หยั่งรากลึก...การศึกษาไทยในยุคคสช.


หยั่งรากลึกการศึกษาไทย....ในยุค คสช.

สิริรัตน์ นาคิน*

การเรียนรู้อย่างมีความหมาย.....อาจสอดคล้องกับนโยบายของชาติในตอนนี้ก็เป็นได้ ว่าเป็นการศึกษาที่หยั่งรากลงลึก จนเห็นต้นตอของปัญหาการศึกษาที่มีมาอย่างยาวนาน รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากระบบการศึกษาคนไทยได้รับอะไร และสูญเสียอะไรไปบ้าง อาจจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความรู้งอกงามทางปัญญา แต่เป็นผู้ด้อยทางจิตจริยธรรม จนทำให้ประเทศล่มสลายมานักต่อนักแล้ว เพราะเราเน้นการเรียนรู้ที่ไม่ได้ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ และไม่เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายจนสามารถเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามบริบทนั้น ๆ ได้อย่างแท้จริง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญอีกทั้งยังเป็นความรู้ที่คงทนถาวร อันประกอบกับแนวทางการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ เพราะการเรียนรู้โดยไม่เอาเพียงวิชาและเนื้อหาเป็นตัวตั้งที่ส่งผลเฉพาะด้าน Cognitive behavior นั้นแต่ขาดการส่งผลในด้าน Affective behavior ซึ่งต้องเรียนรู้ออกมาจากภายในทั้งสองด้านอย่างสมดุล แต่แท้ที่จริงแล้วกับเป็นปัญหาใหญ่ ๆ เลย คือ ขาดการตระหนักรู้ในตนเองจากด้านในที่เกิดจากตัวผู้เรียนทำให้ผู้เรียนเกิดการค้นพบและพินิจพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจ และใคร่ครวญกับเหตุการณ์เรื่องราวที่ได้พบ นำมาสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อันก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันนี้ เราพูดถึงแต่ปัญหากันเสียมากกว่า แต่เราขาดการให้ข้อเสนอแนะ แนวทางในการลงมือปฏิบัติการแก้ปัญหา ความน่าเป็นห่วงของวงการศึกษาไทยคือมีคนติ และก่อ แต่ไม่มีคนทำอย่างเป็นรูปธรรมที่จริงจังเสียที เมื่อมีคนทำก็พร้อมที่จะมีคนติเป็นของคู่กันธรรมดา แต่ ณ ขณะนี้เห็นเพียงแต่ผู้ให้ปัญหามาเสียมากกว่า ผู้ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาจากที่มีอยู่ให้บรรเทาลง

"เปรียบเสมือนหมอที่พบโรคร้ายแรงกับคนไข้ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือถกเถียงกัน แต่กลับช่วยกันหาแนวทางที่จะช่วยกันรักษาคนไข้ให้หายป่วยจากอาการหรือโรคร้ายนั้น นี่คือความแตกต่างของการวินิจฉัยโรคร้ายที่แตกต่างกัน การศึกษาบ้านเราก็ไม่ต่างอะไรกับโรคมะเร็งที่มาเป็นระยะ ๆ แต่ขาดการรักษาตามระยะที่เป็น หรือให้ยาไม่ถูกกับโรคเสียมากกว่าด้วยซ้ำไป ถึงได้เกิดปัญหาซ้ำไปซ้ำมา จนไม่รู้ว่าจะรักษาได้อย่างไร" ผู้เขียนอยากให้ทุกท่านย้อนไปในยุคสมัยระบบการศึกษาที่ยังไม่ค่อยเจริญนัก คนกลับมีคุณธรรมจริยธรรม อย่างเห็นได้ชัดสะท้อนจากข่าวเหตุการณ์ การส่งเสริมทางด้านการศึกษาที่มองเห็นถึงคุณค่าของการศึกษาอย่างแท้จริง ว่าการศึกษาที่แท้นั้นคืออะไร เมื่อเทียบกับสังคมในปัจจุบันที่เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งจากทางเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมสมัยใหม่โลกไร้พรมแดนที่ได้รับเข้ามา แต่กลับถูกใช้อย่างผิดทาง เกิดเรื่องราวเหตุการณ์ที่น่าเสื่อมถอยจนทำให้โลกเรานี้เริ่มอยู่กันยากขึ้นทุกวัน แล้วเบื้องลึกของการศึกษาที่เราให้นโยบายจอมปลอมกันขึ้นมาแต่ไม่ลงมือทำอย่างจริงจังจะรับมืออย่างไรกับวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และการศึกษามิใช่หรือที่เราควรได้รับอย่างเท่าเทียมกันแต่ด้วยเหตุใดเราถึงเพิกเฉยและมองผ่านไปเหมือนใบไม้ผลัดใบ ที่รอวันร่วงโรยเสียเล่า บทบาทหน้าที่ของใครกัน คำนี้ต่างหากที่เราต้องคำนึงถึงว่าควรจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือระดับชาติที่ต้องหันหลังกลับมาทบทวนกันอย่างเอาจริงเอาจังเสียที บางครั้งการเรียนที่ดีก็คือการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เราได้รับมานั่นเอง ประสบการณ์ในบ้านเราสอนให้เรารู้ว่าเราจัดการเรียนการสอนมากี่ยุคสมัยแต่ทำไม เราจึงไม่ก้าวข้ามพ้นสภาพที่เป็นอยู่เช่นนี้แบบโลกตะวันตก เขาเสียที เหมือนเราประกาศอยู่เนืองๆว่าเราจะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เมื่อถึงเวลาเราก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่โพล่งพล่างออกไปตอนที่เคยกล่าวไว้ว่าอาจจะทำ หรือจะทำ (May be or will be ) แต่ไม่ทำสักที (Not to do) อยู่อย่างนี้ พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดยุคสมัยจนกระทั่งบัดนี้ที่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเข้าแล้ว ก็คงต้องสานฝันจากท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ว่าท่านจะมีนโยบายที่เอาจริงเอาจังกับประเทศที่ตอนนี้อยู่ในกำมือของท่านอย่างไร แค่ให้การศึกษาไหลผ่านคนในประเทศอย่างเท่าเทียมกันก็น่าจะยุติธรรมแล้ว

หากท่านเห็นการเรียนรู้ที่ดีนั้นต้องเลือกเนื้อหาวิชาที่เรียนรู้แล้วเกิดความหมายกับผู้เรียน สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นับแต่จะเกิดประโยชน์กับนักเรียนซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ต้องมองภาพอนาคตให้มากเข้าไว้กับการบริหารจัดการนโยบายทางด้านการศึกษา เหมือนเป็นอู่ข้าวอู้น้ำเช่นกันคนในประเทศจะอยู่รอดได้ด้วยการศึกษา และเท่านั้นยังไม่เพียงพอแต่ต้องอยู่รอดได้ด้วยความรู้คู่คุณธรรม นำตนเดินไปในทางที่ดีที่ควร ถูกต้อง อยู่บนความจริงแท้กับผลของการกระทำ พินิจพิจารณาตั้งแต่การคิด ตัดสินใจถึงผลกระทำนั้น คงไม่มีปัญหาให้ตามแก้กันทุกโครงการ ทุกนโยบายที่ลงมาจากเบื้องบนแบบระบบสั่งการจะได้หมดไปให้คนข้างล่างไม่ดี ไม่ถูกต้อง มีแนวทางเป็นไปแบบไม่ชอบมาพากลถ้าวิเคราะห์ดูแล้วเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับส่วนรวมนั้นมีค่อนข้างน้อยก็ไม่ต้องทำตาม ถ้าเห็นแล้วมีประโยชน์ต่อส่วนรวมมากก็พึงกระทำจะไม่ดีกว่าหรือ ? ของดีเอาออกมาให้มาก ๆ ของเสีย ๆ ก็ทิ้ง ๆ กันไปบ้างโดยเฉพาะวัฒนธรรมแย่ ๆที่ไม่เห็นต้องยึดถือ ปฏิบัติตามกันมามีแต่เสียกับเสีย ยกย่อง ชมเชย ในทางเสื่อมโทรมตั้งแต่ระดับสูงลงมาจนถึงระดับล่าง ก็ยังเป็นระบบอุปถัมภ์อยู่แบบนี้ประเทศเลยไม่ไปไหน นอกจากตนเองไม่รู้จักโตแล้ว ยังสอนให้ผู้คนรอบข้างไม่รู้จักโตและยืนหยัดได้ด้วยตนเองสักที การศึกษาที่ดีงามคือการศึกษาที่เป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นการศึกษาเพื่อเกิดทางรอด ทั้งจากกุศโลบายทางสังคม และสิ่งที่เราล้วนแล้วต้องการเสพเข้ามาให้มากเข้าไว้ทางด้านวัตถุนิยมมากกว่าการเลือกเสพสิ่งดีงามคือค่านิยมที่ดีงาม ไม่ว่าจะพูดถึงปัญหาใดทางด้านการศึกษา ก็คงหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึง "ครู" ครูผู้เป็นปูชนียบุคคล ของปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องหนี้สิน การทุจริตสอบ การลงโทษนักเรียนอย่างไรจริยธรรม การตัดเกรดแลกแสตมป์ เหล่านี้คืออะไร คือปัญหาที่เป็นหนอนที่กัดกินระบบการศึกษามาอยู่นานวัน มิใช่เพิ่งเกิดเมื่อสองสามปีแต่ไม่ได้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยถ้าเราจะมาพูดซ้ำย้ำทวนแต่สภาพปัญหา หากเรามาเปลี่ยนระบบสะท้อนปัญหาที่มากพอแล้ว มาเป็นสะท้อนแนวทางการแก้ปัญหา ส่งเสริมแนวทางฟื้นฟูระบบที่ดีงามกลับคืนมาให้ได้ เพราะเมื่อเราได้ศึกษาสิ่งใดอยู่นาน สิ่งเหล่านั้นจะฝังรากลึกลงไปในจิตใจอย่างเหนียวแน่นยากที่จะถอนรากถอนโคน ดังนั้นการที่จะทำอะไรให้ได้ผลไม่ใช่เพียงแค่สองสามปีแล้วก็ประสบความสำเร็จ หากแต่เราต้องเพาะเมล็ดพันธ์และโปรยลงไปให้ถูกกับสภาพนั้น ๆด้วย เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นแนวทางที่คิด พูด ทำ ล้วนแล้วเกิดจากนักวิชาการที่นั่งอยู่บนหิ้งแต่ไม่ได้เดินลงมาดูสภาพปัญหาอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลาก็โปรยเมล็ดพันธ์ที่ตนเองคิดว่าดีแล้ว ใช้ได้มาทั่วพื้นดิน แล้วจากไปไม่ได้มาดูแล รดน้ำ ศึกษาต่อไปว่าเมล็ดพันธ์ที่โยนมานั้นใช้ได้เหมือนกันหมดหรือไม่ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แล้วก็กลับไปสร้างนโยบายใหม่ ก็เหมือนเมล็ดพันธ์ใหม่โปรยลงมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้มาโดยตลอด นี่คือสภาพของการศึกษาบ้านเราเหมือนญาติไปเยี่ยมผู้ป่วย บ้างก็ซื้อนม บ้างก็ซื้อดอกไม้ บ้างก็ซื้อของบำรุงกำลังไปให้ผู้ป่วยแต่ไม่รู้ว่าผู้ป่วยต้องการอะไร คนที่รู้ที่แท้จริงคือหมอประจำคนไข้ ว่าต้องทานอะไร บำรุงอะไร และรักษาอย่างไรจึงหายจากโรคนั้น ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกันการวินิฉัยการศึกาให้ถูกที่ถูกเวลาได้เสียที

ผู้เขียนมิได้หมายความว่าการศึกษาในยุคนี้ไม่ดีเสียทีเดียว แต่ต้องการเปรียบเทียบทั้งเชิงแง่คิด และความจริงที่เราพบเห็น แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ย้อนแย้งความคิดของนโยบายระดับชาติเสียทีเดียว สิ่งใดทำแล้วดีกับตนเองก็จงทำแต่ไม่ใช่แค่ถามตนเอง ต้องถามเพิ่มต่อไปอีกว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นดีกับคนอื่นด้วยไหม นั่นก็คือคนทั้งประเทศ ถ้าดี (จริง) ก็ทำเลยอย่ารอช้า พินิจพิจารณาให้ดีเสียก่อนสั่งการลงมา เพราะมันก็เหมือนยาที่เอามาฉีดแล้ว ถ้าดีก็รักษาหาย ถ้าไม่ดีก็ลาม และได้โรคใหม่แถมมาเพิ่มอีกด้วย เราต้องกล้าที่จะยอมรับว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เลิกพูดถึงปัญหาแล้วมาลงมือทำกันเลยดีกว่า อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไว้ว่า "ทำจริง" จะดีไม่น้อยเลย เพราะระบบการศึกษาไทยเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน

ทางออกของการศึกษาก็เหมือน "รากแก้วที่จะปลูกลงไปใหม่ มันต้องติดสิ่งดี ดี ลงไปด้วย เพื่อที่หยั่งรากลึกได้ติดแน่นและมั่นคงไม่ต้องถอนรากถอนโคนกันอีก"

หมายเลขบันทึก: 580913เขียนเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2014 21:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2014 21:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท