ปรัชญาการท่องเที่ยว "จาริก" ตามแนวพุทธ

25 ตุลาคม 2557 ได้รับเชิญจาก ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ ในฐานะอาจารย์ผู้สอนในรายวิชา "ปรัชญาการท่องเที่ยว" แก่นิสิต ป.เอก การจัดการท่องเที่ยว  วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นการเสวนาร่วม แล้วให้นิสิตถาม ร่วมกับ อ.สุรศักดิ์ จำนงค์สาร   อาจารย์คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ปัจจุบันเป็นนิสิตปริญญาเอกที่ มหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย ที่มาเสวนาแลกเปลี่ยนร่วมกัน เรียกว่า "บรรยายคู่"  ในประเด็นปรัญญาการท่องเที่ยวของอินโดนีเซีย   ซึ่งในกรอบของการนำเสนอเป็นการเล่าแบบสบาย เหมือนมาพูดคุยกัน  แต่หลักใหญ๋สะท้อนคิดในส่วนพระพุทธศาสนาให้ได้ว่า การท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ในสังคมประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ล้วนมีฐานทางวัฒนธรรมที่เกิดจากวัด และพระศาสนา เมื่อนำแนวคิดมาสะท้อนจะพบว่า การจัดการท่องเที่ยวที่ปรากฏ อยู่ที่การออกให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตหลักธรรม หลักการทางศาสนา จะเป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  

(25 ตุลาคม 2557 วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยพะเยา  ตั้งอยู่ที่ อาคารเวฟเพลส ชั้น 8 ถนนวิทยุ ลุมพินี  ปทุมวัน  กทม.) 

          1.การท่องเที่ยวต้องมุ่งไปสู่ความรู้และการจัดการความรู้   ในความหมายนี้พระพุทธศาสนามุ่งเป้าไปที่การจัดการความรู้ดังชื่อ “พุทธะ” ที่แปลว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ดังนั้นการแสวงหาความรู้เป็นเจตจำนงของพระพุทธศาสนาในการจัดการศึกษา ดังพุทธพจน์ที่พระองค์ตรัสตอบกับพระอานนท์ที่ว่า “โย โว อานันทะ มะยา ธัมโม จะ วินะโยจะ เทสิโต ปัญญัตโต” แปลว่า “ อานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย โส โว มะมัจจะเยนะ สัตถา ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา” (มหา. ที. 10/178/141) แนวคิดอธิบายได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของความรู้ (พุทธะ) ความจริง (สัจจะ) เป็นความจริงแท้เชิงประจัก (ตัตถะ) เป็นที่ชอบใจหรือถูกใจ (ปิโย) ประกอบด้วยประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่ (อัตถะ) ดังนั้นอาจสรุปได้สั้น ๆ ว่า แนวคิดทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความรู้ ดังนั้นการท่องเที่ยว หรือการจัดการท่องเที่ยวจะต้องพยายามเข้าไปแสวงหาความรู้ ที่เป็นความจริง และเป็นไปเพื่อประโยชน์ หากการจัดการท่องเที่ยวสามารถส่งเสริมหรือดำเนิน หรือพยายามให้มุ่งไปอย่างนั้น     

          หรือในพุทธพจน์ที่ตรัสตอบพระยามารที่ว่า "“ดูก่อนมารผู้ใจบาป ตราบใดสาวกทั้งหลายของตถาคต คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพหูสูตทรงจำไว้ได้ซึ่งพระธรรมวินัย ศึกษาและปฏิบัติสืบต่อกันไป แสดงหลักธรรมคำสอนโปรดเวไนยสัตว์ ทั้งเทวดาและมนุษย์ให้หลุดพ้นสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ ยังศาสนาให้แผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศแล้ว ตราบนั้น ตถาคตจะรับอาราธนาท่านเข้าสู่ปรินิพพาน” (เล่ม 10)"

          2.การท่องเที่ยวต้องมุ่งไปสู่หลักการที่ถูกต้อง  พุทธพจน์ที่ว่า "ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาแทนเรา"  ย่อมยืนยันแนวคิดในเรื่องการแสดงบทบาทของการจัดการท่องเที่ยวที่จะต้องเข้าไปส่งเสริมหลักการที่ถูกต้อง หมายถึงหลักการที่ถูกต้อง และแนวคิดที่ถูกต้องอย่างสำคัญ เพื่อประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างความจริง ที่เกิดขึ้นในสังคมและชุมชน 

          3.การท่องเที่ยวต้องมุ่งไปสู่ประโยชน์ต่อส่วนรวม  แนวคิด หรือพุทธพจน์ที่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย..." ในความหมายนี้เอามากระยุกต์ได้ว่า การท่องเที่ยว หรือการจัดการท่องเที่ยว นอกเหนือจากการได้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือการจัดการท่องเที่ยวที่ต้องส่งเสริมประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ 

          4. การท่องเที่ยวต้องมุ่งไปสู่คุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน  "นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง" พุทธพจน์นี้ยืนยันว่าหลักคิดทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิต หรือความถูกต้องของคุณภาพชีวิต  ดังนั้นเมื่อจะเข้าไปจัดการการท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องสร้างหรือสนับสนุน คือต้องเข้าไปสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติ หรือชาวพุทธ หรือคนที่อยุ่ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม 

การท่องเที่ยวเป็นได้ทั้งการผ่อนคลาย และการแสวงหาความรู้ ซึ่งในหลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนา การจัดการความรู้ หรือการแสวงหาความรู้จึงเป็นช่องทางสำคัญในการแสวงหาความรู้ หรือการจัดการความรู้ในตัวเอง สาระสำคัญ ของหลักการหรือวิธีการที่สะท้อนให้เห็นว่า 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โมไนย พจน์ : คนเล่าเรื่อง



ความเห็น (0)