After Action Review (AAR) ครั้งที่ 5 เรื่อง การศึกษาดูงาน : การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ที่โรงเรียนเทศบาล 4 วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม 2557

After Action Review (AAR) ครั้งที่ 5

วันที่บันทึก วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม 2557

เรื่อง การศึกษาดูงาน : การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ที่ โรงเรียนเทศบาล 4

รายวิชา การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ รหัสวิชา 102611

ผู้สอน ผศ.ดร. อดิศร เนาวนนท์

ผู้บันทึก นางสาวรดาการ ปรางสุข รหัสประจำตัว 57D0103204

ป. โท หลักสูตรและการสอน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13 หมู่ 1

..............................................................................................................................................................................

  • 1.ความคาดหวังในการทำกิจกรรม
  • จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) มีความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากเพราะได้ทราบข้อมูลมาว่าที่โรงเรียนแห่งนี้มีรูปแบบวิธีการจัดการความรู้ในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี จึงมีความคาดหวังว่าจะได้รับความรู้ความเข้าใจและนำกลับไปปรับใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมที่สอนอยู่ ไม่มากก็น้อย
  • 2.ความรู้ที่ได้รับในการไปศึกษาดูงาน
  • การศึกษาดูงานในวันนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้อำนวยการ นายศักดิ์เดช กองสูงเนิน ได้ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในสถานศึกษา ซึ่งความรู้ที่ได้รับสรุปพอเป็นสังเขปได้ดังนี้
  • การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา (Learning Oraganization) : LO ในโลกยุคปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นจึงให้ครู – บุคลากร ได้ตระหนักยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งการแข่งขัน ถ้าหากเราไม่อยู่ในเวทีของการแข่งขัน ก็จะทำให้โรงเรียนหรือองค์กรตกขอบก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง การจะเป็น LO ได้นั้น ต้องเป็นFIFTH DISCIPLINE ซึ่งมีอยู่ 5 ระดับ ได้แก่
  • 1.Share Vision : การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
  • 2.Team Learning : การเรียนรู้จากกันและกัน (ระดับกลุ่ม)
  • 3.Personal Mastery : ใฝ่รู้มุ่งมั่นพัฒนาตน
  • 4.Mental M0del : ฝึกฝนสร้างแผนที่ความคิด
  • 5.Systems Thinking : ไม่ยึดติดเห็นความเชื่อมโยง
  • องค์กรแห่งการเรียนรู้ตาม Model ของ Senge แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
  • 1.ระดับองค์กร
  • - Share Vision การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
  • 2. ระดับกลุ่ม
  • - Team Learning การเรียนรู้จากกันและกัน
  • ในการจัดการความรู้นั้น ต้องมีการกระทำบ่อย ๆจะทำให้เกิดความกระจ่าง เรื่อง KM ต้องเห็นความแตกต่างระหว่างความรู้ 2 ประเภทคือ
  • 1. ความรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัวบุคคลหรือความรู้ที่ไม่ปรากฏชัดแจ้ง (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในสมอง ใจ และมือของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ ซึ่งสื่อสารหรือถ่ายทอดในรูปตัวเลข สูตร หรือลายลักษณ์อักษรได้ยาก ความรู้นี้สามารถพัฒนาและแบ่งปันกันได้ เป็นความรู้ที่ก่อให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขัน
  • 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่เป็นเหตุผล มักเป็นความรู้สากล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ หนังสือ ตำรา คู่มือ เอกสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ วีดีโอ Electronic file ซีดี – รอม อินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูล และรายงานต่าง ๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
  • การจัดการความรู้ของ สคส. ได้ส่งเสริมการจัดการความรู้แบบ "โมเดลปลาทู" ซึ่งประกอบด้วยคนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้ดังนี้
  • 1.ผู้บริหารสูงสุด (CEO) การจัดการความรู้ต่าง ๆ ในองค์กรจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหากผู้บริหารไม่ลงไปร่วมด้วย ผู้บริหารต้องเห็นคุณค่า และดำเนินการผลักดัน KM ให้เกิดขึ้น
  • 2. คุณเอื้อ (Chief Knowledge Officer : CKO) ในส่วนนี้เป็นส่วน "หัวปลา" (Knowledge Vision : KV) หมายถึงส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้โดยก่อนที่จะทำการจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า "เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร" โดย"หัวปลา"นี้จะต้องเป็นของ "คุณกิจ" หรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี "คุณเอื้อ" และ "คุณอำนวย" คอยช่วยเหลือ
  • 3. คุณอำนวย (Knowledge Facilitator : KF) เป็นส่วน "ตัวปลา"( Knowledge Sharing : KS) หมายถึง ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่ง "คุณอำนวย" จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ "คุณกิจ" มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว "คุณกิจ" พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้เป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม
  • 4. คุณกิจ (Knowledge Pracititoner : KP) เป็นส่วน "หางปลา"( Knowledge Assets : KA) หมายถึงส่วนของ "คลังความรู้" หรือ "ขุมความรู้" ที่ได้จากการเก็บสะสม "เกร็ดความรู้" ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ตัวปลา" ซึ่งเราอาจเก็บส่วน "หางปลา"นี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป
  • 5. คุณลิขิต เป็นผู้เขียนจดบันทึก
  • 6. คุณประสาน เป็นผู้ที่พูดเก่งคอยประสานงานต่าง ๆ
  • 7. คุณวิศาสตร์ เป็นผู้ที่เก่งไอที (IT)
  • สำหรับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ของโรงเรียนเทศบาล 4 นั้น ได้ดำเนินงานตาม "เพาะชำโมเดล" โดยแบ่งงออกเป็น 4 - 4 - 8 (4 กลุ่มช่วงชั้น – 4 กลุ่มงานบริหาร – 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้) กำหนดรูปแบบได้ดังนี้คือ
  • 1. KV = Knowledge Vision กำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (ส่วนหัวปลา)
  • -ส่วนหัวปลาใหญ่ เช่น การสอน
  • -ส่วนหัวปลาย่อย เช่น วิธีการสอน สื่อการเรียนการสอน
  • 2.M = Mind
  • 3.3S = Share (แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกัน) , Show (ต้องทำจึงจะมีเรื่องให้โชว์ และคนที่ทำจริงก็อยากโชว์) และ Support (สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ เวลา) ทั้งนี้มีการจัดทำ
  • 1.คลังความรู้ (Knowledge Asset : KA) โดยมีขั้นตอนดังนี้
  • 1. การบันทึกเรื่องเล่า (เรื่องเล่าเร้าพลัง เล่าประมาณ 2–3 นาที เล่าเรื่องจริง/สิ่งที่เราทำจริง)
  • 2. แก่นความรู้ ถอดแก่นความรู้จากเรื่องที่เล่า

3. บันทึกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หน้าเดียว อยากรู้เรื่องอะไร เราจะไปหาใครที่จะให้ความรู้ในเรื่องที่เราอยากรู้ (เมื่อเขาให้ความรู้เราเรายอมรับเขา และเขายอมรับเรา) แล้วสรุปความรู้ที่ได้มา นำไปใช้อย่างไรบ้าง (ทำจริง/ทำเรื่องอะไร)

4. เป็นงานวิจัย (หน้าเดียว) เป็นการตรวจสอบและติดตามว่าครูได้ลงมือปฏิบัติจริงหรือไม่

5. เขียนลงใน Blog gotoknow

2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learn : L) มีขั้นตอนดังนี้คือ

1. ฟังเรื่องเล่า มีเทคนิคในการเล่าเรื่อง ส่วนผู้ฟังก็ฟังอย่างตั้งใจ ชื่นชม และให้กำลังใจกัน ในการเล่าเรื่องควรเลือกเรื่องเล่าที่เด่น ๆ (นำออกมาเล่า) มีการคิดในเชิงบวก / สร้างบรรยากาศที่ดีในการเล่าและการฟัง

2. การนำเสนอ ให้ครู – บุคลากรได้นำเสนอทั้งโรงเรียน นำเอารูปแบบ/วิธีการมาปรับใช้กับการเรียนการสอนของตน

3. บันทึกลงใน Blog มีผู้เข้าชม เป็น Blog ยอดนิยมจะมีการมอบรางวัลให้ด้วย มีการเข้าไปดูงานของเพื่อนครู และนักเรียนสามารถเข้าไปดูได้ด้วย กระตุ้นให้ครูอยากเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

4. บันทึกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หน้าเดียว ใช้การสังเกตการสอนก็ได้ เป็นการตรวจสอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูได้ด้วย

5. งานวิจัย ได้งานวิจัยจากการปฏิบัติจริง จากการบันทึกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

6. จัดนิทรรศการ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ / นำเสนอผลงาน/นำผลงานมาจัดนิทรรศการ

เครื่องมือที่ใช้

  • 1.เรื่องเล่าเร้าพลัง (แบ่งกลุ่มเล่าเรื่องไม่เกิน 5 - 8 คน)
  • 2.การสกัดขุมความรู้ โดยแยกความรู้ที่ได้จากเรื่องเล่า เช่น เรื่องที่เล่าใช้เทคนิคอะไร ใช้วิธีการอะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
  • 3.สังเคราะห์แก่นความรู้ มีแก่นความรู้ มีแนวทางเดียวกันอย่างไรบ้าง
  • 4.ตารางอิสรภาพ นำความรู้/ แก่นความรู้มาพิจารณาร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ได้เทคนิค/วิธีการที่หลากหลาย
  • 5.บันไดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะทำให้ทราบว่าเราจะไปหาใคร (ที่เขาเก่งในแต่ละแนวทาง)
  • 6.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (บันทึกหน้าเดียว)
  • 7.การทบทวนหลังการปฏิบัติ (บันทึก AAR)

วิธีการดำเนินการ

  • 1.การตั้งทีมงาน 2. การให้ความรู้ผู้ปฏิบัติ 3. การกำหนด (Knowledge Vision : KV)
  • 4. ฝึกปฏิบัติหลาย ๆ รอบ (การทำ KM ครั้งเดียวไม่ใช่การทำ KM การทำ KM ต้องฝึกทำ/ปฏิบัติหลาย ๆ ครั้ง) 5. ติดตาม/ทำต่อเนื่อง 6. เผยแพร่

ผลที่เกิดขึ้น

  • 1.บุคลากรทุกฝ่ายเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
  • 2.เกิดการเรียนรู้เป็นทีม
  • 3.เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้
  • 4.ปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียน
  • 5.ทุกอย่างมีการคิดอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างการจัดการความรู้ (KM)

  • 1.ร่วมกันคิดหัวปลา
  • 2.กำหนดให้สมาชิกเตรียมเรื่องเล่า (5 – 8 คน)
  • 3.จัดกลุ่มให้เล่าเรื่อง (5 – 8 คน)
  • 4.ได้ขุมความรู้
  • 5.สังเคราะห์เป็นแก่นความรู้
  • - เรียบเรียง/จัดกลุ่มแนวคิด/เทคนิควิธีการต่าง ๆ

6. ประเมินตนเอง (เราจะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับใคร)

7. จับคู่แลกเปลี่ยนเรียนรู้

8. นำไปปฏิบัติ

9. จัดเวที (AAR)

  • 3.การสะท้อนแง่คิดที่ได้จากการไปศึกษาดูงาน
  • จากการไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ทำให้เราได้ทราบว่ากระบวนการ ขั้นตอนในการสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษานั้น เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่าย เป็นการสกัดความรู้ที่ได้รับฟังจาก เรื่องเล่าเร้าพลัง ครูได้เทคนิค/วิธีการที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย นำไปใช้ได้จริง เกิดผลงานทางวิชาการ และนวัตกรรมที่นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการทำงานเป็นทีม เสริมสร้างความสามัคคี มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรในองค์กรทำให้เกิดการพัฒนางานด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 4.การนำไปประยุกต์ใช้
  • จากการไปศึกษาดูงานในครั้งนี้สิ่งที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานคือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมก่อน แล้วจะขยายผลไปสู่ครู –บุคลากรในกลุ่มสาระอื่นต่อไป เพื่อหาเทคนิค สื่อ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้รูปแบบการสอน
  • ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน และเป็นการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาที่มีคุณภาพต่อไป
  • 5.บรรยากาศในการเรียนรู้
  • บรรยากาศในการรับฟังการบรรยายถ่ายทอดความรู้จากท่านวิทยากร (ผอ. ศักดิ์เดช กองสูงเนิน) ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาก ทำให้เราได้รับความรู้ในการศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก บรรยากาศมีความเป็นกันเอง มีการซักถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีความเป็นกันเอง ทุกคนมีความสุขสนุกสนานในการปฏิบัติกิจกรรม และขอขอบพระคุณอาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดให้มีการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ซึ่งทำให้นักศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการความรู้ในองค์กรได้เป็นอย่างดีพร้อมทั้งได้เติมเต็มศักยภาพอย่างเต็มที่ รวมถึงการนำความรู้ไปปรับใช้ในการทำงาน พัฒนางานให้มีประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกอนุทิน/AAR/Story telling ของนางสาวรดาการ ปรางสุข รหัส 57D0103204 ระดับปริญญาโท ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13 หมู่ที่ 1 โปรแกรมวิชา หลักสูตรและการสอน



ความเห็น (0)