัง เพราะการที่เราจะสำนึกในรากเหง้าของตนเองนั้นได้อย่างยาวนาน คือการถูกหล่อหลอมปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัยเป็นนิสัยที่ดีติดตัวมาตั้งแต่เล็กจนโต และการยอมรับกับวัฒนธรรมดั้งเดิมโดยไม่โอนอ่อนเปลี่ยนแปลงไปตามโลกตะวันตกนับเป็นเรื่องที่ดีงาม เฉกเช่นเดียวกับวัฒนธรรมชองคนประเทศแคนาดาที่จะยกตัวอย่างบ้างเป็นครั้งคราวระหว่างการเขียนแลกเปลี่ยนเพื่อให้ท่านได้คิดตามหรือขัดแย้งก็เป็นได้ แต่ไหนเลยจะไม่ปรับความคิดและค่านิยมดีมาไว้บ้างคงจะไม่ได้เสียแล้ว

ครั้งหนึ่งจากประสบการณ์ในเมืองวิกตอเรีย ประเทศแคนาดา หลายคนอาจจะเคยไปมาบ้างแล้วก็คงนึกภาพออกถึงความอบอุ่น เป็นกันเองตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยจนถึงเรื่องสาธารณะ บ้างก็ได้รับสิ่งดี ๆ บ้างก็ได้รับความไม่คุ้นชิน แต่ไม่เป็นไรโลกของเรา เราเลือกมาแล้วเราก็ต้องยอมรับที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะเปลี่ยนความคิดให้เข้าใจโลกเข้าไว้ก็เท่านั้นเอง ภาพที่เห็นของวิถีชีวิตชาวแคนาดาไม่ต่างกับเราตรงที่วันหยุดมักให้เวลาอยู่กับครอบครัว การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาเพราะวันที่เดินทางมาถึงต้องพบโฮสต์ก่อนและเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ก่อนที่จะไปเรียน แค่เรื่องง่ายๆ บางครั้งมันก็ยากได้ ภาษาเพื่อการสื่อสารที่เรามองข้ามไปเพราะเราหลงลืมไปว่าที่นี่มีผู้คนจากต่างชาติ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกันดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตในแต่ละวันและที่พลาดไม่ได้คือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ได้สนทนากันแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นไม่พอหากแต่เลือกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจเข้าด้วยแล้วนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจ การทักทายเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่เราไม่เคยรู้จักกับเขาเสียด้วยซ้ำมีความเป็นกันเอง ขอใช้คำว่า Friendly มากๆ สำหรับคนที่นี่ แต่สิ่งที่เห็นแล้วสะดุดตาคือคนพิการที่มักเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ขึ้นรถเมล์เอง การช่วยเหลือตัวเอง แม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันอาจดูเหมือนคนทั่วไป ส่วนที่บ้านเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารส่วนใหญ่แล้วจะทานพร้อมกันทุกครั้งในครอบครัว ได้พูดคุยกัน สนทนาเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน สังเกตถึงความใส่ใจในการแนะนำนักศึกษาที่เข้ามาเรียนที่วิกตอเรีย บางคนดูแลดีมากๆ ถึงกับมารับบ้าง ส่งบ้างในบางครั้ง หรือวันหยุดอาจพาคุณไปเที่ยวศึกษาธรรมชาติ กิจกรรมที่เขาทำก็น่าสนใจบางคนออกไปช๊อปปิ้งทั่วไป แต่บางคนชอบอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งก็ได้เรียนรู้ไปอีกอย่างหนึ่ง และเรื่องที่สำคัญที่จะไม่เล่าไม่ได้คือความสะอาดมาก ๆ ถนนสีเขียวทุกเส้นทาง ร่มรื่น ทุกแห่งที่สายตาพอเล็ดลอกมองออกไปได้ เขาเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขยะแทบไม่เห็นบนพื้นถนนเสียเลย เพราะการทิ้งขยะไม่ใช่ทิ้งอย่างเดียวแต่ต้องทิ้งและแยกประเภทขยะทุกครั้งเป็นการฝึกอุปนิสัยที่ดีไปในตัว การเลือกทิ้งที่ถูกประเภทเพราะการนำไปรีไซเคิลได้อีกเขาให้ความสำคัญมากไม่ว่าที่มหาวิทยาลัย หรือว่า homestay ที่นักศึกษาพักอยู่ด้วย ความสะอาดที่ต้องพึงฝึกปฏิบัติให้ติดตัวเลยคือการใช้ห้องน้ำ ทุกคนต้องรักษาความสะอาด เมื่อคุณใช้ห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องกลับไปสำรวจดูว่าสะอาดหรือไม่ ไม่เพียงเท่านั้นต้องเช็ดทำความสะอาดส่วนที่เปียกให้แห้งราวกับว่ายังไม่ได้ใช้ห้องน้ำเลยก็ว่าได้ และการมีข้อจำกัดเรื่องการอาบน้ำไม่ควรเกิน 10-15 นาที อีกเรื่องหนึ่งที่เราก็ต้องเรียนรู้ สิ่งที่อยากแลกเปลี่ยนคือบางข้อเราก็เคยเห็นเคยปฏิบัติแต่เพียงแค่ชั่วคราวไม่จริงจังเหมือนเขาก็เท่านั้น หากเราละเลยก็กลายเป็นนิสัยที่คุ้นชินทำบ้างไม่ทำบ้างก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่หากเราฝึกปฏิบัติและต้องทำโดยตนเองอยู่อย่างต่อเนื่องก็จะปลูกฝังนิสัยที่ดีๆเข้าตัวจนสามารถถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆต่อไปได้ เทียบเคียงกับความรู้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น วัฒนธรรมเหล่านี้ต้องศึกษา สังเกต และสัมผัสด้วยตนเองจึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้

ความประทับใจของการใช้ชีวิตในวิกตอเรีย คือ ผู้คนที่มีไมตรี คุณลองเดินข้ามถนนทางม้าลายเท่านั้น รถทุกคันก็พร้อมจะจอดให้คุณ แม้กระทั่งเขาเห็นคุณยืนอยู่ระยะไกลก็ตาม ความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัย การให้ที่เป็นสิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ในที่สาธารณะไม่เฉพาะแต่ที่บ้านเท่านั้น พนักงานขับรถเมล์เมื่อเห็นคนพิการกำลังจะลงรถถ้าเขาช่วยเหลือตัวเองลำบาก พนักงานคนนั้นจะลุกออกมาช่วยเหลือทันที เป็นอะไรที่ประทับใจสำหรับผู้เขียนเพราะมากกว่าแลกเปลี่ยนแต่เชื่อว่าถ้าใครได้เห็นได้สัมผัสจะรู้สึกได้ดีกว่าการบอกผ่านอย่างแน่นอน เพียงแค่เราไม่หลงลืมสิ่งดีงามรอบๆกายเท่านั้นเอง แม้ว่าการใช้ชีวิตในวันหยุดผู้คนส่วนใหญ่ก็ออกมาเดินเล่น วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือพาสุนัขออกมาเดินก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันตามอัธยาศัย บ้างก็นั่งจิบกาแฟที่ coffee shopใกล้บ้าน บ้างก็ปลูกต้นไม้ทำสวน วิถีชีวิตบางอย่างก็คล้ายๆกับคนไทยแต่อะไรกันเล่าที่เขาถ่ายทอดความมีมารยาท ความมีน้ำใน ความสุภาพ และเป็นกันเองได้ออกมาอย่างชัดเจนมิใช่แสร้งทำ เขาปลูกฝังกันอย่างไรถึงได้มีพลเมืองที่ดีแบบนี้ทุกมุมที่เราพบเห็น รถเมล์ทุกคนที่เรานั่ง และทุกสถานที่หรือโอกาสที่เราได้สัมผัส อะไรกันทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่ไม่ว่าจะอันดับที่ 9 ในเวลานี้หรือว่าปีไหนๆ จะเปลี่ยนไปเป็นอันดับที่เท่าไหร่ก็ได้กลิ่นอายความน่าอยู่ น่าอบอุ่น สมกับที่หลายๆคนบอกว่าอยากมาเพียงแค่เอ่ยชื่อหรือเห็นภาพบ้านเมืองที่เราแลกเปลี่ยนผ่านการสื่อสารบนโลกออนไลน์ เรื่องราวเหล่านี้ครูอย่างเราคงทำหน้าที่รับมาและถ่ายทอดต่อไป รวมทั้งปลูกจิตสำนึกแบบพิเศษคือต้องหยั่งรากให้ลึกถึงรากเหง้าจิตวิญญาณของคนผู้หนึ่งที่พึงทำได้ เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ล้วนซึมซับได้พร้อมๆกันทั้งสิ่งที่ดีและเสียแต่แค่เราหย่อนสิ่งดีๆลงไปลึกๆเข้าแล้วอย่างไรเสียก็จะกลบอุปนิสัยที่แย่ๆได้เอง ถ้าเราเลือกที่จะใส่ลงไปทุกวันๆ แต่ความยากอยู่ที่เราจะท้อหรือไม่เท่านั้นเอง ..... ถ้าเรามองภาพอนาคตพลเมืองเล็กๆในประเทศไทยเป็นแบบนี้ก็จะสามารถขยายถ่ายทอดวัฒนธรรมที่ดีงามออกไปสู่พลเมืองของโลกอย่างที่เขียนไว้ในหลักสูตรที่สวยงามแต่ทำกันไม่ได้เสียที หรือก็น้อยมากที่จะเห็นออกมาสู่สายตาประชาคมโลก ผู้เขียนพยายามมองและไม่เปรียบเทียบหรือถ้าจะเปรียบเทียบก็ขอให้น้อยที่สุดเพื่อให้ประเทศไทยเท่าเทียมกับเขาไม่เหลื่อมล้ำแม้กระทั่งความคิดที่จะดูถูกชาติตัวเอง.....แต่บางทีก็อดเสียมิได้เลยมันแล่นเข้ามาเร็วมาก แต่ถึงอย่างไรใครที่ได้มาสัมผัสต่างก็คิดเหมือนกันว่าจะกลับเอาไปสอนลูกศิษย์ของตนเองบ้างจากเรื่องราวที่แต่ละคนได้พบเจอในแต่ละวันไม่มากก็น้อย

ขอขอบคุณวิกตอเรีย เมืองน่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่ไม่สนใจ สิ่งที่ให้มากกว่านั้นคือเราได้เรียนรู้วัฒนธรรม และไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองให้ได้สัมผัสอย่างเด่นชัด โดยมิต้องเขียนไว้ตามข้างฝาผนัง หรือสโลแกนที่สร้างขึ้นเป็นเพียงแต่เปลือกนอก เฉกเช่นเดียวกับความเป็น identity ของแต่ละคนที่สูงลิบ แต่หลงลืมอะไรไปบ้าง จนมิเหลือความเป็นตัวของตัวเองแม้กระทั่งความคิด ! !

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน "สิ่งที่แคนาดา...สอนฉัน"



ความเห็น (0)